ข่าวสาร > ข่าวภาษี
LTF: END GAME ….หรือไม่ ??

        หลาย ๆ คนคงจะพอทราบดีเกี่ยวกับมาตรการลดหย่อนภาษีให้แก่ผู้ซื้อกองทุน LTF ซึ่งเป็นมาตรการที่อยู่กับพวกเรามาตั้งแต่ปี 2547 มาจนถึงปีนี้รวม 16 ปีแล้ว และในปีนี้มีแนวโน้มสูงมากที่ผู้ที่ซื้อ LTF จะใช้ประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีเป็นปีสุดท้ายแล้ว...?

 

ก่อนที่จะอธิบายต่อ ผมขอเล่าที่มาของกองทุน LFT ให้ฟังคร่าว ๆ ดังนี้

        ในปี 2547 รัฐบาลในขณะนั้น ดำเนินการโดยกระทรวงการคลัง มีนโยบายส่งเสริมการลงทุนของประชาชนโดยให้ลงทุนผ่านกองทุน ซึ่งนโยบายดังกล่าวจะทำให้ตลาดหลักทรัพย์มีเสถียรภาพมากขึ้นด้วย โดยออกกฎกระทรวงให้ผู้ที่ลงทุนในกองทุนหุ้นระยะยาว (หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า “LTF” ซึ่งย่อมาจาก “Long Term Equity Fund”) สามารถเอาเงินลงทุนดังกล่าวมาเป็นรายการลดหย่อนภาษีได้

 

        การลดหย่อนภาษีนี้ มีเงื่อนไขต่าง ๆ ซึ่งทางรัฐบาลได้ออกกฎกระทรวงปรับเปลี่ยนมาตลอด จนกระทั่งล่าสุดคือ กฎกระทรวงฉบับที่ 317 ประกาศในปี 2559 ซึ่งสรุปได้ดังนี้

  1. จำนวนเงินลงทุนไม่เกิน 15% ของรายได้ และไม่เกิน 500,000 บาท
  2. ผู้ลงทุนต้องไม่ขายก่อน 7 ปีปฏิทิน
  3. กำหนดให้ใช้ลดหย่อนภาษีได้ถึง ปี 2562

ถึงวันนี้ยังไม่มีกฎกระทรวงใหม่ออกมา นั่นแสดงว่า การลงทุนใน LTF จะใช้ลดหย่อนภาษีได้เป็นปีสุดท้าย

        เนื่องจากมีหลายเหตุผลที่มาตรการ LTF นี้จะไม่ได้ไปต่อ หนึ่งในนั้นก็คือ มีเสียงวิจารณ์ว่ามาตรการนี้เอื้อประโยชน์ให้คนที่มีรายได้สูงซึ่งเป็นคนส่วนน้อย และไม่ได้กระจายประโยชน์ที่ได้ให้กับประชาชนส่วนใหญ่ ถ้าจะกล่าวให้เห็นภาพมากขึ้นว่าการลงทุนในกองทุน LTF ให้ประโยชน์กับใครมากที่สุดคงต้องดูคู่กับตารางด้านล่างนี้

 

จากเงื่อนไขการลงทุนที่กำหนดไว้ หากมาวิเคราะห์ว่าใครได้รับประโยชน์ทางภาษีเท่าไร ผมสรุปได้ดังนี้

        คอลัมน์สีเหลือง คือการเปรียบเทียบภาษีที่ต้องจ่าย (1) หากไม่ลงทุน LTF และ (2) หากลงทุน LTF ส่วนคอลัมน์สีเขียวคือภาษีที่ประหยัดได้

        หากนำมาวิเคราะห์แล้ว คนที่มีรายได้ยิ่งมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งได้ประหยัดภาษีได้มากกว่าคนที่มีรายได้น้อย เช่น คนที่มีเงินเดือน 300,000 บาท ลงทุน LTF ได้เต็มเพดานสูงสุด 500,000 บาท จะประหยัดภาษีได้ถึง 150,000 บาท หรือ 30% ของเงินลงทุน หรือต้นทุนเงินลงทุน 500,000 บาทจะลดลงเหลือเพียง 350,000 บาท ถึงแม้เมื่อผ่านไป 7 ปีปฏิทิน (นับเวลาจริงๆ 5 ปี คือซื้อปลายปีที่ 1 ขายต้นปีที่ 7) ถ้าตลาดหุ้นไม่ดีราคาหุ้นตกลงไป ขายแล้วอาจขาดทุนบ้างก็ตาม ก็มีเงินสำรองเผื่อขาดทุนไว้แล้วถึง 150,000 บาท

 

        อย่างไรก็ตาม ทุก ๆ สถาบันการเงินจะระบุไว้อย่างชัดเจนว่า “การลงทุนมีความเสี่ยง” แต่เมื่อพิจารณาถึงผลงานตั้งแต่ 16 ปีที่แล้ว เมื่อมีกองทุน LTF ออกมาใหม่ ๆ ทุกคนที่ลงทุนซื้อตั้งแต่ตอนนั้น คงได้ขายทำกำไรไปกว่า 100% ไปแล้ว ผมมีตัวอย่างข้อมูลกองทุนที่ผมเคยซื้อไว้เองของกองทุนเปิดบัวหลวงหุ้นระยะยาว (B-LTF) เปิดเมื่อปี 2547 ในราคาหน่วยละ 10.00 บาท ปัจจุบัน ราคา ณ วันที่ 31 ต.ค. 2562 อยู่ที่ 41.7056 บาท กำไรถึง 317% ซึ่งกำไรในส่วนนี้ไม่ต้องเสียภาษีอีกด้วย (ข้อมูลจาก www.bblam.com)

        การที่รัฐบาลให้ผู้ลงทุน LTF สามารถลดหย่อนภาษีในปีนี้เป็นปีสุดท้าย อาจจะทำให้หลายคนลังเลใจว่าปีนี้ควรจะลงทุนหรือไม่ ผมขอแนะนำให้ลงทุนไปเลยครับ เพราะเราได้ลดหย่อนภาษีเลยแน่ ๆ ในปีนี้ ส่วนจำนวนเงินจะมากหรือน้อยตามตารางข้างต้น

        กองทุน LTF จะไม่ได้ปิดตัวไปถึงแม้ขนาดของกองทุนจะค่อย ๆ เล็กลงไปเรื่อย ๆ เพราะปีต่อ ๆ ไปจะมีผู้ลงทุนใหม่เข้ามาน้อย แต่ผลกระทบจากราคาต่อหน่วย (NAV) ของกองทุน LTF ไม่ได้กระทบกับขนาดของกองทุนโดยตรง เพราะราคากองทุนขึ้นอยู่กับความสามารถในการบริหารของผู้จัดการกองทุน และมูลค่าทรัพย์สินของกองทุนหารด้วยจำนวนหน่วยลงทุนอยู่แล้ว

        ช่วงนี้ตลาดหุ้นอยู่ในช่วงขาลงพอดี น่าจะเป็นโอกาสเหมาะสำหรับผู้ที่ยังไม่ได้ลงทุน LTF  ซื้อแล้วเราต้องถือไว้ 7 ปีปฎิทินนะครับ แล้วมาลุ้นเอาว่าปี 2569 ตลาดหุ้นจะเป็นอย่างไร 

 

เขียนบทความโดย

ประยูร รัตนไชยานนท์

บริษัท เอ.อาร์.แอ็คเคานติ้ง คอนซัลแตนท์ จำกัด

สำนักงานบัญชีคุณภาพ และที่ปรึกษาภาษี

www.arac.co.th

 

 

 

 

 

2019-11-07 10:32:10
ใบกำกับภาษีอย่างย่อ บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายได้หรือไม่

     หลายคนคุ้นเคยกับประโยคที่ว่า “รับใบกำกับภาษีไหมคะ/ครับ” อย่างแน่นอน โดยเฉพาะหากเราซื้อของจากธุรกิจที่มีการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ธุรกิจเหล่านี้จะต้องออกใบกำกับภาษีอย่างย่อให้กับลูกค้าทุกครั้ง แต่หากลูกค้าอยากได้ใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบก็สามารถขอได้เช่นกัน

     ใบกำกับภาษีคืออะไร? ใบกำกับภาษีหรือ Tax Invoice เป็นหนึ่งในเอกสารสำคัญในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มจะต้องจัดทำ และออกใบกำกับภาษีให้กับผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการทุกครั้งที่มีการซื้อขายสินค้าและบริการ ทั้งนี้เพื่อแสดงมูลค่าของสินค้าและบริการ รวมถึงจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการเรียกเก็บจากผู้ซื้อสินค้าและบริการในแต่ละครั้ง

 

ข้อควรรู้เกี่ยวกับใบกำกับภาษีอย่างย่อ

1.ใบกำกับภาษีอย่างย่อไม่สามารถขอเป็นภาษีซื้อคืนได้

2.ใบกำกับภาษีซื้ออย่างย่อสามารถนำมาบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายได้ โดยมีเงื่อนไขเล็กน้อยคือ ค่าใช้จ่ายดังกล่าวจะต้องเกี่ยวข้องกับกิจการ

 

ถ้าอยากปลอดภัยก็ขอแนะนำว่าควรใช้ใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ 

 

กรณีที่ไม่ต้องออกใบกำกับภาษี

     แม้ว่าจะให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ขายสินค้าหรือให้บริการ ต้องออกใบกำกับภาษีทุกครั้งที่ให้กับผู้ซื้อสินค้าและผู้รับบริการ แต่มีกรณีที่ยกเว้นให้ผู้ประกอบการบางรายไม่ต้องออกใบกำกับภาษีได้

  • การขายหรือให้บริการรายย่อยไม่ต้องออกใบกำกับภาษี สำหรับการขายสินค้าหรือให้บริการที่มีมูลค่าหนึ่งครั้งไม่เกิน 1,000 บาท เว้นแต่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการเรียกร้องขอใบกำกับภาษี ได้แก่กิจการดังต่อไปนี้

                 - ผู้ประกอบการที่ไม่มีมูลค่าของฐานภาษีเกิน 300,000 บาท

                 - การขายสินค้าหรือให้บริการที่เป็นรถเข็น หรือแผงลอย

                 - ผู้ประกอบการที่ให้บริการด้านการแสดง การเล่น การกีฬา การแข่งขัน หรือการประกวด

                 - ประกอบกิจการให้บริการโทรศัพท์สาธารณะ

                 - ประกอบกิจการให้บริการทางพิเศษหรือทางหลวง

                 - ประกอบกิจการให้บริการสนามบิน

                 - ประกอบกิจการบริการสาธารณะที่เกี่ยวกับขนส่งมวลชน อาทิเช่น ให้บริการสถานที่จอดรถ หรือให้บริการสุขา เป็นต้น

2019-09-24 09:42:44
อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มยังคงร้อยละ 7 ต่อไปอีกหนึ่งปี

      เมื่อวันที่ 10 กันยายนที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบร่างพระราชกฤาฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยเรื่อง “การลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม” เป็นมาตรการขยายเวลาการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยยังคงจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 เท่าเดิมรวมภาษีท้องถิ่น สำหรับการขายสินค้า การให้บริการ หรือการนำเข้าทุกกรณีที่เข้าข่ายต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม 

      โดยจะยังคงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 7 กับรายการที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2562 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2563 ซึ่งวัตถุประสงค์ที่ยังคงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มเท่าเดิมนั้นก็เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน และสร้างความเชื่อมั่นในการประกอบธุรกิจให้กับภาคเอกชน อันจะทำให้ระบบเศรษฐกิจมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเพื่อสนับสนุนเสถียรภาพและความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

      ดังนั้นไม่ต้องกังวลว่ารัฐบาลจะเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นร้อยละ 10 เพราะการใช้อัตราร้อยละ 10 ไทยเคยใช้เพียงแค่ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ที่ประกาศเพิ่มอัตราภาษีถึงแค่ปี 2542 เท่านั้น หลังจากนั้นใช้อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 7 มาโดยตลอด อย่างไรก็ตามการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มต้องประเมินภาวะเศรษฐกิจและคำนึงถึงปัจจัยหลาย ๆ ด้านด้วยกัน  

2019-09-17 14:02:37
ทำยังไงดีเมื่อพี่สรรพากรขอพบ

     ทำยังไงดี? เมื่อพี่สรรพากรขอพบ เชื่อว่าปัญหานี้อาจจะเกิดขึ้นกับใครหลายคน วันนี้เลยนำ 4 ขั้นตอนที่ควรทำมาฝากกัน ว่าควรจะทำยังไงกันดี ถ้าหากเราโดยเรียกพบแบบนี้ขึ้นมาจริงๆ 

 

     4 ขั้นตอนที่ว่าไม่ใช่เป็นการหาเรื่อง หรือเอาชนะสรรพากรแต่อย่างใด แต่เป็นแนวทางในการตรวจสอบดูว่าเราควรจัดการปัญหาแบบนี้อย่างไร โดยการตรวจสอบข้อมูล จัดการเอกสาร ไปถึงการเคลียร์ และมองในแง่ของความเห็นใจต่อสรรพากรที่ทำงานเช่นเดียวกัน

ข้อแรก : ถ้าสรรพากรเรียกพบต้องไปพบ

     ต้องบอกก่อนว่าระบบภาษีบ้านเราเป็นการประเมินตัวเอง ถ้าหากเราประเมินยื่นภาษีถูกต้องโอกาสที่จะโดนเรียกพบนั้นจะน้อยมาก ๆ (เว้นแต่มีประเด็นขอคืนภาษี) แต่เมื่อมีประเด็นหรือข้อผิดพลาดใด ๆ สรรพากรจะเชิญพบ โทรหา หรือออกหนังสืออื่น ๆ มาเพื่อเรียกเราไปพบ

     การจะไปพบนั้น จะต้องมีหนังสือมาเป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้น ซึ่งถ้ามีหนังสือมาถึงบ้านเราเมื่อไร หน้าที่เราคือ “ต้องไป” หรือ “มอบอำนาจให้คนอื่นไป” ตามวันที่นัดหมายในหนังสือนั้นครับ ถ้าหากวันนั้นไม่สะดวกก็สามารถโทรไปพูดคุยก่อนหรือขอเลื่อนได้ ไม่ต้องกลัว

ข้อสอง : เช็คให้ชัวร์ว่าเราทำผิดอะไร

     อีกเรื่องหนึ่งคือ เราต้องรู้ว่าประเด็นที่เชิญพบคืออะไร เราทำผิดไหม หรือมีข้อสงสัยอะไร หรือแค่เชิญไปเป็นพยานหาข้อมูลเพิ่มเติมในบางเรื่อง เพื่อที่จะได้เตรียมตัวให้ถูกต้องตามประเด็นที่แจ้งมา หรือว่าหาเอกสารข้อเท็จจริงประกอบประเด็นนั้นๆ

     บางคนเห็นจดหมายมาถึงบ้านก็โมโหจนลืมอ่านไปก็มี แนะนำให้ลองอ่านดี ๆ เช็คให้แน่ใจก่อนว่ามีอะไร จะได้เตรียมข้อมูลและหลักฐานรับมือได้ถูกต้องจ้า หรือถ้าอ่านภาษาราชการไม่เข้าใจ ในเอกสารที่สรรพากรส่งมานั้นจะมีเบอร์โทรศัพท์ให้ติดต่ออยู่แล้วนะ โทรไปถามเค้าได้เลย

ข้อสาม : เตรียมข้อมูลอื่น ๆ ให้พร้อม

      ส่วนใหญ่แล้วเราต้องเตรียมเอกสารเกี่ยวกับเรื่องที่ถูกเรียกพบอยู่แล้ว แต่ถ้าหากมีประเด็นหรืออะไรเพิ่มเติมเจ้าหน้าที่ก็อาจจะสอบถามเราได้ ดังนั้นเตรียมตัวตรงนี้ไว้แต่เนิ่น ๆ จะดีมาก เผื่อไว้ก่อน เช่น ขอพบเรื่องรายได้ที่ยื่นภาษีบุคคลธรรมดาขาดไป เรามั่นใจว่าเอกสารครบ เราอาจจะต้องเตรียมข้อมูลไปชี้แจง แต่ในส่วนของค่าลดหย่อนก็อาจจะต้องเตรียมเผื่อไว้ เพราะถ้าหากเจ้าหน้าที่ขอดูก็จะได้มีให้

      รวมถึงเตรียมตัวคนที่จะไปตอบประเด็นต่าง ๆ ให้พร้อม ถ้าหากไปเองก็ขอให้ตอบถูกต้องตามข้อเท็จจริง หรือถ้าหากให้คนไปแทนก็ต้องมั่นใจว่าเขารู้เรื่องจริง ๆ เพราะถ้าหากไม่รู้เรื่องแล้วไปแทนเรา (ตามที่เรามอบอำนาจ) บอกได้เลยว่าอันนี้ลำบากแน่นอน เกิดไปตอบในเรื่องที่ไม่จริงขึ้นมา บันทึกข้อมูลเป็นหลักฐานไว้ เราจะผิดได้

      แนะนำจริง ๆ ว่า ถ้าเป็นธุรกิจรายเล็ก ๆ อย่าง SMEs ถ้าพอมีเวลาเจ้าของธุรกิจควรไปกับคนที่มอบอำนาจ เพื่อจะได้รับทราบไปพร้อม ๆ กัน

ข้อสี่ : ประเมินแล้วเสียภาษีเลยไหม เคลียร์ยังไง

     ข้อนี้ขอพูดรวม ๆ ละกันนะคะ ถ้าหากทางพี่สรรพากรประเมินมาแล้วว่าเรามีความผิดในประเด็นนั้น สิ่งที่เราควรเช็คก่อนคือ

1. เราทำถูกต้องจริงไหม? หรือผิดตามที่ว่ามาหรือไม่

2. เราพร้อมจะเสียเวลาโต้แย้งหรือเปล่า

 

     ถ้าหากเราทำถูกต้องจริง ๆ และมั่นใจว่าโต้แย้งได้ สิ่งที่ต้องมอง คือเราจะยอมเสียเวลาไหม และการโต้แย้ง หาเอกสารหลักฐานเพิ่มต่าง ๆ พวกนี้ต้องใช้เวลา ซึ่งเราโอเคกับเวลาที่เสียไปหรือเปล่า?

