Logo-สำนักงานบัญชี-ARAC
ป้ายหน้าร้านติดอย่างไรไม่ให้โดนปรับ? เจาะลึกภาษีป้ายฉบับเข้าใจง่าย จบในบทความเดียว
array(1) {
  [0]=>
  array(2) {
    ["src"]=>
    string(180) "https://www.arac.co.th/asset/images/imageStock/myImages/5660/%E0%B8%9B%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%AB%E0%B8%A2%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99_624327.jpg"
    ["alt"]=>
    string(241) "ป้ายหน้าร้านติดอย่างไรไม่ให้โดนปรับ? เจาะลึกภาษีป้ายฉบับเข้าใจง่าย จบในบทความเดียว
"
  }
}
ป้ายหน้าร้านติดอย่างไรไม่ให้โดนปรับ? เจาะลึกภาษีป้ายฉบับเข้าใจง่าย จบในบทความเดียว
อัปเดตล่าสุด : 08/09/2026
ภาษีป้ายคิดยังไง? เจาะลึกประเภทป้าย วิธีคำนวณ กำหนดยื่นแบบ และบทลงโทษ อ่านบทความเดียวจบ ติดป้ายหน้าร้านได้อย่างมั่นใจ ไม่โดนปรับ

ป้ายหน้าร้านไม่ใช่แค่แผ่นวัสดุที่บอกชื่อกิจการ แต่เป็นเครื่องมือทางการตลาดชิ้นแรกที่ลูกค้าเห็นก่อนก้าวเข้าร้าน ยิ่งป้ายสวย เด่น จำง่าย ก็ยิ่งช่วยดึงลูกค้าและสร้างการจดจำแบรนด์ได้ดี แต่สิ่งที่ผู้ประกอบการหลายคนมองข้ามคือ “ทันทีที่ติดตั้งป้ายเพื่อการค้าหรือหารายได้ กฎหมายกำหนดให้เจ้าของป้ายมีภาระต้องเสียภาษีป้ายควบคู่ไปด้วย”

 

หลายคนไม่รู้ตัวว่าตัวเองมีหน้าที่ต้องยื่นแบบและเสียภาษี จนกระทั่งถูกเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นแจ้งประเมินย้อนหลังพร้อมเงินเพิ่ม ซึ่งบางครั้งอาจสูงกว่าค่าภาษีตั้งต้นหลายเท่า บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจภาษีป้ายแบบครบวงจร ตั้งแต่นิยาม ประเภทป้าย วิธีคำนวณ ไปจนถึงกำหนดเวลาและบทลงโทษ เพื่อให้ผู้ประกอบการติดป้ายได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องกังวลเรื่องค่าปรับภายหลัง

 

ภาษีป้ายคืออะไร และใครมีหน้าที่ต้องเสีย?

ภาษีป้าย คือภาษีที่จัดเก็บจากป้ายแสดงชื่อ ยี่ห้อ หรือเครื่องหมายที่ใช้ในการประกอบการค้าหรือประกอบกิจการอื่นเพื่อหารายได้ ไม่ว่าจะแสดงด้วยอักษร ภาพ หรือเครื่องหมายที่เขียน แกะสลัก จารึก หรือทำให้ปรากฏด้วยวิธีใดก็ตาม ตามพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

 

ใครมีหน้าที่เสียภาษี

โดยหลักแล้ว "เจ้าของป้าย" คือผู้มีหน้าที่ยื่นแบบและชำระภาษี แต่หากหาตัวเจ้าของป้ายไม่พบ กฎหมายจะไล่เรียงผู้มีหน้าที่เสียภาษีไปตามลำดับ ได้แก่ ผู้ครอบครองป้าย เจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคารที่ติดตั้งป้ายนั้น และเจ้าของที่ดินที่ป้ายตั้งอยู่ตามลำดับ

 

ป้ายที่ได้รับการยกเว้นภาษี

ไม่ใช่ป้ายทุกชนิดจะต้องเสียภาษี กฎหมายยกเว้นให้กับป้ายบางประเภท เช่น

 