 

      บางคนเลือกที่จะเสียเวลาเพื่อความถูกต้อง บางคนก็เลือกที่จะจ่ายไปเพราะคิดว่าไม่อยากเสียเวลา จ่าย ๆ ไปก็จบจะได้ไปทำมาหากิน อันนี้ก็แล้วแต่ทางไหนดีกว่า แต่ขอให้รับรู้ว่าเราเลือกเพราะอะไรก็พอ

      แต่ถ้า “ผิดจริง” ก็ต้องจ่าย และควรเจรจาขอลดในบางประเด็นที่ทำได้ เช่น เบี้ยปรับ หรือเงินเพิ่ม เป็นต้น ตรงนี้แนะนำให้หาข้อมูลเพิ่มเติมหรือสอบถามเจ้าหน้าที่ดูว่าจะสามารถยื่นคำร้องได้ที่ไหน กรณีใดบ้าง หรือว่าจะสามารถยื่นคำร้องได้ที่ไหน กรณีใดบ้าง หรือว่าจะมาสอบถาม ARAC ผ่านช่องทางต่าง ๆ ก็ได้ อันนี้ยินดีให้คำปรึกษาด้านภาษี

      สุดท้ายนี้ หวังว่าบทความสั้นๆ วันนี้จะทำให้คนเห็นแนวทางในการจัดการปัญหาเวลาโดยสรรพากรเรียกพบนะคะ

2019-07-05 11:16:58
6 มาตราการ ลดหย่อนภาษีใหม่ : ไปเที่ยว ซื้อของ อย่าลืมขอบิล

          ครม.ประกาศ 6 มาตราการลดหย่อนภาษี เมื่อ 30 เมษายน 2562 โดยส่วนใหญ่ก็จะเป็นมาตรการที่คุ้นเคยในปีที่ผ่านๆมา

1. ส่งเสริมการท่องเที่ยวทั่วประเทศไทย ลดหย่อยภาษีสูงสุด 20,000 บาท ค่าที่พัก, โรงแรม, โฮมสเตย์

  • เมืองหลัก ไม่เกิน 15,000 บาท
  • เมืองรอง ไม่เกิน 20,000 บาท
  • รวมกันไม่เกิน 20,000 บาท

เริ่มตั้งแต่ 30 เมษายน– 30 มิถุนายน 2562

2. กระต้านการซื้อสินค้าการศึกษาและกีฬา ลดหย่อนภาษีสูงสุด 15,000 บาท

  • เฉพาะการซื้อจากผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและได้รับใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร
  • ตัวอย่างินค้าที่ร่วม : รองเท้ากีฬา, ชุดกีฬา, อุปกรณ์ เช่น ลูกบอล, ไม้แบต ฯลฯ ไม่รวมสินค้า อิเล็กทรอนิกส์ เช่น Ipad, Notebook

เริ่มตั้งแต่ 1 พฤษภาคม – 30 มิถุนายน 2562

3. ส่งเสริมสินค้า OTOP ลดหย่อนภาษีสูงสุด 15,000 บาท

เริ่มตั้งแต่ 30 เมษายน– 30 มิถุนายน 2562

4. ส่งเสริมการอ่าน ลดหย่อนภาษีสูงสุด 15,000 บาท

  • ซื้อหนังสือและค่าบริการหนังสือ e-Book ลดหย่อนได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่รวมกัไม่เกิน 15,000 บาท
  • ต้องเป็นเงินที่จ่ายให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบัคคลอื่น
  • สหรับผู้ที่ใช้สิทธิ์ช็อปช่วยชาติ 1-16 มากราคม 2562 ต้องนำมารวมด้วย

เริ่มตั้งแต่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคม 262

5. ส่งเสริมการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง

  • ซื้ออาคารพร้อมที่ดิน หรือห้องชุดที่มีมูลค่าไม่เกิน 5 ล้านบาท
  • ลดหย่อนได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่รวมกันไม่เกิน 200,000 บาท

เริ่ม 30 เมษายน – 31 ธันวาคม 2562

6. ส่งเสริมระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (สำหรับบริษัท หรือ ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล)

  • หักรายจ่ายเป็น 2 เท่า สำหรับรายจ่ายลงทุนเพื่อรองรับระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์
  • ระบบ POS
  • E-Tax Invoice & E-Peceipt
  • Withholding Tax

เริ่มตั้งแต่ 30 เมษายน – 31 ธันวาคม 2562

 

 

      ต้องการที่ปรึกษาด้านภาษี หรือทำบัญชีให้กับบริษัทของคุณให้ถูกต้อง ติดต่อเราได้ที่ 02-439-4600

2019-05-02 10:55:55
สรุป! ดอกเบี้ยออมทรัพย์ไม่เกิน 20,000 ไม่เสียภาษี

          เรื่องนี้เป็นที่พูดถึงกันอย่างมากบนสื่อสังคมออนไลน์ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำเอาผู้คนตื่นตระหนกกันไปหมด เพราะคิดว่าจะมีการปรับเกณฑ์ในการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากดอกเบี้ยเงินฝาก ประเภทออมทรัพย์!!

 

          กรมสรรพากรเลยรีบออกชี้แจ้งข้อเท็จจริงว่า กรณีการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากดอกเบี้ยเงินฝากประเภทออมทรัพย์ ทางกรมสรรพากรยังใช้เกณฑ์เดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่จะทำให้ประชาชนเดือนร้อน หรือมีภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด โดยดอกเบี้ยเงินฝากประเภทออมทรัพย์ทุกบัญชีรวมกัน ไม่เกิน 20,000 บาทต่อปี ยังคงได้รับการยกเว้นภาษีตามเดิม        

          แต่ในส่วนที่เพิ่มเติมในประกาศอธิบดีกรมสรรพากร ฉบับที่ 244 ที่พึ่งประกาศไปนั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บภาษีแต่อย่างใด เพราะประกาศนั้นเป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการนำส่งข้อมูลเท่านั้น จากเดิมที่ผู้ฝากเงินมีหน้าที่แจ้งให้กับธนาคารทราบเมื่อได้รับดอกเบี้ยรวมทุกบัญชีเกิน 20,000 บาท เพื่อให้ธนาคารหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย และนำส่งกรมสรรพากร เปลี่ยนแปลงเป็นให้ผู้ฝากเงินแจ้งความประสงค์กับทุกธนาคารที่ตนเองมีเงินฝากอยู่ ว่าผู้ฝากยินยอมให้ธนาคารส่งข้อมูลดอกเบี้ยเงินฝาก ประเภทออมทรัพย์ให้กับกรมสรรพากรทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้กรมสรรพากรทราบดอกเบี้ยเงินฝากประเภทออมทรัพย์ของผู้ฝากทุกบัญชีธนาคาร หลังจากนั้นกรมสรรพากรมีหน้าที่ส่งข้อมูลผู้ที่ได้รับดอกเบี้ยเงินฝากประเภทออมทรัพย์ที่เกินกว่า 20,000 บาท เพื่อให้ธนาคารหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายต่อไป

          ดังนั้นผู้ฝากทุกท่านอย่าตกใจ!! อ่านให้ชัดเจนก่อน ว่าสรุปแล้วสรรพากรยังใช้เกณฑ์เดิม ดอกเบี้ยออมทรัพย์ไม่เกิน 20,000 บาท ไม่เสียภาษี

  • แค่แจ้งความประสงค์ให้ธนาคารส่งข้อมูลให้กรมสรรพากรเท่านั้น
  • ไม่ต้องเสียเวลารวบรวมดอกเบี้ยที่ได้รับจากหลายๆ ธนาคารอีกแล้ว
2019-04-23 15:11:41
ภาษีของพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ : ขายของออนไลน์ เสียภาษีเงินได้ยังไง?

คุณรู้หรือไม่? ขายของออนไลน์ เป็นธุรกิจรูปแบบหนึ่งที่ต้องเสียภาษี

          การเสียภาษีในประเทศไทย เป็นการเสียภาษีที่คำนวณจากเงินได้ เงินได้ก็คือรายได้ที่เราได้รับทุก ๆ เดือนตลอดทั้งปี ตราบใดที่คุณมีรายได้ก็ต้องยื่นภาษี และถ้ามีรายได้ถึงเกณฑ์จะต้องทำการเสียภาษีด้วย ซึ่งคนขายของออนไลน์หลายคนได้หลงลืมไป และคิดว่าไม่ต้องเสียภาษีก็ได้ เนื่องจากไม่มีกฎหมายออกมาบังคับใช้อย่างชัดเจน

          รูปแบบของขายของออนไลน์ เป็นการซื้อของมาแล้วขายไปเกิดรายได้มากกว่าต้นทุน ก็คือได้กำไร ถือเป็นเงินได้ประเภทที่ 8 ตามมาตรา 40(8) ซึ่งคนมีรายได้ประเภทนี้จะต้องเสียภาษีปีละ 2 ครั้ง ได้แก่ภาษีครึ่งปี (ภ.ง.ด.94) และภาษีประจำปี (ภ.ง.ด.90)

          สำหรับคนขายของออนไลน์ที่ต้องการทำธุรกิจอย่างถูกต้อง และไม่ต้องการพบกับปัญหาในภายหลัง มาดูกันว่าถ้าหากเราจะเสียภาษีเงินได้ สำหรับการขายของออนไลน์ทำได้อย่างไรบ้าง

          สำหรับคนที่มีรายได้ประเภทอื่นนอกจากประเภทที่ 1 ซึ่งเป็นเงินได้นอกเหนือจากเงินเดือน สามารถใช้ค่าลดหย่อนส่วนตัวได้เช่นกัน โดย 1 คนจะหักค่าลดหย่อนส่วนตัวได้ 60,000 บาท ถ้ายื่นภาษีครึ่งปีสามารถแบ่งหักลดหย่อนส่วนตัวตอนยื่นภาษีครึ่งปีได้ 30,000 บาท ส่วนค่าลดหย่อนอื่น ๆ ก็สามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้เช่นกัน (โดยค่าลดหย่อนหาร 2) ซึ่งวิธีการคำนวณสามารถทำได้ต่อไปนี้

วิธีเสียภาษีออนไลน์แบบแรก #1

          นำรายได้ที่ได้รับจากตั้งแต่เดือนมกราคม – มิถุนายน มาคำนวณภาษี หักค่าใช้จ่าย และหักค่าลดหย่อน จะได้เงินได้สุทธิ นำมาคำนวณกับอัตราภาษี = ภาษีที่เราต้องชำระ

 

 

วิธีเสียภาษีออนไลน์แบบที่สอง #2

          นำรายได้ทั้งแต่เดือนมกราคม - มิถุนายน (มากกว่า 60,000 บาท) คูณด้วย 0.005 จะได้ภาษีที่ต้องชำระ

          อย่างไรก็ตามการเลือกวิธีการยื่นภาษี และเสียภาษีออนไลน์ จะต้องทำการคำนวณทั้ง 2 แบบ หากคำนวณออกมาแล้วให้เลือกชำระภาษีจากยอดที่มากกว่า หรือหากคำนวณมาแล้วแบบที่ 2 แล้วยอดชำระภาษีไม่เกิน 5,000 ให้เลือกชำระภาษีในแบบที่ 1

2019-04-04 16:47:48
เริ่มแล้ว กฎหมายภาษีอีเพย์เมนต์ สิ่งที่ร้านค้าออนไลน์ควรทราบ

        ใครว่าขายของออนไลน์ หรืออีคอมเมิร์ซจะมีแต่ได้กับได้เสมอไป เพราะในปี 2562 ถึงเวลาเริ่มต้นจัดระเบียบร้านค้าออนไลน์ให้ถูกต้องแล้ว ซึ่งหลายคนค่อนข้างกังวลว่านี่เป็นการขูดรีดขายของหรือไม่ ตามที่ได้กล่าวไปในบทความ “ภาษีอี-เพย์เมนต์ ขูดรีดผู้ประกอบการออนไลน์จริงหรือไม่” เราได้สรุปไปแล้วว่าภาษีอีเพย์เมนต์ ไม่ได้ขูดรีดคนขายของออนไลน์ หรือผู้ประกอบการรายย่อยแต่อย่างใด แต่เป็นเพียงการสกัดกั้นผู้มีรายได้ถึงเกณฑ์แล้วหลีกเลี่ยงภาษีเท่านั้น ส่วนใครรายได้ไม่ถึงไม่ต้องกังวลไป

กฎหมายอีเพย์เมนต์เริ่มใช้วันไหน?

        ในวันนี้  (21 มีนาคม 2019) เริ่มต้นใช้กฎหมายภาษีอีเพย์เมนต์อย่างจริงจัง ส่วนวิธีการรายงานและข้อมูลที่จะใช้รายงานต่อกรมสรรพากรจะเป็นไร มาดูกัน...

เหตุผลของการประกาศใช้กฎหมายอีเพย์เมนต์

        การจำกัดสิทธิและเสรีภาพตามพระราชบัญญัตินี้ มีเหตุผลก็เพื่อให้การจัดเก็บภาษีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ และต้องการทำให้ผู้ประกอบการได้รับความเท่าเทียมอยู่บนฐานภาษีเดียวกัน เพราะในตอนนี้ผู้มีรายได้หลีกเลี่ยงภาษีเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้จากการขายของบนออนไลน์ที่มีรายได้มากมาย แต่ไม่สามารถตรวจสอบได้ ดังนั้นการเริ่มใช้กฎหมายอีเพย์เมนต์จึงเป็นทางออกที่ดีในการสร้างความเสมอภาคในประเทศไทย

ใครมีหน้าที่รายงานข้อมูลเกี่ยวกับธุรกรรมของแต่ละบุคคลต่อกรมสรรพากร?

  • สถาบันการเงิน ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน
  • สถาบันการเงินของรัฐ ที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น
  • ผู้ให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ ตามกฎหมายว่าด้วยการชำระเงิน

        โดยผู้มีหน้าที่รายงานข้อมูลเหล่านี้ จะต้องรายงานข้อมูลการทำธุรกรรมเฉพาะ หรือธุรกรรมที่มีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งในปีที่ผ่านมา ดังต่อไปนี้

  • ฝากหรือรับโอนทุกบัญชี รวมกันตั้งแต่ 3,000 ครั้ง ขึ้นไป
  • ฝากหรือรับโอนทุกบัญชี รวมกันตั้งแต่ 400 ครั้ง และมียอดรวมของธุรกรรมฝากหรือรับโอนเงิน รวมกันตั้งแต่ 2 ล้านบาท ขึ้นไป

        ซึ่งข้อมูลทั้งหมดนี้จะถูกเก็บไว้นานถึง 10 ปี นับตั้งแต่วันที่กรมสรรพากรได้รับข้อมูล โดยให้อธิบดีมีหน้าที่ในการเก็บรักษาข้อมูลเหล่านี้ ส่วนการรายงานข้อมูลธุรกรรมจะเริ่มตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ร้านค้าออนไลน์ ไม่ว่าจะร้านเล็กหรือร้านใหญ่ หากมีการทำธุรกรรมเกินที่กฎหมายกำหนดข้อมูลจะถูกส่งให้กรมสรรพากร เพื่อให้กรมสรรพากรได้รับข้อมูลอันเป็นประโยชน์ในการจัดเก็บภาษี และทำให้ประชาชนตระหนักถึงหน้าที่ของตนเองในการยื่นรายการภาษี และนำส่งเงินภาษี

2019-03-21 16:01:51
ภาษี 2562 : บริจาคเงิน เพื่อสนับสนุนการศึกษา ลดหย่อนได้ 2 เท่า

         ผู้มีเงินได้บุคคลธรรมดา และนิติบุคคลที่จดทะเบียนบริษัท ฟังทางนี้!! อัปเดตมาตรการภาษี สำหรับปี 2562 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการบริจาคเงิน เพื่อสนับสนุนการศึกษา ผู้มีเงินได้คนไทยสนใจ สามารถบริจาคได้ง่าย ๆ ผ่านระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Donation

          สำหรับสถานศึกษาที่สามารถบริจาคเงิน เพื่อลดหย่อนภาษีได้นั้น ผู้มีเงินได้สามารถบริจาคเงินให้กับสถานศึกษา ทั้งรัฐและเอกชน โดยสามารถตรวจสอบรายชื่อหรือหน่วยรับบริจาคก่อนทำการบริจาคได้ เพราะบางโรงเรียนก็ไม่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ ต่อไปมาดูกันว่าใครบ้างที่สามารถใช้สิทธิลดหย่อนนี้ได้

ใครมีสิทธิลดหย่อนภาษี ได้บ้าง?

สำหรับผู้มีเงินได้บุคคลธรรมดา

          ผู้มีเงินได้ประเภทนี้ คือ บุคคลที่มีเงินได้ตามมาตรา 47 (1) (2) (3) (4) (5) หรือ (6) แห่งประมวลรัษฎากร ผู้มีเงินได้บุคคลธรรมดา สามารถหักลดหย่อนได้สูงสุด 2 เท่า แต่ไม่เกิน 10% ของเงินได้พึงประเมิน หลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนส่วนตัวแล้ว

          ตามการชี้แจงทางกฎหมาย อาจทำให้หลาย ๆ คนสับสน  เพราะผู้เขียนอ่านตอนแรกก็งง เหมือนกัน แต่ถ้าอ่านแลวิเคราะห์ดี ๆ จะแปลเป็นภาษาธรรมดาได้ว่า

  • เงินได้พึงประเมิน หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนส่วนตัว

          คือ (เงินเดือน/รายได้) – (หักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท) – (ค่าลดหย่อนส่วนตัว) = เงินได้สุทธิ

  • 10% ของเงินได้พึงประเมิน

          คือ (เงินได้สุทธิ) – 10% = ค่าลดหย่อนสูงสุดที่สามารถนำมาหักลดหย่อนเงินได้สุทธิ

  • หักลดหย่อนได้สูงสุด 2 เท่า

          คือ (เงินบริจาค) x 2 = ค่าลดหย่อนที่นำมาหักเงินได้สุทธิ แต่ต้องไม่เกิน 10% ของเงินได้สุทธิ

ตัวอย่างเช่น : เราคำนวณเงินได้สุทธิออกมาได้ 320,000 บาท และได้บริจาคเงิน เพื่อสนับสนุนการศึกษาไป 17,000 บาท

  • ขั้นตอนที่ 1 คำนวณค่าลดหย่อนสูงสุด ไม่เกิน 10% ของเงินได้พึงประมาณ

          : 320,000 – 10% = 32,000

  • ขั้นตอนที่ 2 คำนวณเงินบริจาค ลดหย่อนได้ 2 เท่า

           : 17,000 x 2 = 34,000

  • ขั้นตอนที่ 3 นำค่าลดหย่อนไปหักเงินได้สุทธิ

           : 320,000 – 32,000 = 288,000

          ดังนั้นในตัวอย่างนี้ผู้มีเงินได้สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ 32,000 ซึ่งกรณีนี้เป็นเงินบริจาค x 2 ที่คำนวณแล้วเกินเพดาน 10% ของเงินได้สุทธิ จึงลดหย่อนได้เพียง 32,000 เท่านั้น

สำหรับผู้มีเงินได้นิติบุคคล

          ผู้ที่มีเงินได้ประเภทนี้จะต้องทำการจดทะเบียนบริษัทก่อน ถึงจะสามารถบริจาคเงิน หรือทรัพย์สิน สามารถนำมาลดหย่อนได้สูงสุด 2 เท่า แต่ไม่เกิน 10% ของกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเพื่อการกุศลหรือสาธารณประโยชน์ และเพื่อการศึกษาและกีฬา

          ในกรณีของนิติบุคคลไม่ต่างจากบุคคลธรรมดา เพียงแค่เรียกแตกต่างกันเท่านั้น เพราะในส่วนของนิติบุคคลจะเรียกว่า กำไรสุทธิ คือการนำรายได้ – ค่าใช้จ่าย มาคำนวณหักค่าลดหย่อน ซึ่งการหักค่าใช้จ่ายของนิติบุคคลและบุคคลธรรมดาจะแตกต่างกันไป โปรดศึกษาก่อนทำการคำนวณ

 

           บริษัท เอ.อาร์.แอ็คเคานติ้ง คอนซัลแตนท์ จำกัด (ARAC) ให้บริการจดทะเบียนธุรกิจ บริการจดทะเบียนบริษัท ทุกประเภท รวมถึงให้คำปรึกษาด้านภาษี ติดต่อ : 02-439-4600 หรือ arac@ar.co.th

2019-03-21 16:02:31
จ้างงานผู้ถือสวัสดิการแห่งรัฐ ช่วยบริษัทหักรายจ่ายค่าจ้างได้สุดสุด 1.5 เท่า

          มาตรการทางภาษี เป็นหนึ่งในสิทธิประโยชน์เพื่อช่วยเหลือให้ทุกภาคส่วนได้รับโอกาสอย่างเท่าเทียมกัน นอกจากนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของการขยายตัวทางเศรษฐกิจอีกด้วย วันนี้เราจะพูดถึงมาตรการที่น่าสนใจสำหรับธุรกิจมาตรการหนึ่งที่ได้มีการขยายเวลาไปอีก นั่นคือ “มาตรการเพื่อสนับสนุนการพัฒนาผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ”

          บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เป็นบัตรที่มอบให้กับประชาชนผู้มีรายได้น้อย ที่เปิดให้ผู้มีรายได้น้อยลงทะเบียนรับสิทธิ์ เมื่อปี 2017 โดยผู้ที่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะต้องผ่านคุณสมบัติที่กำหนด อาทิเช่น เป็นผู้ว่างงาน, อายุ 18 ปีขึ้นไป, รายได้ต่ำกว่า 30,000 บาท/ปี หรือรายได้ไม่เกิน 100,000 บาท/ปี เป็นต้น

          คราวนี้มาพูดถึงมาตรการเพื่อสนับสนุนการพัฒนาผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกันบ้าง มาตรการนี้เริ่มต้นตั้งแต่เดือนมกราคม – ธันวาคม ปี 2018 และมีมติให้ขยายเวลาออกไปอีก 2019 เนื่องจากมาตรการดังกล่าวทำให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมีรายได้เพิ่มขึ้นจากเดิม เพราะสรรพากรได้เสนอมาตรการทางภาษีแก่บริษัท/ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล เมื่อจ้างงานผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี

ลองมาดูกันว่าถ้าบริษัท/ห้างหุ้นส่วนจำกัดจ้างงานผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะได้รับสิทธิประโยชน์อะไรบ้าง..?

หักรายได้สูงสุด 1.5 เท่า

          การหักรายได้นี้ เป็นรายได้ที่เกิดจากค่าจ้างที่จ่ายให้ลูกจ้างที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยสามารถหักรายจ่ายที่จ่ายให้กับลูกจ้างผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้ไม่เกิน 10% ของลูกจ้างทั้งหมดในบริษัท

          สามารถใช้สิทธิในรอบบัญชีตั้งแต่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคม ปี 2019

โดยวิธีการที่บริษัท/ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเข้าร่วมมาตรการทางภาษีนี้ คือ

ขั้นตอนแรก : สอบถามว่าลูกจ้างหรือผู้สมัครงานคนใดถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐบ้าง

ขั้นตอนที่สอง : ทุก ๆ เดือนที่จ่ายเงินเดือนให้กับลูกจ้าง บริษัทจะต้องจ่ายค่าจ้างผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเท่านั้น โดยต้องเป็นค่าจ้างไม่เกิน 15,000 บาท/เดือน

          อย่างไรก็ตามบริษัท/ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ต้องไม่ใช้สิทธิหักรายจ่ายค่าจ้างที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอื่น ๆ อีก และกรณีที่ลูกจ้างผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐทำงานหลายบริษัท ให้บริษัทที่ทำการจ้างผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นลำดับแรกได้รับสิทธิก่อน นี่ถือเป็นโอกาสที่ดีที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายของบริษัท/ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลได้

2019-02-21 14:24:01
ภาษีเงินได้ของสามีและภรรยา รวมยื่น หรือ แยกยื่นดีกว่ากัน?

          แม้หลาย ๆ คนจะบอกว่าแต่งงานกันแล้วใช้กระเป๋าเงินร่วมกัน ใช้จ่ายร่วมกัน แต่รายได้ของสามีและภรรยาไม่ได้มาจากที่เดียวกันทุกครอบครัว อีกทั้งในปัจจุบันผู้หญิงและผู้ชายมีความเท่าเทียมกันมากขึ้น ทุกคนล้วนแต่มีแต่รายได้เป็นของตนเอง ดังนั้นจึงต้องมีเรื่องภาษีของสามีและภรรยาเกิดขึ้น เพื่อให้การยื่นภาษี และการเสียภาษีเป็นไปอย่างถูกต้อง

          โดยก่อนหน้านี้กฎหมายถือว่าเงินได้ของภรรยาถือเป็นของสามีได้ถูกยกเลิกไป แทนที่ด้วยกฎหมายใหม่ตามมาตรา 56 กำหนดการเก็บภาษีเงินได้ของสามีและภรรยา ไว้ว่าให้สามีและภรรยาต่างฝ่ายต่างมีหน้าที่ยื่นรายการที่เกี่ยวกับเงินได้ที่ตนได้รับระหว่างปีภาษีที่ล่วงหน้า ในกรณีที่ไม่สามารถระบุได้เงินได้ส่วนไหนเป็นของสามีและภรรยา ให้ถือว่าเป็นเงินได้ของสามีและภรรยาคนละครึ่ง เว้นแต่ว่าเงินได้นั้นเป็นเงินได้พึงประเมินในมาตรา 40(8) อาทิเช่น เงินที่ได้จากการทำธุรกิจ การเกษตร การพาณิชย์ หรือการขนส่ง เป็นต้น ให้ตกลงกันว่าจะแบ่งให้แต่ละฝ่ายเท่าไร เมื่อนำมารวมกันแล้วต้องไม่น้อยกว่าเงินได้ที่ได้รับ หากตกลงกันไม่ไปให้แบ่งกันคนละครึ่ง

การยื่นภาษี แยกยื่น หรือรวมยื่น?

          สำหรับการยื่นภาษีของสามีและภรรยา สามารถยื่นภาษีได้ทั้ง 2 แบบ ได้แก่การแยกยื่น กับรวมยื่น

  • การรวมยื่น : ในกรณีให้ถือเอาเงินได้ของตนไปเป็นเงินได้ของสามี หรือภรรยาก็ได้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง นำมายื่นรายการและเสียภาษีรวมกัน
  • การแยกยื่น : สามารถแยกยื่นรายการ หรือเสียภาษีเฉพาะส่วนเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 1 ตามมาตรา 40(1) อย่างเงินเดือน และค่าตอบแทนจากการทำงานประจำ โดยไม่ให้ถือเป็นเงินได้ของอีกฝ่ายหนึ่ง

          ดังนั้นจะยื่นภาษีและเสียภาษีก็ตกลงกันให้ดีภายในครอบครัว ว่าใครจะจ่ายเงินได้ส่วนไหน เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งในภายหลัง

 

2019-01-30 17:12:13
วิธีรับ VAT คืน 5 % เมื่อใช้จ่ายผ่านบัตรเดบิต ตั้งแต่วันที่ 1 – 15 กุมภาพันธ์

         มาตรการหนุนการใช้จ่ายของประชาชนยังมีออกมาเรื่อย ๆ แม้ว่าในปีที่ผ่านมามาตราช้อปช่วยชาติ จะหนุนการซื้อสินค้าและใช้บริการกับ สินค้าบางกลุ่มเท่านั้น แต่ในปี 2562 รัฐบาลได้เห็นชอบ “มาตรการส่งเสริมการชำระเงิน เพื่อซื้อสินค้าและบริการและการนำส่งข้อมูลภาษีมูลค่าเพิ่มผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์” โดยเป็นมาตรการคืน VAT หรือภาษีมูลค่าเพิ่มแก่ผู้ชำระเงินในการซื้อสินค้าและบริการที่มีภาษีมูลค่าเพิ่ม (ไม่รวมถึงสินค้าและบริการที่มีภาษีสรรพสามิต) ด้วยบัตรเดบิตของตนเองทุกประเภทที่ออกภายในประเทศไทย และได้ใช้จ่ายผ่านบัตรเดบิตในประเทศไทยกับผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ใช้ระบบบันทึกการเก็บเงิน (Point of Sale: POS) เริ่มตั้งแต่วันที่ 1-15 กุมภาพันธ์ 2562

          โดยเงินคืนดังกล่าว จะมีอัตราการคืนเงินอยู่ที่ 5% ซึ่งจะจ่ายเงินชดเชยสูงสุดไม่เกิน 1,000 บาทต่อคน เข้าในระบบพร้อมเพย์ที่ใช้เลขประจำตัวประชาชน สำหรับเงื่อนไขต่าง ๆ ในการขอรับสิทธิ์มีรายละเอียดดังต่อไปนี้

  • ผู้ที่ต้องการซื้อสินค้าขอคืน VAT 5% จะต้องมีบัตรเดบิตที่ตรงกับชื่อของตนเอง และลงทะเบียนพร้อมเพย์ด้วยเลขบัตรประชาชน
  • ต้องลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ : https://www.vatcashback.epayment.go.th ก่อนถึงจะใช้สิทธิ์ในการขอคืน VAT (สามารถลงทะเบียนได้แล้ววันนี้)
  • ผู้ขอรับสิทธิ์จะต้องไม่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
  • ยอดการซื้อสินค้า และบริการจะต้องเป็นยอดที่ใช้จ่ายผ่านบัตรเดบิต ระหว่างวันที่ 1-15 กุมภาพันธ์เท่านั้น
  • สามารถซื้อสินค้าและบริการได้สูงสุด 20,000 บาทต่อคน โดยจะรับเงินคืนสูงสุด 1000 บาทต่อคนเท่านั้น
  • หลังจากซื้อสินค้าและบริการจะได้รับเงินคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม 5% ผ่านทางพร้อมเพย์ภายใน 15 วัน
  • ผู้ใช้สิทธิ์สามารถซื้อสินค้าได้ทุกรายการ ยกเว้น เครื่องดื่ม แอลกอฮอล์และบุหรี่
  • การซื้อสินค้าและบริการจะต้องซื้อผ่านผู้ประกอบการร้านค้าที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และมีระบบ POS ช่วยเก็บบันทึกการขาย รายละเอียดสินค้า หรือพิมพ์ใบกำกับภาษี โดยจะเชื่อมต่อกับเครื่องรับชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ (EDC)