 - ป้ายที่แสดงไว้ ณ โรงมหรสพเพื่อโฆษณามหรสพนั้น

 - ป้ายที่ติดอยู่กับตัวสินค้าหรือหีบห่อบรรจุสินค้า

 - ป้ายที่แสดงไว้ในบริเวณงานที่จัดขึ้นเป็นครั้งคราว เช่น งานกาชาดหรืองานมหกรรมต่าง ๆ

 - ป้ายที่แสดงไว้ที่ตัวคนหรือสัตว์

 - ป้ายภายในอาคารที่ใช้ประกอบกิจการ ซึ่งแต่ละป้ายมีขนาดไม่เกิน 3 ตารางเมตร

 - ป้ายของราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานของรัฐ

 - ป้ายของสถานศึกษาเอกชน วัด มูลนิธิ หรือสมาคมที่ไม่แสวงหากำไร

 - ป้ายของเกษตรกรที่ขายผลผลิตทางการเกษตรของตนเอง

หากกิจการของคุณเข้าข่ายข้อยกเว้นเหล่านี้ ก็ไม่จำเป็นต้องยื่นแบบเสียภาษีป้ายแต่อย่างใด

 

ประเภทของป้ายและการคำนวณอัตราภาษี

กฎหมายแบ่งป้ายออกเป็น 3 ประเภทหลัก โดยพิจารณาจากภาษาและลักษณะของข้อความบนป้ายเป็นสำคัญ ยิ่งป้ายมีภาษาต่างประเทศเด่นกว่าภาษาไทย หรือมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนข้อความได้ อัตราภาษีก็จะยิ่งสูงขึ้น

ประเภทที่ 1 : ป้ายอักษรไทยล้วน

ป้ายที่มีข้อความเป็นภาษาไทยทั้งหมด ไม่มีภาษาต่างประเทศหรือภาพปะปน ถือเป็นป้ายที่เสียภาษีในอัตราต่ำที่สุด

 - ป้ายทั่วไป (ไม่เคลื่อนไหว) : 5 บาท ต่อ 500 ตารางเซนติเมตร

 - ป้ายที่มีข้อความเคลื่อนไหวหรือเปลี่ยนข้อความได้ : 10 บาท ต่อ 500 ตารางเซนติเมตร

 

ประเภทที่ 2 : ป้ายอักษรไทยปนอักษรต่างประเทศ ภาพ หรือเครื่องหมาย

 

ป้ายที่มีภาษาไทยปนกับภาษาต่างประเทศ ตัวเลขอารบิก โลโก้ หรือเครื่องหมายการค้าอื่น โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ อักษรไทยทุกตัวต้องอยู่ในตำแหน่งบนสุดของป้าย

 - ป้ายทั่วไป (ไม่เคลื่อนไหว) : 26 บาท ต่อ 500 ตารางเซนติเมตร

 - ป้ายที่มีข้อความ/ภาพเคลื่อนไหวหรือเปลี่ยนได้ : 52 บาท ต่อ 500 ตารางเซนติเมตร

 

ประเภทที่ 3 : ป้ายไม่มีอักษรไทย หรือภาษาไทยอยู่ใต้อักษรต่างประเทศ

ป้ายที่ไม่มีภาษาไทยเลย หรือมีภาษาไทยแต่ถูกจัดวางไว้ต่ำกว่าหรือหลังภาษาต่างประเทศ รวมถึงป้ายที่มีการเปลี่ยนแปลงข้อความ ภาพ หรือเครื่องหมายบางส่วนในลักษณะไม่เข้าเงื่อนไขประเภทอื่น จัดอยู่ในกลุ่มที่เสียภาษีสูงสุด

 - ป้ายทั่วไป (ไม่เคลื่อนไหว) : 50 บาท ต่อ 500 ตารางเซนติเมตร

 - ป้ายที่มีข้อความ/ภาพเคลื่อนไหวหรือเปลี่ยนได้ : 52 บาท ต่อ 500 ตารางเซนติเมตร

 