          ทั้งนี้มาตการดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยส่งเสริมให้ประชาชนใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์แทนการใช้เงินสด และเป็นการสนับสนุนการดำเนินงานตาม National e-Payment Master Plan อีกด้วย

2019-01-15 13:22:28
ผู้มีรายได้อย่าลืม!! ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตั้งแต่วันนี้ – 9 เมษายน

         กลับมาแล้วกับการยื่นภาษี และเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ประจำปีภาษี 2561 สำหรับใครยังไม่ทราบว่าตัวเองต้องเสียภาษีเท่าไร วันนี้เราจะย้อนกลับไปดูอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดากับอีกครั้ง และยังยืนยันว่า หากคุณเป็นผู้มีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์เสียภาษีก็ต้องดำเนินการยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี

อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ประจำปีภาษี 2561

  • ผู้ที่มีเงินได้สุทธิ 0 – 150,000 บาท  ยกเว้นอัตราภาษี หรือไม่ต้องเสียภาษีนั่นเอง
  • ผู้ที่มีเงินได้สุทธิ 150,001 – 300,000 บาท เสียภาษีในอัตราร้อยละ 5
  • ผู้ที่มีเงินได้สุทธิ 300,001 – 500,000 บาท เสียภาษีในอัตราร้อยละ 10
  • ผู้ที่มีเงินได้สุทธิ 500,004 – 750,000 บาท เสียภาษีในอัตราร้อยละ 15
  • ผู้ที่มีเงินได้สุทธิ 750,001 – 1,000,000 บาท เสียภาษีในอัตราร้อยละ 20
  • ผู้ที่มีเงินได้สุทธิ 1,000,001 – 2,000,000 บาท เสียภาษีในอัตราร้อยละ 25
  • ผู้ที่มีเงินได้สุทธิ 2,000,001 – 5,000,000 บาท เสียภาษีในอัตราร้อยละ 30
  • ผู้ที่มีเงินได้สุทธิ 5,000,001 ขึ้นไป เสียภาษีในอัตราร้อยละ 35

กำหนดในการยื่นภาษี มีอยู่ 2 แบบด้วยกัน ได้แก่

  • สำหรับยื่นกระดาษ ผู้มีหน้าที่ยื่นภาษีสามารถยื่นได้ที่สำนักงานกรมสรรพากรพื้นที่ ทุกพื้นที่ ตั้งแต่วันนี้ – 31 มีนาคม พ.ศ. 2562
  • สำหรับการยื่นผ่านอินเทอร์เน็ต (Internet) ผู้มีหน้าที่ยื่นภาษีสามารถยื่นผ่านระบบออนไลน์ทางเว็บไซต์ ได้ตั้งแต่วันนี้ – 9 เมษายน พ.ศ. 2562

          แบบแสดงรายการที่ใช้ในการยื่นแบบภาษีเงินได้ฯ อันได้แก่ แบบ ภ.ง.ด. 91 สำหรับเงินได้ประเภท 1 หรือตามมาตรา 40(1) เท่านั้น และแบบ ภ.ง.ด. 90 สำหรับผู้ที่มีเงินได้ทั้ง ประเภทที่ 1 (40(1)) และมีเงินได้จากประเภทที่ 2-8 (40(2-8)) ด้วย

2019-01-08 17:29:29
ภาษีมาจากไหน นำไปใช้จ่ายด้านใดบ้าง

          เคยนึกสงสัยหรือไม่ ภาษีมาจากส่วนไหนบ้าง และภาษีที่เราเสียไปนำไปใช้จ่าย เพื่อพัฒนาประเทศด้านใด?

          เป็นเรื่องจริงที่รายได้ส่วนใหญ่ของรัฐมาจาก “ภาษี” ของประชาชน แต่รายได้จากประชาชนก็ยังไม่พอกับค่าใช้จ่ายของประเทศในแต่ละปี ดังนั้นจึงต้องมีการจัดเก็บภาษีจากส่วนอื่น ๆ เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างครอบคลุม อยากรู้หรือไม่ว่าภาษีทั้งหมดมาจากไหน และมีที่มาที่ไปอย่างไรบ้าง วันนี้เราจะมาดูกันเวลาเสียภาษีจะได้สบายใจมากขึ้น

เงินจากเรียกเก็บภาษีมาจากไหน?

          เงินที่ได้จากการเก็บภาษีมาจาก 4 หน่วยงานหลักด้วยกัน ได้แก่

  • กรมสรรพากร

         เป็นรายได้ที่มาจากภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีธุรกิจเฉพาะ ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม อากรแสตมป์ ภาษีการรับมรดก และอื่น ๆ

  • กรมสรรพสามิต

          เป็นรายได้ที่มาจากภาษีน้ำมัน ภาษียาสูบ ภาษีสุรา ภาษีเบียร์ ภาษีรถยนต์ ภาษีเครื่องดื่ม ภาษีเครื่องไฟฟ้า ภาษีรถจักรยานยนต์ ภาษีแบตเตอรี่ และภาษีอื่น ๆ รวมถึงรายได้เบ็ดเตล็ด

  • กรมศุลกากร

          เป็นรายได้ที่มาจากอากรขาเข้า อากรขาออก และอื่น ๆ ซึ่งรายได้ส่วนใหญ่มาจากอากรขาเข้ามากถึง 88,997.18 ล้านบาท

  • หน่วยงานอื่น ๆ

          เป็นรายได้ที่มาจากรัฐวิสาหกิจ กรมธนารักษ์ และ ส่วนราชการอื่น ๆ ซึ่งรายได้ส่วนใหญ่มาจากรัฐวิสาหกิจ

เงินที่รัฐได้จากภาษี และอื่น ๆ จะเป็นงบประมาณที่เก็บไว้ใช้จ่ายในแต่ละปี โดยจะแบ่งออกเป็น 6 กลุ่มงานใหญ่ ๆ ด้วยกัน ดังต่อไปนี้

  • งบประมาณกลาง
  • กลุ่มงบประมาณรายจ่ายกระทรวง/หน่วยงาน (Function)
  • กลุ่มงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ (Agenda)
  • กลุ่มงบประมาณรายจ่ายพื้นที่ (Area)
  • กลุ่มงบประมาณรายจ่ายบริหารจัดการหนี้ภาครัฐ
  • กลุ่มงบประมาณแผนงานบุคลากรภาครัฐ

          ซึ่งจากกลุ่มงบประมาณทั้ง 6 กลุ่มนี้ ถ้าอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ คือแบ่งงบประมาณไปใช้ตามลักษณะงานต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  • การป้องกันประเทศ
  • การรักษาความสงบภายใน
  • การบริหารทั่วไปของรัฐ
  • การพัฒนาเศรษฐกิจ
  • การสังคมสงเคราะห์
  • สิ่งแวดล้อม
  • เคหะและชุมชน
  • สาธารณสุข
  • การศึกษา
  • ศาสนา วัฒนธรรมและนันทนาการ

 

 

 

2018-12-25 14:45:33
เงินเดือนไม่ถึงเกณฑ์ ควรยื่นภาษีหรือไม่?

          มนุษย์เงินเดือน หรือผู้มีรายได้ทุกคนจะต้องทำการยื่นภาษี ทั้งรายได้จากเงินเดือน ขายของออนไลน์ ค่าจ้าง หรือฟรีแลนซ์ก็ต้องยื่นภาษี หลาย ๆ คนปลูกฝังความเข้าใจว่า “ทำงานได้เงินเดือน แต่เงินเดือนไม่ถึงเกณฑ์ ไม่ต้องไปยื่นภาษี” เราอยากให้คุณให้ความสำคัญกับระบบภาษีของประเทศไทยสักนิด ไม่ว่าคุณจะมีเงินเดือนเท่าไรก็ตาม คุณยื่นภาษีไปก็ไม่ได้เสียหายอะไร ไม่ต้องกังวลเมื่อถูกตรวจสอบด้วย เพราะตามกฎหมายระบุไว้ว่า

          “ให้บุคคลที่มีเงินได้ (พึงประเมิน) ทุกคน (ยกเว้นผู้เยาว์ คนไร้ความสามารถ และบุคคลเสมือนไร้ความสามารถ) มีหน้าที่ยื่นแบบเงินได้พึงประเมิน ถ้าบุคคลนั้นมีเงินได้ตามมาตรา 40(1) หรือเงินเดือนเพียงอย่างเดียว เกิน 50,000 บาทต่อปีขึ้นไป”

          จากข้อกฎหมายแสดงให้เห็นว่า แม้คุณจะมีรายได้จากเงินเดือนเพียงเดือนละ 4 พันกว่าบาท คุณก็มีหน้าที่ยื่นแบบฯ เหมือนกับผู้มีเงินได้ถึงเกณฑ์ ซึ่งเป็นข้อกำหนดที่ผู้อยู่ภายใต้กฎหมายควรปฏิบัติตามให้ได้ หากคุณมีรายได้แต่ไม่มีเอกสารหรือหลักฐานที่ชัดเจน สามารถทำบัญชีรายรับและรายจ่ายของตัวเองได้ นอกจากคุณจะได้ปฏิบัติตามกฎหมายแล้ว คุณยังรู้รายรับและรายจ่ายของตนเองอีกด้วย

          ดังนั้นการยื่นภาษีเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่หลีกเลี่ยงการตรวจสอบ ในกรณีมีรายได้ เพราะเราไม่สามารถทราบได้ว่ากรมสรรพากรจะตรวจสอบกับใคร และเมื่อไร แต่ยื่นไปเถอะมันไม่ผิด และไม่ต้องมานั่งกังวลว่าจะถูกตรวจสอบย้อนหลังเมื่อไร เพราะถ้าหากตรวจสอบแล้วพบว่าคุณมีรายได้เกินเกณฑ์ จะต้องเจอกับบทลงโทษราคาแพง

 

2018-12-25 14:46:21
เริ่มแล้ว!! มาตรการช้อปช่วยชาติ 2561 ซื้อยางรถ หนังสือ และโอทอป

          กลับมาอีกครั้ง กับช้อปช่วยชาติของปี 2561 ซึ่งในปีนี้เป็นมาตรการภาษี เพื่อส่งเสริมเกษตร ชุมชน และทุนมนุษย์ โดยสนับสนุนให้คนไทยซื้อสินค้าและบริการยางรถ สินค้าโอทอป (OTOP) และหนังสือหรือ e-Book เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2561 – 16 มกราคม 2561 ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 15,000 บาท/คน

          โดยการซื้อสินค้ามีเงื่อนไขต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

          สำหรับสินค้าโอทอป (OTOP) สามารถซื้อสินค้าโอทอปได้จากร้านค้าจำหน่ายทุกร้าน กรณีร้านนั้นไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ให้ใช้ใบเสร็จรับเงินเป็นหลักฐาน แต่ถ้าร้านนั้นจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ให้ใช้ใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบเป็นหลักฐานในการลดหย่อนภาษี

          สำหรับสินค้าที่เป็นหนังสือ หรือ e-Book สามารถซื้อได้จากร้านค้าที่จำหน่ายหนังสือที่เป็นห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สำหรับหลักฐานใช้วิธีเดียวกับการซื้อสินค้าโอทอป คือใช้ใบเสร็จรับเงิน หรือใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ อย่างไรก็ตามหนังสือ และ e-Book ไม่รวมนิตยสารและหนังสือพิมพ์

          สำหรับสินค้าที่เป็นยางรถ ไม่ว่าจะเป็นยางล้อรถยนต์ ยางล้อรถจักรยานยนต์ และยางล้อจักรยาน สามารถนำมาใช้ลดหย่อนภาษีได้ โดยต้องซื้อกับร้านที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และมีใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปแบบเท่านั้น รวมถึงต้องใช้คูปองแสดงการซื้อยางที่ออกให้โดยการยางแห่งประเทศไทย ซึ่งในคูปองจะต้องมีการประทับตราของร้านค้าที่ซื้อยาง (คูปอง 1 ใบ = ยาง 1 เส้น)

         

2018-12-25 14:49:11
Shopping online

          สรรพากรเตรียมออกกฎหมายเพื่อเก็บภาษีจากพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ และบุคคลธรรมดาที่มีรายได้จากการขาย หรือการให้บริการแต่ไม่เคยเสียภาษีเลย

          ต่อไปนี้ข้อมูลทางการเงินของพวกท่านจะไม่ใช่ความลับอีกต่อไป เนื่องจากสรรพากรกำหนดให้ธนาคาร สถาบันการเงินรัฐ สถาบันการเงินเอกชน และผู้ให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ ส่งข้อมูลให้กรมสรรพากรเมื่อเข้าเงื่อนไขต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

พิจารณาจากรายการเงินเข้าบัญชีตั้งแต่ 1 ม.ค. – 31 ธ.ค. ของปี

  1. มีรายการเงินเข้าทุกบัญชีของแต่ละผู้ให้บริการทางการเงิน 3,000 รายการ
  2. มีรายการเงินเข้าทุกบัญชีของแต่ละผู้ให้บริการทางการเงิน 200 รายการ และยอดเงินรวาม 2 ล้านบาท

ถ้าเป็นแบบข้อ 1 หรือข้อ 2 ธนาคารจะส่งข้อมูลให้สรรพากรเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการตรวจสอบการยื่นภาษีของท่านต่อไป

ปล. 1 กฎหมายฉบับนี้ยังเป็นร่างอยู่ ยังไม่ได้มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ ซึ่งคาดว่าจะบังคับใช้กับเงินได้ในปี 2562

ปล. 2 เนื่องจากเป็นร่างกฎหมายจึงอาจมีการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้เงื่อนไขทั้งหมดมีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น

ข้อพึงระวัง – การขายสินค้า หรือให้บริการ เมื่อมีรายได้เกิน 1.8 ล้าน ผู้ขายจะต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มทันที และต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 7% ให้กับกรมสรรพากรด้วย

2018-12-25 14:49:41
ผู้ประกอบการ SME ใส่ใจบัญชี กับการหักค่าเสื่อมราคาในอัตราพิเศษ

            สำหรับผู้ประกอบการที่จดทะเบียนบริษัทในฐานะ SME หรือวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม สามารถเลือกหักค่าเสื่อมราคาได้ในอัตราพิเศษ สำหรับทรัพย์สินบางประเภท เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนภาษี โดยการเลือกหักค่าเสื่อมราคาในอัตราพิเศษแทนอัตราปกติได้ ซึ่งมีเงื่อนไขและข้อกำหนดดังต่อไปนี้

เงื่อนไขสำหรับ SME ที่ต้องการหักค่าเสื่อมราคาในอัตราพิเศษ

  • ต้องจดทะเบียนบริษัทเป็นนิติบุคคลในไทย
  • เป็นบริษัทที่มีสินทรัพย์ถาวรไม่รวมที่ดิน ไม่เกิน 200 ล้านบาทและจ้างแรงงานไม่เกิน 200 คน
  • ใช้ทรัพย์สินที่ได้มาภายในหรือหลังวันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2545

สิทธิประโยชน์ทางภาษี สำหรับ SME เกี่ยวกับการหักค่าเสื่องราคาในอัตราพิเศษ

1.ประเภททรัพย์สินที่เป็นคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ของคอมพิวเตอร์ (ไม่รวมโปรแกรมคอมพิวเตอร์)

            สามารถหักค่าเสื่อมราคาได้ภายในระยะเวลา 5 ปี สิทธิประโยชน์ที่ได้รับ คือ หักค่าเสื่อมราคาร้อยละ 40 ในวันที่ได้รับทรัพย์สินมา ส่วนที่เหลือทยอยหักค่าเสื่อมราคาตามอัตราที่กฎหมายกำหนดภายในระยะเวลา 3 รอบบัญชี และมีสิทธิในการเลือกใช้วิธีการทางบัญชีที่รับรองทั่วไปด้วยวิธีใดก็ได้

2.ประเภททรัพย์สินอาคาร หรือโรงงาน

            สามารถหักค่าเสื่อมราคาได้ภายในระยะเวลา 20 ปี สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ได้รับ คือ สามารถหักค่าเสื่อมราคาได้ร้อยละ 25 ของมูลค่าต้นทุน ตั้งแต่วันที่ได้มา ส่วนที่เหลือให้ทยอยหักค่าเสื่อมราคาตามอัตราที่กฎหมายกำหนดภายในระยะเวลา 20 รอบบัญชี

3.ประเภททรัพย์สินเครื่องจักร และอุปกรณ์ของเครื่องจักร

            สามารถหักค่าเสื่อมราคาได้ภายในระยะเวลา 5 ปี สิทธิประโยชน์ทางภาษี คือ สามารถหักค่าเสื่อมราคาตามอัตราที่กฎหมายกำหนดได้ร้อยละ 40 ของมูลค่าต้นทุน

2018-12-25 14:51:08
เปลี่ยนจากบุคคลธรรมดา ไปจดทะเบียนนิติบุคคลดีหรือไม่?

           หากใครที่กำลังลังเลว่า จะเปลี่ยนจากจดทะเบียนบุคคลธรรมดา ไปเป็นนิติบุคคลหรือจดทะเบียนบริษัทนั้นดีหรือไม่ เราอาจไม่สามารถตอบได้ เพราะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคุณเอง ถ้าหากธุรกิจใดที่คิดว่าการประกอบกิจการในรูปแบบบุคคลธรรมดานั้นไม่เหมาะกับลักษณะของกิจการของตนเอง สามารถจดทะเบียนบริษัทเป็นนิติบุคคลได้ ซึ่งเราขอแนะนำให้รีบจดภายใน 30 ธันวาคม พ.ศ. 2561

ทำไมต้องจดทะเบียนบริษัทเป็นนิติบุคคลก่อนสิ้นปีนี้?

            เนื่องจากหน่วยงานภาครัฐมีมาตรการส่งเสริมให้บุคคลธรรมดาประกอบธุรกิจในรูปแบบของนิติบุคคล ซึ่งได้ขยายเวลาจนถึง 30 ธันวาคมนี้เท่านั้น โดยมาตรการดังกล่าวมีสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้กับธุรกิจที่แปลงสภาพจากบุคคลธรรมดา เป็นนิติบุคคลอีกด้วย ดังต่อไปนี้

  • สิทธิประโยชน์ เพื่อจูงใจให้บุคคลธรรมดาหันมาจดทะเบียนนิติบุคคล ด้วยการยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ เมื่อมีการโอนทรัพย์สิน แถมยังได้ลดค่าธรรมเนียมในการโอนอสังหาริมทรัพย์จาก 2% เหลือเพียง 0.01% เท่านั้น
  • ค่าจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท สามารถนำมาหักเป็นรายจ่ายได้ 2 เท่า
  • ค่าทำบัญชี สามารถนำมาหักเป็นรายจ่ายได้ 2 เท่า ในระยะเวลา 5 ปีติดต่อกัน
  • ค่าสอบบัญชี สามารถนำมาหักเป็นรายจ่ายได้ 2 เท่า ในระยะเวลา 5 ปีติดต่อกัน

            สำหรับใครที่คิดว่าธุรกิจของตนเองมีศักยภาพที่จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทในรูปแบบของนิติบุคคลได้ ให้รีบไปจดทะเบียนบริษัทก่อนสิทธิประโยชน์ทางภาษีดังกล่าวจะหมดอายุเสียก่อน อย่าลืมว่า มาตรการส่งเสริมให้บุคคลธรรมดาประกอบธุรกิจในรูปแบบของนิติบุคคล ขยายเวลาถึงแค่สิ้นปีนี้เท่านั้น!!

 

 

2018-12-25 14:51:17
บริจาคเงินให้สถานศึกษา ลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า แต่ไม่เกิน 10% ของรายได้หลังหักค่าใช้จ่าย

            สำหรับคนที่ต้องการลดหย่อนภาษี ด้วยการบริจาคเพื่อสนับสนุนการศึกษา จะต้องเป็นการบริจาคเงิน ทรัพย์สิน และสินค้า ให้กับสถานศึกษาที่จัดตั้งขึ้นในประเทศไทย ตามสนธิสัญญา หรือสถานศึกษาที่ได้ทำการตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับทบวงการชำนาญพิเศษแห่งสหประชาชาติ ไม่ว่าจะเป็นสถาบัน โรงเรียน สถาบันอุดมศึกษาของรัฐ หรือเอกชนก็ตาม

            โดยเงินบริจาคดังกล่าวจะเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการจัดหา หรือจัดสร้างอาคาร ที่ดิน วัสดุอุปกรณ์ แบบเรียน ตำรา สื่อ เทคโนโลยี ครู อาจารย์ และผู้ทรงคุณวุฒิ รวมถึงเป็นทุนการศึกษาให้แก่สถานศึกษา สำหรับนักเรียน และนิสิต นักศึกษา

            เราสามารถนำหลักฐานการบริจาคเพื่อสนับสนุนการศึกษา ไปใช้ลดหย่อนได้ 2  เท่าของเงินที่ได้บริจาคจริง แต่ไม่เกินร้อยละ 10 ของรายได้หลังหักค่าใช้จ่าย และค่าลดหย่อนอื่น ๆ โดยนิติบุคคล และบุคคลธรรมดาสามารถบริจาคเพื่อสนับสนุนการศึกษาได้เช่นกัน แต่มีรายละเอียดที่แตกต่างกันดังรูปภาพต่อไปนี้

นิติบุคคล ต้องการบริจาคให้สถานศึกษา

 

 

บุคคลธรรมดา ต้องการบริจาคให้สถานศึกษา

 

 

2018-11-27 10:39:31
กรมสรรพากร ยืดเวลาลดภาษีมูลค่าเพิ่ม ร้อยละ 7 ต่ออีก 1 ปี

            เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา กรมสรรพากรได้ออกประชาสัมพันธ์ให้ทราบโดยทั่วกัน เกี่ยวกับการขยายเวลาในการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 เท่าเดิม ไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2562 ตามพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 669) พ.ศ. 2561

            โดยยังคงจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 รวมภาษีท้องถิ่น ก็คือภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 6.3 และภาษีท้องถิ่นร้อยละ 0.7 สำหรับการขายสินค้า การให้บริการ และการนำเข้าทุกกรณี

            หากใครสงสัยว่า ทำไมถึงมีการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มลงมานั้น เนื่องจากตามกฎหมายปัจจุบันมีการกำหนดให้กรมสรรพากรจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 10 ซึ่งอาจเป็นอัตราที่สูงเกินไป บวกกับประชาชน และสภาพแวดล้อมหลาย ๆ อย่างยังไม่มีความพร้อมในการเรียกเก็บอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 10 ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการออกพระราชกฤษฎีกา เพื่อลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มลงมาที่อัตราร้อยละ 7 รวมภาษีท้องถิ่น

            อย่างไรก็ตามการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มให้อยู่ที่ร้อยละ 7 ก็เพื่อเป็นการกระตุ้นกลไกเศรษฐกิจ และช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ประกอบกับในช่วงนี้ประเทศไทยกำลังขยาย และเพิ่มการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนาดใหญ่ ซึ่งการลดอัตราภาษีจะทำให้เศรษฐกิจสามารถดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง และทำให้การบริโภค รวมถึงการลงทุนของประเทศมีการขยายตัวต่อไป

           

ข้อมูลจาก : กรมสรรพากร

 

2018-11-27 10:32:58
กรมสรรพากร ช่วยผู้ประกอบการเพิ่มยอดขายด้วยการให้นักท่องเที่ยวสามารถขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มได้

            ธุรกิจท่องเที่ยว ถือเป็นธุรกิจที่มีความสำคัญกับประเทศไทย เนื่องจากรายได้หลัก ๆ ของประเทศไทยมาจากการท่องเที่ยวที่มาจากธุรกิจอาหาร โรงแรม ขนส่ง และอื่น ๆ ดังนั้นหากธุรกิจท่องเที่ยวสามารถเติบโตได้ดี ก็จะส่งผลให้ภาพรวมของเศรษฐกิจ และดีขึ้นตามไปด้วย

            นอกจากธุรกิจที่กล่าวไปข้างต้น จะทำให้เศรษฐกิจเติบโตแล้ว ยังมีร้านขายสินค้า หรือขายของฝากให้กับนักท่องเที่ยวอีกด้วย ซึ่งร้านเหล่านี้เป็นธุรกิจที่มีความสำคัญเช่นกัน เพราะเปรียบเสมือนการส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีน จะซื้อสินค้ากลับประเทศตนเองเยอะมาก ๆ ซึ่งสร้างรายได้ให้กับผู้ผลิต และผู้ขายได้เป็นอย่างดี ดังนั้นกรมสรรพากร จึงมอบสิทธิประโยชน์ให้กับนักท่องเที่ยวด้วยการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม เพื่อเป็นการสนับสนุนให้นักท่องเที่ยวซื้อสินค้าเพิ่มมากขึ้น

            โดยธุรกิจที่มีความประสงค์ขายสินค้าให้กับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ และมีสิทธิให้นักท่องเที่ยวสามารถขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มได้นั้น ต้องเป็นผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่ได้รับการอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรเสียก่อน ซึ่งมีเงื่อนไขดังต่อไปนี้

  • เป็นบริษัทที่จดทะเบียนบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
  • ผู้ประกอบการต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7
  • ผู้ประกอบการต้องไม่เคยถูกเพิ่มถอนการเป็นผู้ประกอบการขายสินค้าให้นักท่องเที่ยว

            สำหรับผู้ประกอบการที่จดทะเบียนบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล พร้อมจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเรียบร้อยแล้ว จะได้รับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เพื่อเพิ่มยอดขายสินค้าได้มากขึ้นอีกด้วย โดยผู้ประกอบการจะสามารถใช้ป้ายสัญลักษณ์ระบบคืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้นักท่องเที่ยว ซึ่งสามารถนำสัญลักษณ์ระบบคืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้นักท่องเที่ยวไปเผยแพร่ลงบนเอกสาร หรือเว็บไซต์ได้ นอกจากนี้ยังได้รับการส่งเสริมการขายจากกรมสรรพากร เพื่อประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับสถานประกอบการ พร้อมสื่อโฆษณาระบบคืนภาษีเป็นภาษาต่างประเทศ

 

 

2018-11-27 10:34:42
ค่าน้ำมันรถ สามารถนำมารายงานในภาษีซื้อของกิจการได้หรือไม่?

            หลาย ๆ บริษัทจะมีรถ เพื่อดำเนินการในการขนส่งสินค้าและบริการ ซึ่งรถเหล่านั้นจำเป็นต้องใช้น้ำมันในการขับเคลื่อน และค่าน้ำมันจะมีภาษีมูลค่าเพิ่มที่กิจการสามารถนำค่าใช้จ่ายน้ำมันมาเครดิตภาษีซื้อ ที่เกี่ยวข้องกับยานพาหนะได้

            อย่างไรก็ตามค่าน้ำมันที่เติมไปกับรถยนต์ที่ใช้ในกิจการ มีเงื่อนไขอยู่หลายประการด้วยกัน ไม่ใช่ว่าค่าน้ำมันของรถยนต์ทุกประเภทจะสามารถนำมาเครดิตภาษีซื้อได้ เนื่องจากรถบางประเภทหักได้ แต่บางประเภทก็ไม่สามารถนำมาหักได้ ดังนั้นกิจการที่จะนำค่าน้ำมันมาเครดิตภาษีซื้อต้องรู้ก่อนว่ารถของตนเองนั้นอยู่ในเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดไว้หรือไม่

รถเพื่อการพาณิชย์หรือรถนั่งเกิน 10 ที่นั่ง

  • ต้องเป็นรถของกิจการ หรือรถที่ได้ทำสัญญาเช่าและยินยอมให้ใช้ในกิจการเท่านั้น
  • รถเพื่อการพาณิชย์ คือ รถตู้ รถกระบะ รถจักรยานยนต์ รถบรรทุก หรือรถเกิน 10 ที่นั่ง
  • น้ำมันของรถที่อยู่ในเงื่อนไขนำมาเครดิตภาษีซื้อได้นั้น ไม่ว่าจะใช้น้ำมันดีเซล, เบนซินหรือแก๊สโซฮอล์ก็ได้
  • ค่าน้ำมันที่นำมาเครดิตจะต้องหักภาษีมูลค่าเพิ่มออกแล้ว

รถไม่เกิน 10 ที่นั่ง

  • น้ำมันทุกชนิดของรถไม่เกิน 10 ที่นั่ง นำมาเครดิตภาษีซื้อไม่ได้ ย้ำอีกครั้งว่าไม่ได้
  • แต่สามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้เต็มจำนวน
  • รถต้องเป็นรถที่ใช้ในกิจการ หรือรถที่ได้ทำสัญญาเช่า และยินยอมให้กิจการใช้เท่านั้น

เอกสารที่ใช้ในการนำมาเครดิตภาษีซื้อและหักเป็นค่าใช้จ่าย ได้แก่

  • ใบกำกับภาษีที่จะนำมาเครดิตภาษีซื้อและหักเป็นค่าใช้จ่าย จะต้องเป็นใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบตัวจริงเท่านั้น ใบกำกับภาษีอย่างย่อไม่สามารถนำมาใช้ได้
  • หากใบกำกับภาษีจางและข้อมูลหายไป ต้องดำเนินการขอจากบริษัทผู้ออกใบกำกับภาษีเท่านั้น และทำการสำเนาจากตัวต้นฉบับแล้วทำการรับรองว่าเป็นใบแทนใบกำกับภาษีตัวจริง รวมถึงต้องระบุด้วยว่าออกให้ใคร  เนื่องจากอะไร เมื่อวันที่เท่าไร
  • ใบกำกับภาษีที่จะนำมาใช้เครดิตภาษี ต้องมีข้อมูลครบถ้วน ได้แก่

                   1. คำว่า “ ใบกำกับภาษี “

                   2. ชื่อ – ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ขาย

                   3. ชื่อ – ที่อยู่ของผู้ซื้อ

                   4. เลขที่ใบกำกับภาษี

                   5. ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ และมูลค่าของสินค้า/บริการ

                   6. จำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มของสินค้า/บริการ

                   7. วัน เดือน ปีที่ออกใบกำกับภาษี

                   8. อื่น ๆ ตามอธิบดีกำหนด

  • ใบเสร็จรับเงินของค่าน้ำมันสามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้เต็มจำนวน
  • จดบันทึกการเดินทางของรถในแต่ละวันด้วย

 

ที่มาข้อมูลจาก : กรมสรรพากร

 

2018-11-27 10:36:39
พร้อมหรือยัง!! ใกล้ยื่นแบบภาษีบุคคลธรรมดาครึ่งปี (ภ.ง.ด.94) กันแล้ว

            สำหรับคนในวัยทำงานหรือมนุษย์เงินเดือนต้องคุ้นเคยกับภาษีกันดีอยู่แล้ว เรียกได้ว่าภาษีหมุนอยู่รอบตัวเลยก็ได้ ซึ่งการยืนแบบแสดงรายการภาษีหรือที่เรียกย่อ ๆ สั้น ๆ ว่ายื่นภาษี ก็เป็นสิ่งที่เราต้องทำกันทุก ๆ ปีในช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม แต่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีบุคคลธรรมดาสามารถยื่นแบบภาษีครึ่งปีได้เหมือนกับการเสียภาษีครึ่งปีของบริษัท หรือผู้มีหน้าที่เสียภาษีนิติบุคคล โดยการยื่นแบบภาษีบุคคลธรรมดาครึ่งปีจะเริ่มต้นตั้งแต่เดือนกรกฎาคม - ตุลาคม พ.ศ.2561