ข้อควรระวัง : หากป้ายของคุณมีภาษาไทยปนกับภาษาอังกฤษ แต่วางตัวอักษรไทยไว้ต่ำกว่าหรือเล็กกว่าอักษรภาษาอังกฤษแม้เพียงจุดเดียว ป้ายนั้นจะถูกจัดเป็นประเภทที่ 3 ทันที ทำให้เสียภาษีแพงขึ้นเกือบเท่าตัวจากประเภทที่ 2

 


วิธีคำนวณพื้นที่ป้ายและภาษีที่ต้องจ่าย

สูตรคำนวณคือ

ภาษีป้าย = (พื้นที่ป้าย ÷ 500 ตร.ซม.) x อัตราภาษีตามประเภทป้าย

ขั้นตอนคำนวณ

1. วัดขนาดป้าย (กว้าง x ยาว) หน่วยเป็นเซนติเมตร เพื่อหาพื้นที่รวม

2. นำพื้นที่ที่ได้หารด้วย 500 ตารางเซนติเมตร หากมีเศษเกินครึ่งหนึ่งของ 500 ให้ปัดขึ้นเป็น 500 หากไม่เกินครึ่งหนึ่งให้ปัดทิ้ง

3. คูณผลลัพธ์ด้วยอัตราภาษีตามประเภทป้ายที่กำหนด

 

ตัวอย่างที่ 1 ป้ายไม้อักษรไทยล้วน ไม่เคลื่อนไหว ขนาดกว้าง 100 ซม. x ยาว 150 ซม.

พื้นที่ป้าย = 100 x 150 = 15,000 ตร.ซม.

หารด้วย 500 = 30

เข้าประเภทที่ 1 (ข) อัตรา 5 บาท ภาษีที่ต้องจ่าย = 30 x 5 = 150 บาท

 

ตัวอย่างที่ 2 ป้ายไฟดิจิทัลมีภาษาไทยปนโลโก้ที่เปลี่ยนภาพได้ ขนาดกว้าง 200 ซม. x ยาว 300 ซม.

พื้นที่ป้าย = 200 x 300 = 60,000 ตร.ซม.

หารด้วย 500 = 120

เข้าประเภทที่ 2 (ก) อัตรา 52 บาท ภาษีที่ต้องจ่าย = 120 x 52 = 6,240 บาท

 

ข้อควรรู้เพิ่มเติม

หากคำนวณแล้วยอดภาษีต่ำกว่า 200 บาท กฎหมายกำหนดให้เสียภาษีขั้นต่ำที่ 200 บาทเสมอ

หากติดตั้งป้ายใหม่ระหว่างปี ไม่ต้องเสียภาษีเต็มปี แต่คิดตามช่วงเวลาที่ติดตั้งจริง โดยแบ่งเป็น 4 ช่วง คือ ติดตั้งเดือนมกราคม-มีนาคม เสีย 100% เมษายน-มิถุนายน เสีย 75% กรกฎาคม-กันยายน เสีย 50% และตุลาคม-ธันวาคม เสีย 25% ของอัตราภาษีเต็มปี

หากยอดภาษีที่ต้องชำระเกิน 3,000 บาท สามารถขอผ่อนชำระได้ 3 งวดเท่า ๆ กัน

 


ขั้นตอนและกำหนดเวลาในการยื่นแบบ

1. ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้าย (ภ.ป.1) ภายในเดือนมีนาคมของทุกปี สำหรับป้ายที่ติดตั้งอยู่แล้ว หรือภายใน 15 วันนับแต่วันติดตั้งป้ายใหม่หรือเปลี่ยนแปลงป้ายเดิม

2. เตรียมเอกสาร ได้แก่ บัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน เลขประจำตัวผู้เสียภาษี หนังสือรับรองบริษัท (กรณีนิติบุคคล) รูปถ่ายป้ายพร้อมระบุขนาดกว้างxยาว และใบเสร็จหรือใบอนุญาตติดตั้งป้าย

3. ยื่นแบบพร้อมหลักฐาน ที่หน่วยงานตามที่ตั้งของป้าย ได้แก่ สำนักงานเขต (สำหรับกรุงเทพมหานคร) หรือเทศบาล/องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ในต่างจังหวัด