            ขอย้ำกันอีกครั้งว่า ผู้มีหน้าที่เสียภาษีบุคคลธรรมดาครึ่งปี ต้องเป็นบุคคลธรรมดา หรือห้างหุ้นส่วนสามัญ, คณะบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคล, ผู้ถึงแก่ความตายระหว่างปีภาษี (มกราคม-มิถุนายน พ.ศ.2561), กองมรดกที่ยังไม่ได้มีการแบ่ง และวิสาหกิจชุมชน

            การยื่นแบบภาษีบุคคลธรรมดาครึ่งปีคือการนำรายได้ที่เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนมกราคม-มิถุนายน พ.ศ. 2561 โดยมีจำนวนรายได้เกิน 60,000 บาทจากการให้เช่าทรัพย์สิน ขายสินค้า การเกษตร ขนส่งและธุรกิจอื่น ๆ ที่มีหน้าที่เสียภาษีบุคคลธรรมดา อย่างไรก็ตามการยื่นแบบภาษีบุคคลธรรมดาครึ่งปีแล้ว ก็ต้องไปยื่นภาษีปลายปีเหมือนเดิม เนื่องจากการยื่นภาษีในช่วงเดือนมกราคม-มีนาคมจะเป็นการสรุปรายได้ทั้งหมดตลอดทั้งปีเท่านั้น ดังนั้นหลาย ๆ คนอาจคิดว่าการยื่นภาษีครึ่งปีมันเป็นเรื่องยุ่งยากเลยเลือกยื่นภาษี ภ.ง.ด. 90 ดีกว่า แต่การยื่นภาษีและเสียภาษีครึ่งปีก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะทำให้เราไม่ต้องไปเสียภาษีทีเดียว ทำให้เราสามารถแบ่งเบาภาระภาษีได้

            สำหรับผู้ที่ต้องการยื่นแบบภาษีบุคคลธรรมดาครึ่งปีสามารถยื่นได้ตั้งแต่วันนี้ – 1 ตุลาคม พ.ศ. 2561 ส่วนช่องทางออนไลน์ขยายเวลายื่นแบบฯ ได้ถึงวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ.2561

 

 

2018-11-27 10:38:07
เที่ยวเมืองรองวันนี้ ช่วยลดหย่อนภาษีได้จริง 15,000 บาท

            สำหรับวันหยุดยาวในช่วงครึ่งปีหลังนี้ ใครยังไม่รู้ว่าจะไปเที่ยวที่ไหนดี วันนี้ต้องมาดูก่อนตัดสินใจเพราะการท่องเที่ยวของคุณต่อจากนี้ไม่ได้มีเพียงความสนุกและการพักผ่อนเท่านั้น แต่การท่องเที่ยวในครั้งนี้จะทำให้คุณสามารถลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย ซึ่งหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขต้องเป็นไปตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร ดังนั้นทำอย่างไรถึงจะสามารถลดหย่อนภาษีได้มาดูกัน

ท่องเที่ยวอย่างไร ลดหย่อนภาษีได้

            สำหรับคนที่สามารถนำค่าใช้จ่ายไปลดหย่อนภาษีได้นั้น ต้องเป็นผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และต้องเป็นการท่องเที่ยวในจังหวัดของประเทศไทยที่เป็นเมืองรองเท่านั้น ซึ่งเมืองรองเหล่านั้นมีอยู่ 55 จังหวัดด้วยกัน ได้แก่

ภาคเหนือ 16 จังหวัด

เชียงราย แม่ฮ่องสอน ลำพูน ลำปาง อุตรดิตถ์ พะเยา แพร่ น่าน พิจิตร ตาก อุทัยธานี พิษณุโลก เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ กำแพงเพชร สุโขทัย

ภาคอีสาน 18 จังหวัด

เลย อุดรธานี อุบลราชธานี หนองคาย มุกดาหาร ศรีสะเกษ นครพนม บึงกาฬ ยโสธร หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด สุรินทร์ สกลนคร บุรีรัมย์ ชัยภูมิ มหาสารคาม

ภาคกลาง 7 จังหวัด

ลพบุรี สิงห์บุรี สุพรรณบุรี ชัยนาท อ่างทอง สมุทรสงคราม ราชบุรี

ภาคตะวันออก 5 จังหวัด

สระแก้ว ตราด จันทบุรี ปราจีนบุรี นครนายก

ภาคใต้ 9 จังหวัด

ชุมพร สตูล ตรัง พัทลุง นครศรีธรรมราช ระนอง ปัตตานี ยะลา  ปัตตานี

เงื่อนไขการลดหย่อนภาษี

1.ค่าใช้จ่ายที่นำมาหักเป็นค่าลดหย่อนได้ มีดังต่อไปนี้

            - ค่าที่พัก โรงแรมหรือโฮมสเตย์ไทย ที่ได้รับรองมาตรฐานจากกรมการท่องเที่ยว ในจังหวัดท่องเที่ยวรอง หรือเขตพื้นที่ท่องเที่ยวที่อธิบดีประกาศ

            - ค่าซื้อแพคเกจทัวร์ท่องเที่ยว สำหรับแพคเกจท่องเที่ยวในจังหวัดท่องเที่ยวรอง หรือแพคเกจการท่องเที่ยวในจังหวัดรอง ร่วมกับท้องที่ในเขตจังหวัดอื่น ซึ่งต้องได้รับการรับรองจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

2.หลักฐานในการลดหย่อนภาษี

            - ใบกำกับภาษี

            - ใบเสร็จรับเงินระบุชื่อผู้ให้บริการอย่างชัดเจน

 

 

2018-11-16 13:53:57
จริงหรือไม่! ค่าโฆษณาบน Facebook, Google นำมาเป็นรายจ่ายธุรกิจได้

           เมื่อพูดถึงการทำโฆษณา สื่อที่กำลังได้รับความนิยมอย่างยิ่งคงหนีไม่พ้นสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งในปัจจุบันบริษัทต่าง ๆ ก็ได้หันมาจ่ายเงิน เพื่อทำโฆษณาผ่าน Facebook, Google หรือ YouTube กันเพิ่มมากขึ้นเนื่องจากมีความสะดวก ราคาถูกและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างกว้างขวาง ดังนั้นเมื่อธุรกิจได้จ่ายเงินเพื่อทำโฆษณา จึงทำให้เกิดคำถามว่า “รายจ่ายที่ธุรกิจจ่ายเป็นค่าโฆษณาบน Facebook หรือ Google นั้นสามารถนำมาหักภาษีได้จริงหรือไม่? วันนี้เรามีคำตอบมาให้ทุกคนได้ทราบกันและแน่นอนว่ามันต้องเป็นข่าวดี แต่เงื่อนไขจะเป็นอย่างไรไปดูกัน

            รายจ่ายของธุรกิจที่จ่ายเป็นค่าโฆษณาบน Facebook หรือ Google นั้นสามารถนำมาจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายของธุรกิจได้จริง แต่การนำค่าใช้จ่ายประเภทนี้มาหักภาษีได้นั้นมีรายละเอียดและเงื่อนไขดังต่อไปนี้

            อย่างแรกเป็นบริษัทที่มีการจดทะเบียนบริษัทหรือธุรกิจรูปแบบนิติบุคคล โดยการทำโฆษณาบน Facebook และ Google นั้นจะต้องทำการชำระเงินในนามของบริษัทฯ หรือบุคคลที่เป็นเจ้าของบริษัทเท่านั้น เช่นชำระเงินค่าโฆษณาผ่านบัตรเครดิตในนามบริษัท เป็นต้น เนื่องจากค่าใช้จ่ายประเภทนี้เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงในบริษัท และมีหลักฐานการชำระเงินถูกต้องครบถ้วน แต่สำหรับบริษัทที่จ่ายในนามของกรรมการหรือเจ้าของบริษัท จะต้องมีใบเสร็จรับเงินออกในนามของเจ้าของ อ้างอิงตามมาตรา 65 ตรี(13) แห่งประมวลรัษฎากรสำหรับภาษีเงินได้นิติบุคคล

            โดยการจ่ายโฆษณาบน Facebook และ Google จะต้องเกี่ยวข้องกับธุรกิจโดยตรงเท่านั้น อย่างเช่น โฆษณาเกี่ยวกับสินค้าของบริษัท เป็นต้น ซึ่งจะใช้ได้ถึง 2 ภาษีด้วยกัน ภาษีแรกคือ ภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีที่สองคือ ภาษีมูลค่าเพิ่มต้องมีความระมัดระวังอย่างยิ่ง เพราะอาจถูกปรับจากกรมสรรพากรได้ แม้ว่าบริการนี้จะเป็นการให้บริการต่างประเทศ แต่มีการใช้บริการในประเทศไทยจึงต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งธุรกิจจะต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มด้วยแบบ ภ.พ. 36 ในอัตราร้อยละ 7% อย่างไรก็ตามการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ธุรกิจสามารถใช้หักภาษีขายที่ต้องจ่ายในเดือนถัดไปได้

 

 

2018-11-27 10:46:53
รีดภาษีมูลค่าเพิ่ม 10% สำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซต่างชาติ

           นักธุรกิจชาวต่างชาติได้เข้ามาลงทุนในไทยมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับธุรกิจอีคอมเมิร์ซ (E-commerce) ที่กำลังได้รับความสนใจอย่างยิ่งในปัจจุบัน จึงทำให้รัฐบาลต้องเพิ่มมาตรการและกฎหมายในการควบคุมและดูและธุรกิจเหล่านี้ให้เป็นไปตามความเหมาะสม ซึ่งที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติ หลักการร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากรที่ออกมาเพื่อรองรับการจัดเก็บภาษีจากผู้ประกอบการธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (e-Business) จากต่างประเทศ และเพื่อให้สอดคล้องกับลักษณะการดำเนินการธุรกรรมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในปัจจุบัน

            โดยผู้ประกอบการธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในต่างประเทศมี 2 ประเภทด้วยกัน ได้แก่ เป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ที่นำเข้ามาขายในประเทศไทย กับเป็นเจ้าของแพลตฟอร์ม ซึ่งเจ้าของแพลตฟอร์มต้องมาดำเนินการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และต้องจัดตั้งบริษัทตัวแทนในประเทศไทยด้วย เพื่อดำเนินการจ่าย VAT หรือภาษีมูลค่าเพิ่มให้เป็นตามกฎหมายและหลักสากล แม้ว่าจะเป็นเรื่องยากในการบังคับใช้กับธุรกิจต่างประเทศ แต่ก็ต้องมีหลักเกณฑ์และการดำเนินการต่าง ๆ อย่างถูกต้อง ซึ่งหลังจากนี้ ครม. จะมีการพัฒนาในเรื่องรายละเอียดต่าง ๆ รวมถึงตรวจสอบรายละเอียดต่าง ๆ ในกฤษฎีกาอีกด้วย

            แหล่งข่าวได้เปิดเผยเพิ่มเติมอีกว่า ผู้ประกอบการที่อยู่ต่างประเทศ รวมทั้งเจ้าของแพลตฟอร์มที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มให้ยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามหลักเกณฑ์ และปฏิบัติตามเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด โดยให้ธุรกิจเหล่านี้ใช้อัตราภาษี 10% ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับการประกอบกิจการประเภท ขายสินค้า, การให้บริการ และการนำเข้า

            แต่สำหรับผู้ให้บริการด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์แก่ผู้รับบริการที่ไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ต้องคำนวณเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและอัตราภาษีให้ลดลงได้ แต่ผู้ประกอบการจะต้องกำหนดอัตราภาษีให้เป็นอัตราภาษีเดียวกัน สำหรับการขายสินค้า การให้บริการและการนำเข้าทุกกรณี นอกจากนี้กฎหมายยังห้ามไม่ให้เจ้าของธุรกิจที่ไม่ได้ดำเนินการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อสินค้าและบริการ หรือออกใบกำกับภาษีใด ๆ ทั้งสิ้น

 

 

2018-11-27 10:48:15
ธุรกิจเฮ! ยกเว้นภาษีให้กับธุรกิจที่มี พนง. ไม่เกิน 200 คนรายได้ไม่เกิน 100 ล้านบาท

           ในปัจจุบันมีช่องทางในการทำธุรกิจมากมาย แต่การทำธุรกิจนั้นต้องประกอบไปด้วยหลาย ๆ ส่วนด้วยกันทั้งการจดทะเบียนบริษัท การทำบัญชี ภาษีที่ธุรกิจต้องเสีย การตลาดร่วมถึงต้นทุนที่มีความสำคัญอย่างพนักงาน เป็นส่วนช่วยให้ทุกบริษัทสามารถขับเคลื่อนไปทิศทางใดทิศทางหนึ่งได้ ดังนั้นรัฐบาลจึงมีมาตรการภาษีออกมาเพื่อช่วยธุรกิจเหล่านี้ดำเนินธุรกิจและได้รับประโยชน์สูงสุด

            หลังจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากรหรือมาตรการภาษี เพื่อบรรเทาผลกระทบจากการปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้พิจารณาแล้ว และให้ดำเนินการต่อไปได้ โดยมาตรการภาษีดังกล่าวได้ให้สิทธิประโยชน์ดังต่อไปนี้

          ธุรกิจที่มีรายได้จากการขายสินค้าและการให้บริการรวมกันแล้วไม่เกิน 100 ล้านบาท และมีพนักงานไม่เกิน 200 คน ในรอบระยะบัญชีนั้น ใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้สามารถนำรายจ่ายค่าจ้างรายวันที่ได้จ่ายให้กับพนักงาน นำมาหักเป็นรายจ่ายได้จำนวน 1.15 เท่า ของค่าจ้างรายวันที่ได้จ่ายให้กับพนักงาน

          โดยธุรกิจจะต้องผ่านการจดทะเบียนบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลก่อนถึงจะได้รับสิทธิประโยชน์ดังกล่าว และต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข ดังต่อไปนี้

        - บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ต้องมีการจ่ายค่าจ้างรายวันให้แก่พนักงาน ในอัตราที่สูงกว่าอัตราค่าจ้างรายวันเดิม โดยได้กำหนดและประกาศให้พนักงานทราบและได้จ่ายให้แก่ลูกจ้างก่อนวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2561

        - ต้องไม่เคยใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ สำหรับเงินได้ที่จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายในการจ้างงานกรณีอื่น ๆ

          ดังนั้นหากธุรกิจใดที่ต้องการบรรเทาภาระภาษีให้กับธุรกิจของตนเอง หลังจากปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำให้กับพนักงาน สามารถนำรายจ่ายรายวันที่จ่ายให้กับพนักงานตั้งวันที่ 1 เมษายน -  31 ธันวาคม พ.ศ. 2561 มาบรรเทาภาระภาษีที่ต้องจ่ายได้ ด้วยมาตรการนี้เป็นนโยบายของรัฐบาลในการช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของลูกจ้างให้มีความเป็นอยู่ที่ดียิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมด้วย

 

 

2018-11-27 10:50:17
เรื่องน่ารู้ก่อนยื่นภาษี : เงินหรือรางวัลที่ได้จากการชิงโชค ต้องเสียภาษีหรือไม่?

            การชิงโชคยังคงเป็นกิจกรรมที่เรียกความสนใจกับผู้คนได้เสมอ โดยเฉพาะกับรางวัลที่เป็นเงิน มักจะได้รับความสในใจเป็นพิเศษ เพราะทุกคนต้องการเงินหรือรางวัลเพื่อที่จะได้ดำเนินชีวิตต่อไปได้ ดังนั้นทุก ๆ ปีบริษัทต่าง ๆ จึงคิดกลยุทธ์ทางการตลาดขึ้นมา โดยการชิงโชคหรือลุ้นรางวัลใหญ่ ดังนั้นหากคุณเป็นผู้ที่รักการชิงรางวัลแบบนี้ต้องรู้ด้วยว่าเงินหรือรางวัลเหล่านั้นต้องเสียภาษีหรือไม่

            ก่อนอื่นหลายคนอาจยังไม่รู้และไม่ได้สนใจการเสียภาษีของเงินและรางวัล เพราะคิดว่าเป็นเพียงของที่ชิงโชคมาไม่ได้เป็นรายได้ที่ตัวเองได้เป็นประจำ แต่เราต้องขอบอกไว้ก่อนว่าคุณคิดผิด เพราะว่ารางวัลที่เราได้มาถือเป็นเงินได้พึงประเมิน เป็นรายได้ที่เราได้รับตามประมวลรัษฎากร แล้วคุณรู้ไหม? ทำไมรางวัลถือเป็นเงินได้พึงประเมิน นั่นก็เพราะว่า....

เงินได้พึงประเมินมีอะไรบ้าง

- เงิน

- ทรัพย์สินที่สามารถนำมาคิดคำนวณเป็นเงินได้ (รางวัลส่วนใหญ่สามารถคิดคำนวณได้)

- สิทธิประโยชน์ที่สามารถนำมาคิดคำนวณเป็นเงินได้

- เงินค่าภาษีอากรที่คนอื่นจ่ายแทนเรา

- เครดิตภาษีที่ทางกฎหมายกำหนด

            ดังนั้นหากรางวัลที่ได้เป็นเงิน หรือทรัพย์สินที่สามารถตีเป็นจำนวนเงินได้ ถือว่าเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8) ซึ่งผู้ได้รับจะต้องทำการเสียภาษี และถ้าหากได้รับในระหว่างเดือนมกราคม ถึง เดือนมิถุนายน ผู้มีเงินได้บุคคลธรรมดาจะต้องนำเงินได้ดังกล่าวมายื่นแบบแสดงรายการ ภ.ง.ด.94 ภายในเดือนกันยายนด้วย เนื่องจากเป็นรายได้พิเศษที่ไม่ใช่เงินเดือน และต้องนำเงินได้ดังกล่าวไปรวมยื่นภาษีอีกครั้งในแบบแสดงรายการ ภ.ง.ด.90 ซึ่งจะยื่นภาษีภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป

 

 

2018-11-27 10:51:36
ภาษีธุรกิจเฉพาะ ใครบ้างที่ต้องเสีย?

            ต้องเข้าใจก่อนว่าภาษีธุรกิจเฉพาะนั้น หากองค์กรใดเข้าข่ายอยู่ในกลุ่มธุรกิจเฉพาะและเสียภาษีธุรกิจเฉพาะแล้ว ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม เพื่อป้องกันการเก็บภาษีซับซ้อน ซึ่งภาษีเฉพาะนั้นเป็นภาษีทางอ้อมที่จะเรียกเก็บจากฐานบริโภคทั่วไป โดยผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะคือ บุคคลธรรมดา, คณะบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคล หรือนิติบุคคล แต่หลาย ๆ คนอาจสงสัยว่าแล้วธุรกิจใดบ้างที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะได้บ้าง

ธุรกิจที่หนึ่ง : ธนาคาร

            ยกเว้นกิจการของธนาคารแห่งประเทศไทยได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และธนาคารอาคารสงเคราะห์ อัตราภาษีร้อยละ 3.0 ฐานภาษีคือ ดอกเบี้ย, ส่วนลด, ค่าธรรมเนียม, ค่าบริการ

ธุรกิจที่สอง : การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจเครดิตฟอร์ซิเอร์ ธุรกิจหลักทรัพย์

          อัตราภาษีร้อยละ 3.0 ฐานภาษีคือ ส่วนลด ดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม ค่าบริการ หรือกำไรก่อนหักรายจ่ายใด ๆ จากการขายคืนหลักทรพย์

ธุรกิจที่สาม : การรับประกันชีวิต

            อัตราภาษีร้อยละ 2.5 ฐานภาษีคือ ดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม ค่าบริการ

ธุรกิจที่สี่ : การรับจำนำ

            อัตราภาษีร้อยละ 2.5 ฐานภาษีคือ ดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียมหรือเงินที่ได้รับจากการขายของที่จำนำหลุด

ธุรกิจที่ห้า : การให้กู้ยืมเงิน ค้ำประกัน แลกเปลี่ยนเงินตราและซื้อขายตั๋วเงิน

            อัตราภาษีร้อยละ 3.0 ฐานภาษีคือ รายรับก่อนหักรายจ่ายใด ๆ จากการแลกเปลี่ยนหรือซื้อขายเงินตรา การออกตั๋วเงินหรือการส่งเงินไปต่างประเทศ

ธุรกิจที่หก : ธุรกิจขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร

            อัตราภาษีร้อยละ 0.1 ฐานภาษีจากรายรับก่อนหักรายจ่ายใด ๆ

            การเสียภาษีธุรกิจเฉพาะนั้น จะเป็นการเสียภาษีรายเดือนภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป นอกจากนี้ผู้เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ยังต้องเสียภาษีอื่น ๆ ควบคู่กันไปอีกด้วย

 

แหล่งที่มา : กรมสรรพากร

 

2018-11-27 11:01:02
เตรียมความพร้อม!! ก้าวสู่สังคมไร้เงินสด ชำระภาษีด้วยบัตรอิเล็กทรอนิกส์

            ในปัจจุบันโลกของเรากำลังก้าวเข้าสู่สังคมไร้เงินสด ดังนั้นประเทศไทยของเราจึงได้เดินหน้าและปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัยและเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว โดยนโยบาย Thailand 4.0 ได้พยายามผลักดันให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมไร้เงินสด ซึ่งได้รับความร่วมมือจากทั้งภาครัฐและสถาบันการเงินต่าง ๆ การก้าวเข้าสู่สังคมไร้เงินสด จะทำให้ผู้บริโภค กิจการร้านค้า ธุรกิจ และหน่วยงานภาครัฐได้รับประโยชน์จากระบบชำระเงินด้วยรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งความสะดวกสบาย ความปลอดภัยและประสิทธิภาพที่เพิ่มมากขึ้น

            โดยทางกรมสรรพากรได้เปิดบริการชำระภาษีด้วยบัตรอิเล็กทรอนิกส์ (บัตรเครดิต, บัตรเดบิตหรือบัตรเอทีเอ็ม และบัตรเงินสด ซึ่งจะเริ่มรับชำระเงินด้วยเงินสด, เช็คและบัตรภาษีดังนั้นกรมสรรพากรจะงดชำระภาษีด้วยเงินสด เช็คทุกประเภทและบัตรภาษี ตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2561 เป็นต้นไป

            ทั้งนี้หากผู้เสียภาษีไม่สะดวกชำระภาษีด้วยบัตรอิเล็กทรอนิกส์สามารถชำระภาษีผ่านระบบ Internet Banking ได้จากทุกธนาคาร หรือจะไปชำระเงินสดและเช็คที่ธนาคารแทนการชำระที่กรมสรรพากร แต่ถ้าหากผู้เสียภาษีสะดวกชำระภาษีด้วยบัตรอิเล็กทรอนิกส์จะทำให้ได้รับความสะดวกและประหยัดเวลามากยิ่งขึ้น อีกทั้งผู้เสียภาษียังได้รับประโยชน์มากมายจากการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ไม่ว่าจะเป็นคะแนนสะสมหรือเครดิตเงิน

            ดังนั้นผู้เสียภาษีทุกคนควรทราบว่าหลังจากวันที่ 27 มิถุนายนนี้ จะไม่สามารถชำระภาษีด้วย เงินสด เช็คและบัตรภาษีได้อีกต่อไป เพื่อความสะดวกและความรวดเร็วในการรับบริการ เช่นเดียวกับการคืนภาษีที่ผู้เสียภาษีจะได้รับโดยการโอนเข้าบัญชีธนาคารของผู้เสียภาษีตามเลขบัตรประชาชน เพื่อก้าวเข้าสู่สังคมไร้เงินสด ทุก ๆ คนต้องปรับตัวตามให้ทันเทคโนโลยีในปัจจุบัน ซึ่งการชำระภาษีผ่านบัตรอิเล็กทรอนิกส์และผ่าน QR Code กำลังเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันทั้งการจ่ายเงินรถเมล์ เรือ รถไฟฟ้าและบริการอื่น ๆ อีกมากมาย

 

 

2018-11-27 11:10:02
ใกล้เข้ามาแล้ว!! การยื่น ภ.ง.ด. 51 สำหรับนิติบุคคล

           การยื่น ภ.ง.ด. 51 เป็นการยื่นสำหรับผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล หรือธุรกิจที่จดทะเบียนบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชีปีละ 2 ครั้งด้วยกัน คือการยื่นภาษีกลางปี (ภ.ง.ด. 51) และช่วงสิ้นปี (ภ.ง.ด. 50) โดยเป็นการนำรายได้และค่าลดหย่อน แต่ละรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มต้น 1 มกราคม สิ้นสุด 31 ธันวาคม นำมาหาร 2 เพื่อคำนวนกำไรสุทธิของบริษัท เพื่อเสียภาษีในอัตราที่กฎหมายกำหนด แต่ข้อควรระวังในการประมาณกำไรสุทธิ คือห้ามขาดไปเกินกว่า 25% เพราะถ้าหากขาดธุรกิจจะต้องเสียเงินเพิ่มอีก 20%

            ตามที่กฎหมายกำหนดธุรกิจที่จดทะเบียนบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต้องคำนวณภาษีในอัตราดังต่อไปนี้

กรณีที่ 1 บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลทั่วไป ให้เสียภาษีในอัตราร้อยละ 20 ของกำไรสุทธิ

กรณีที 2 บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลมีทุนจดทะเบียนบริษัทที่ชำระแล้วในวันสุดท้ายของรอบระยะบัญชีไม่เกิน 5 ล้านบาทและมีรายได้จากการขายในรอบระยะบัญชีไม่เกิน 30 ล้านบาท มีอัตราคำนวณภาษีดังต่อไปนี้

  • ยกเว้นอัตราภาษี หากกำไรสุทธิไม่เกิน 300,000 บาท
  • กำไรสุทธิเกิน 3 แสนบาท แต่ไม่เกิน 3 ล้านบาท กำหนดอัตราภาษีร้อยละ 15
  • กำไรสุทธิเกิน 3 ล้านบาท อัตราภาษีร้อยละ 20

กรณีที่ 3 วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME รวมถึงวิสาหกิจในเครือหรือสาขาต่างประเทศ ให้ทำการคำนวณภาษีในอัตราร้อยละ 10

            โดยการยื่น ภ.ง.ด. 51 ต้องยื่นภายใน 2 เดือนนับตั้งแต่วันสิ้นรอบกลางปี ซึ่งเมื่อถึงเลาธุรกิจจึงคำนวณภาษีให้เรียบร้อยก่อนสิ้นสุดวันยื่นและชำระภาษี เพราะหากยื่นล่าช้าธุรกิจจะต้องเสียค่าปรับให้กับกรมสรรพากร โดยยื่นล่าไม่เกิน 7 วัน เสียค่าปรับเป็นเงิน 2,000 บาทและเกิน 7 วันจ่าย 4,000 บาท ซึ่งการยื่นภาษีครึ่งปี ทำให้ธุรกิจสามารถบรรเทาภาระภาษีได้นิติบุคคลที่ต้องทำการชำระได้

 

 

2018-11-27 11:14:11
กรมสรรพากร แนะนิติบุคคลที่ยังไม่ยื่นแบบภาษี สามารถยื่นผ่านอินเทอร์เน็ตได้ถึง 7 มิ.ย. 61

           สิ้นสุดแล้วกับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปี ซึ่งได้แก่ ภ.ง.ด. 50, ภ.ง.ด. 52 และ ภ.ง.ด. 55 ซึ่งมีระยะเวลาในการยื่นภาษีและเสียภาษีในวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2560 ที่ผ่านมา สำหรับการยื่นผ่านทางสำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาในท้องที่ ที่สำนักงานใหญ่ของธุรกิจนิติบุคคลตั้งอยู่ ทั้งนี้หากนิติบุคคลใดยังไม่ได้ทำการยื่นภาษี ทางกรมสรรพากรได้เพิ่มช่องทางอินเทอร์เน็ตออกไปอีก 1 อาทิตย์

            นางแพตริเซีย มงคลวนิช รองอธิบดีกรมสรรพากร รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้าน ยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี (กลุ่มธุรกิจพลังงาน) ในฐานะโฆษกกรมสรรพากร เปิดเผยว่า “ขณะนี้การยื่นภาษีด้วยกระดาษ พร้อมงบการเงิน ตามแบบ ภ.ง.ด.50, ภ.ง.ด.52 หรือ ภ.ง.ด.55 สำหรับบริษัท ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล มูลนิธิ สมาคม หรือนิติบุคคลอื่น ที่มีรอบระยะเวลาบัญชีสิ้นสุดในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2560 ผ่านทางสำนักงานสรรพากรได้สิ้นสุดลงแล้ว แต่สำหรับการยื่นแบบฯ ทางอินเทอร์เน็ต สามารถยื่นได้จนถึงวันพฤหัสบดีที่ 7 มิถุนายน 2561

            โดยในปีนี้กรมสรรพากรได้มีการเชื่อมโยงข้อมูลงบการเงินกับทางกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งเป็นหนึ่งในช่องทางที่มีขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการ หากนิติบุคคลใดได้ยื่นงบการเงินอิเล็กทรอนิกส์ หรือ DBD e-Filing ผ่านเว็บไซต์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าแล้ว ไม่ต้องยื่นงบการเงินต่อกรมสรรพากรอีก

             แต่สำหรับผู้ประกอบการที่เป็นห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนที่ไม่ต้องมีผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ตรวจสอบและรับรองงบการเงิน แต่ประสงค์จะใช้งบการเงินผ่าน DBD e-filing ที่ยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า สามารถดำเนินการได้ 2 แนวทาง ดังนี้

           - หากได้ยื่นงบการเงินอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีรายงานการตรวจสอบและรับรองบัญชีต่อกรมพัฒนา ธุรกิจการค้าแล้ว สามารถใช้งบการเงินดังกล่าวได้โดยไม่ต้องดำเนินการเพิ่มเติม

           - หากได้ยื่นงบการเงินอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งไม่มีรายงานการตรวจสอบและรับรองบัญชีของ ผู้ตรวจสอบและรับรองบัญชีต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า จะต้องส่งรายงานการตรวจสอบและรับรองบัญชีเพิ่มเติม ผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากร ในเมนู “งบการเงิน” จึงจะถือว่าการยื่นงบการเงินแก่กรมสรรพากรสมบูรณ์”

              หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ที่สำนักงานสรรพากรทุกแห่งทั่วประเทศ หรือศูนย์สารนิเทศสรรพากร โทร. 1161

 


 

2018-11-27 11:21:47
ระบบภาษีมุูลค่าเพิ่ม : ภาษีซื้อต้องห้าม ที่ผู้ประกอบการควรระวัง

          VAT หรือภาษีมูลค่าเพิ่มที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดี เป็นภาษีที่จัดเก็บจากการขายสินค้าและบริการ รวมถึงการนำเข้า โดยเมื่อขายสินค้าหรือบริการได้ ผู้ประกอบการที่จดทะเบียนจะต้องออกใบกำกับภาษีขายให้กับลูกค้าทุกครั้ง อย่างไรก็ตามอาจดูเหมือนว่าผู้ประกอบการต้องเป็นผู้ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเอง แต่แท้จริงแล้วลูกค้าเป็นคนเสียภาษีมูลค่าเพิ่มให้กับร้านค้าทุกครั้งเมื่อทำการซื้อสินค้าหรือบริการ

          นอกจากนี้ผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มยังสามารถนำภาษีมูลค่าเพิ่มจากการซื้อสินค้าและบริการ จากผู้ประกอบการอื่น ๆ ที่ได้ทำการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเช่นเดียวกัน มาหักออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มหรือขอคืนภาษีซื้อได้ ซึ่งผู้ประกอบการต้องระวังตรงนี้อย่างมาก เนื่องจากภาษีซื้อบางรายการถูกระบุอยู่ในภาษีซื้อต้องห้ามด้วย เพื่อให้ผู้ประกอบการมีความเข้าใจอย่างถูกต้องวันนี้เราจะมาดูกันว่าภาษีซื้อใดบ้างเป็นภาษีซื้อต้องห้าม

ภาษีซื้อต้องห้ามคืออะไร ?