4. รอการประเมิน เจ้าพนักงานจะคำนวณภาษีให้ทันทีหากเอกสารครบถ้วน หรือออกหนังสือแจ้งการประเมิน (ภ.ป.3) ในกรณีที่ยังไม่พร้อมชำระทันที

5. ชำระภาษี ภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน ที่สำนักงานเขต เทศบาล อบต. หรือช่องทางออนไลน์ที่บางพื้นที่เปิดให้บริการ

 


บทลงโทษกรณีปฏิบัติไม่ถูกต้อง

การละเลยหรือหลีกเลี่ยงภาษีป้ายมีผลเสียตามมาหลายระดับ ดังนี้

1. ไม่ยื่นแบบภายในกำหนด เสียเงินเพิ่มร้อยละ 10 ของค่าภาษี

2. ยื่นแบบไม่ถูกต้องจนทำให้เสียภาษีน้อยกว่าที่ควร เสียเงินเพิ่มร้อยละ 10 ของค่าภาษีที่ขาดไป

3. ค้างชำระภาษีเกินกำหนด 15 วันหลังได้รับแจ้งประเมิน เสียเงินเพิ่มร้อยละ 2 ต่อเดือนของค่าภาษีค้างชำระ และหากยังคงค้างชำระต่อเนื่อง หน่วยงานท้องถิ่นมีอำนาจยึดหรืออายัดทรัพย์สินเพื่อนำออกขายทอดตลาดชำระหนี้ภาษีได้

4. จงใจแจ้งข้อความเท็จหรือปกปิดข้อมูลเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับตั้งแต่ 5,000-50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

จะเห็นได้ว่าโทษของการไม่ยื่นแบบหรือหลีกเลี่ยงภาษีป้ายนั้นไม่ใช่เรื่องเล็ก และอาจสร้างภาระทางการเงินและกฎหมายที่หนักกว่าค่าภาษีตั้งต้นหลายเท่า

 

สรุปสิ่งที่ผู้ประกอบการทุกคนควรจำให้ขึ้นใจเกี่ยวกับภาษีป้าย มี 3 ขั้นตอนหลัก คือ

1. เช็กประเภทป้าย ว่าเข้าข่ายประเภทที่ 1, 2 หรือ 3 ตามลักษณะภาษาและการเคลื่อนไหวของป้าย

2. คำนวณพื้นที่ป้าย อย่างถูกต้องตามสูตร และเทียบกับอัตราภาษีที่กำหนด

3. ยื่นแบบภายในเดือนมีนาคม ของทุกปี หรือภายใน 15 วันหลังติดตั้งป้ายใหม่ เพื่อไม่ให้เสียเงินเพิ่มโดยไม่จำเป็น

 

การเตรียมเอกสารล่วงหน้า เช่น รูปถ่ายป้ายพร้อมขนาด ใบเสร็จค่าทำป้าย และเอกสารประจำตัวผู้ประกอบการ จะช่วยให้การติดต่อยื่นแบบที่สำนักงานเขต เทศบาล หรือ อบต. เป็นไปอย่างรวดเร็วและราบรื่น เมื่อเข้าใจหลักการภาษีป้ายอย่างครบถ้วนแล้ว การติดป้ายหน้าร้านให้สวยเด่นสะดุดตาก็จะไม่ใช่เรื่องน่ากังวลอีกต่อไป เพราะรู้แน่ชัดว่าต้องเสียภาษีเท่าไร และต้องยื่นเมื่อไรเพื่อไม่ให้โดนปรับ

 


หมายเหตุ : บทความนี้สรุปหลักเกณฑ์ทั่วไปตามพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 และกฎกระทรวงอัตราภาษีป้ายที่บังคับใช้ตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นไป รายละเอียดปลีกย่อยและขั้นตอนอาจแตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่ ผู้ประกอบการควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดหรือสอบถามกับสำนักงานเขต เทศบาล หรือ อบต. ในพื้นที่ของตนเองอีกครั้งก่อนดำเนินการ

บริการ
ข่าว
Copyright © 2025 A.R. Accounting & Consultant Co., Ltd. All Right reserved.