          ถ้าให้เข้าใจง่าย ๆ ภาษีซื้อห้ามก็คือ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการต้องจ่ายเมื่อทำการซื้อสินค้าหรือบริการ เพื่อนำมาเป็นส่วนประกอบในการผลิตสินค้าและบริการของตน แต่ไม่สามารถนำมาหักออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มหรือขอคืนภาษีซื้อ

          โดยภาษีซื้อต้องห้าม เป็นภาษีที่กฎหมายไม่ให้นำมาหักออกจากภาษีขาย หรือขอคืนภาษีซื้อ ซึ่งได้กำหนดไว้ในมาตรา 82/5 แห่งประมวลรัษฎากร

ลักษณะของภาษีซื้อต้องห้าม ได้แก่

- ภาษีซื้อที่ไม่มีใบกำกับภาษี หรือไม่สามารถแสดงใบกำกับภาษีได้ อันเกิดจากไม่ได้รับใบกำกับภาษีจากผู้ขาย หรือในใบกำกับภาษีระบุชื่อบุคคลอื่น รวมถึงไม่สามารถแสดงใบภาษีซื้อกับเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรได้ว่าซื้อจริง

- ใบกำกับภาษีนั้นมีข้อความที่ไม่ถูกต้อง ดังนั้นผู้ประกอบการควรตรวจสอบข้อความในใบกำกับภาษีว่าถูกต้อง ครบถ้วนและสมบูรณ์หรือไม่

- ภาษีที่ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการ

- ภาษีซื้อที่เกิดจากรายจ่ายเพื่อการรับรอง เช่นค่าที่พัก, ค่าอาหาร, ค่าเครื่องดื่ม เป็นต้น นอกจากนี้ยังรวมถึงค่าสิ่งของหรือประโยชน์อื่นใดให้แก่บุคคลซึ่งได้รับการรับรอง

- ภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีที่ออกโดยผู้ไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษี

- ภาษีซื้อที่เกิดจากการซื้อ เช่าซื้อ เช่า รับบริการ หรือรับโอนรถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน

 


 

2018-11-27 11:36:27
อย่าหลงเชื่อ!! กรมสรรพากรชี้ไม่มีการปรับขึ้น VAT 9%

           เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา มีการแพร่กระจายข่าวบนโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับ “การปรับขึ้นของภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ” จากเดิม 7% เพิ่มไปเป็น 9% โดยในข้อความนั้นระบุว่า การปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มจะเริ่มในวันที่ 1 ตุลาคม หลังจากที่ปีที่แล้วมีการขยายเวลาการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ออกไปอีกหนึ่งปี เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งการขยายเวลาดังกล่าวจะสิ้นสุดลงในวันที่ 1 กันยายนนี้ ทำให้ผู้คนต่างคาดเดากันว่ารัฐบาลอาจปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 2% ในปีนี้หลังจากการขยายเวลาสิ้นสุดลง

            อย่างไรก็ตามทางกรมสรรพากร ได้ออกมาชี้แจงให้ประชาชนทราบว่า ข่าวดังกล่าวที่ถูกแชร์อยู่ทั่วโซเชียล เป็นการนำกำหนดระยะเวลาจากพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วย การลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 646) พ.ศ. 2560 มาเผยแพร่ ทำให้เกิดการเข้าใจผิดและทำให้ประชาชนเกิดการสับสน ซึ่งตั้งแต่มีการบังคับใช้ภาษีมูลค่าเพิ่มในปี 2535 ได้มีการตรากฎหมาย เพื่อลดอัตราจากอัตราที่กำหนดในกฎหมายเป็นร้อยละ 7 หรือ 7% มาอย่างต่อเนื่อง โดยได้เขียนกฎหมายลักษณะเช่นเดียวกันนี้มาโดยตลอดระยะเวลาเกือบ 30 ปี และมีเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ ในปี พ.ศ. 2540 เท่านั้นที่ได้มีการปรับอัตราเพิ่มขึ้น เนื่องจากเป็นข้อกำหนดของกองทุนการเงินระหว่างประเทศในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง

            โดยที่ผ่านมาได้มีกระแสความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนหลายครั้งด้วยกัน ซึ่งทางกรมสรรพากรก็ได้ออกมาชี้แจงทำความเข้าใจมาโดยตลอด ดังนั้นหากมีการเปลี่ยนแปลงการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ขอให้ประชาชนรับฟังข่าวจากทางกรมสรรพากรโดยตรง อย่าหลงเชื่อและตื่นตระหนกจากแหล่งข่าวที่ไม่มีที่มาอย่างชัดเจน นอกจากนี้ทางกรมสรรพากรยังขอให้ช่วยกันแชร์ข้อมูลนี้ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องกันต่อ ๆ ไปด้วย

            ทั้งนี้หากผู้ประกอบการหรือผู้เสียภาษีมีข้อสงสัยสามารถศึกษาเพิ่มเติมจากเว็บไซต์กรมสรรพากร www.rd.go.th หรือสอบถามข้อมูลได้ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ทุกพื้นที่และศูนย์สารนิเทศสรรพากร โทร.1161

         

 

2018-11-16 13:55:46
กรมสรรพากร เตือน!! บริษัท ห้างหุ้นส่วนบันทึกข้อมูลลูกจ้างผู้สูงอายุก่อนสิ้นเดือนนี้

           ก่อนหน้าทางกรมสรรพากรได้มีมาตรการเพื่อส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุ โดยกำหนดสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้กับบริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งมีการยกเว้นภาษีเงินได้เป็นจำนวนร้อยละหนึ่งร้อยสำหรับรายจ่ายที่จ่ายเป็นค่าจ้างผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปเข้าทำงาน

           ตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 639) พ.ศ. 2560 รวมไปถึงประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 290) เกี่ยวกับหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข เพื่อการยกเว้นภาษีเงินได้ของบริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สำหรับเงินที่ได้จ่ายในการจ้างงานผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป โดยเงื่อนไขได้กำหนดให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต้องแจ้งข้อมูลของผู้สูงอายุในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชีต่ออธิบดีกรมสรรพากรภายใน 150 วัน นับตั้งแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ซึ่งบริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสามารถแจ้งผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตทางเว็บไซต์ของกรมสรรพากร

           นางแพตริเซีย มงคลวนิช รองอธิบดีกรมสรรพากร รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี ในฐานะโฆษกกรมสรรพากร กล่าวว่า บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีการจ้างผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปเข้าทำงานที่ตรงกับเงื่อนไขการได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ซึ่งมีรอบระยะเวลาบัญชีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2560 ให้ทำการบันทึกข้อมูลลูกจ้างผู้สูงอายุภายใน 30 พฤษภาคมนี้ในระบบ e-Services หัวข้อแจ้งการใช้สิทธิจ้างงานผู้สูงอายุ หากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนใดไม่แจ้งข้อมูลภายในระยะเวลาที่กำหนด จะไม่สามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีหักรายจ่ายค่าจ้างผู้สูงอายุ 2 เท่าตามที่กฎหมายกำหนดได้

           ในขณะนี้เหลือเวลาอีกไม่ถึง 10 วันที่บริษัทและห้างหุ้นส่วนจะแจ้งการใช้สิทธิจ้างงานผู้สูงอายุ ดังนั้นหากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนใดยังไม่ได้แจ้งควรรีบไปแจ้งโดยด่วน เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ที่คุณควรจะได้รับ

ที่มา : กรมสรรพากร

 


 

2018-11-16 13:55:52
บังคับใช้กฎหมายคุมเงินดิจิทัล พร้อมเก็บภาษี 15%

            หลังจากมีการประกาศใช้พระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 ได้มีผลบังคับใช้เมื่อวันจันทร์ที่ 14 พฤษภาคมที่ผ่านมา เพื่อกำกับดูแลผู้ประสงค์ร้ายนำทรัพย์สินดิจิทัลไปหลอกลวงประชาชนหรือเป็นแหล่งฟอกเงิน อีกทั้งยังเป็นการกำกับและควบคุมการซื้อ, ขาย, แลกเปลี่ยนเงินดิจิทัลให้มีความเป็นระเบียบอีกด้วย โดยในปัจจุบันการซื้อขาย “เงินดิจิทัล” เข้ามามีบทบาทมากขึ้นอย่างมากในอินเทอร์เน็ต ซึ่งนอกจากจะเป็นการกำกับดูแลแล้ว ทางกรมสรรพากรยังได้แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร ฉบับที่ 19 พ.ศ. 2561 เพื่อเรียกเก็บภาษีจากสินทรัพย์ดิจิทัลด้วย

            กรมสรรพากร กล่าวว่า การจัดเก็บภาษีสินทรัพย์ดิจิทัลได้กำหนดให้เงินที่เป็นส่วนแบ่งของกำไรหรือผลประโยชน์ใด ๆ ก็ตามที่ได้รับจากการถือหรือครอบครองโทเคนดิจิทัล รวมถึงผลประโยชน์ที่ได้จากการโอนหรือแลกเปลี่ยนคริปโทเคอร์เรนซี (Cryptocurrency) หรือโทเคนดิจิทัล (Digital token) ที่เรารู้จักกันในชื่อเต็มว่า ICO (Initial Coin Offering) ซึ่งเมื่อตีราคาแล้วได้เกินกว่าเงินลงทุน จะต้องเสียภาษีในอัตราที่กฎหมายได้กำหนด โดยกำหนดอัตราภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายสำหรับบุคคลธรรมดาที่มีเงินได้พึ่งประเมินตามมาตรา 40(4) ในอัตรา 15% ของเงินได้

            สำหรับอัตราภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอยู่ระหว่างการดำเนินการเสนอกฎหมายต่อคณะรัฐมนตรี รวมถึงกฎหมายยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มอีกด้วย นอกจากนี้กรมสรรพากรกำลังหารือกับตลาดหลักทรัพย์เกี่ยวกับภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย สำหรับการซื้อสินทรัพย์ดิจิทัลผ่านนายหน้าหรือศูนย์ซื้อขายที่ได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังตาม พ.ร.ก.ดังกล่าว เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ทำธุรกรรมเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล

 

Source : กรมสรรพากร, ราชกิจจานุเบกษา, ไทยรัฐ


 

2018-11-16 13:55:58
กรมสรรพากรชี้แจงมาตรการส่งเสริมผู้ประกอบการบุคคลธรรมดาประกอบกิจการในรูปแบบนิติบุคคล

เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคมที่ผ่านมา นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร ได้เปิดการสัมมนา “มาตรการส่งเสริมผู้ประกอบการบุคคลธรรมดาประกอบกิจการในรูปแบบนิติบุคคล และสิทธิประโยชน์ทางภาษีอากร” โดยในงานสัมมนาครั้งนี้เพื่อชี้แจงเกี่ยวกับมาตรการดังกล่าว และแนวทางในการบริหารจัดเก็บภาษีอากร รวมถึงกระตุ้นให้ผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลทำการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลอย่างถูกต้อง

โดยนายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่าตามมติคระรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2561 ได้ขยายมาตรการส่งเสริมผู้ประกอบบุคคลธรรมดาประกอบธุรกิจในรูปแบบนิติบุคคล ซึ่งจะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่ม เนื่องจากการโอนทรัพย์สินให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย โดยได้รับค่าตอบแทนเป็นหุ้นสามัญหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเฉพาะที่ได้กระทำตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2561

ดังนั้นตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562 เป็นต้นไปสถาบันการเงินจะใช้ข้อมูลงบการเงินที่นำส่งกรมสรรพากร มาเป็นหลักฐานในการทำธุรกรรมทางการเงินและขอสินเชื่อ ซึ่งผู้ประกอบการจะต้องจัดทำงบการเงินของรอบระยะบัญชี 2560 ให้ถูกต้องและต้องสอดคล้องกับสภาพข้อเท็จจริง เพื่อรองรับการดำเนินการของสถาบันการเงิน

โดยสิทธิประโยชน์ของมาตรการส่งเสริมผู้ประกอบการบุคคลธรรมดาประกอบธุรกิจนิติบุคคลจะเป็นการช่วยให้ผู้ประกอบการสนใจที่จะหันมาประกอบธุรกิจนิติบุคคลเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตามหากผู้ประกอบการบุคคลธรรมดาต้องการหันไปประกอบการนิติบุคคลสามารถศึกษารายละเอียดต่าง ๆ รวมถึงสิทธิประโยชน์ทางภาษีอาการสำหรับการประกอบกิจการนิติบุคคลได้ด้วยตนเองทางเว็บไซต์ของกรมสรรพากร : www.rd.go.th หรือสำนักงานสรรพากรพื้นที่ ทุกพื้นที่

 


 

2018-11-16 13:56:03
สรรพากรสนับสนุนประชาชนทำธุรกิจหันมาเสียภาษีนิติบุคคล

           ในปัจจุบันมีประชาชนที่ทำธุรกิจโดยเสียภาษีประเภทเงินได้บุคคลธรรมดาจำนวนทั้งหมด 800,000 รายด้วยกัน ดังนั้นทางกรมสรรพากรและหน่วยงานภาครัฐต่าง ๆ จึงได้ทำการออกกฎหมายและมาตราการหลายฉบับด้วยกันเพื่อทำการสนับสนุนและจูงใจให้ประประชาชนที่ประกอบธุรกิจเปลี่ยนมาเป็นยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยได้ทำการขยายมาตรการออกไปมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม ยาวไปจนถึงสิ้นปี 2561 ทั้งนี้การขยายมาตรการของกรมสรรพากรคาดว่าจะมีผู้ที่ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้ความสนใจเปลี่ยนมายื่นภาษีเงินได้นิติบุคคลประมาณ 100,000 ราย

            นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติให้กรมสรรพากรขยายมาตรการสนับสนุนประชาชนที่ประกอบธุรกิจหันมายื่นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามคำเรียกร้องของภาคเอกชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างสำนักงานบัญชี สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เป็นต้น ซึ่งเมื่อปีที่แล้วมีผู้มีเงินได้บุคคลธรรมดาเปลี่ยนมาเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลประมาณ 70,000 ราย

            ข้อดีของการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล คือ ผู้ประกอบการหรือธุรกิจจะเสียภาษีถูกกว่าเงินได้บุคคลธรรมดา เพราะภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาต้องเสียภาษีตามอัตราก้าวหน้า 0-35% ในขณะที่บริษัทนิติบุคคลต้องเสียภาษีในอัตรา 20 % เท่านั้น

            นอกจากนี้ การเป็นนิติบุคคลยังไม่มีข้อจำกัดในเรื่องของอายุผู้กู้ด้วย ในขณะที่ผู้ประกอบการกลางและขนาดย่อม หรือ SME หากมีกำไรสุทธิไม่ถึง 3 ล้านบาท ไม่ต้องเสียภาษี หรือมีกำไรสุทธิเกิน 300,000 บาท แต่ไม่เกิน 3 ล้านบาท เสียภาษี 10% และหากมีกำไรสุทธิเกินกว่า 3 ล้านบาทขึ้นไปเสียภาษีในอัตราเพียง 20% เท่านั้น

 

ที่มา : ไทยรัฐออนไลน์


 

2018-11-16 13:56:39
กรมสรรพากร ชี้แจงการขอเอกสารประกอบการพิจารณาคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

           หลังจากมีผู้เสียภาษีบางรายได้รับ E-mail จากผู้แอบอ้างเป็นกรมสรรพากร ซึ่งมีเรื่องเกี่ยวกับการขอเอกสารประกอบการพิจารณาคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ของปีภาษี 2560 เพิ่มเติม โดยในจดหมายอิเล็กทรอนิกส์นี้มีใจความว่า ขอให้ผู้เสียภาษีส่งหลักฐานเพิ่มเติม เพื่อประกอบการพิจารณาคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แนบมาพร้อมกับสำเนาบัตรประชาชนของผู้เสียภาษี และทำการนำส่งเอกสารผ่านเว็บไซต์ www.e-revenue.go.th นอกจากนี้ยังให้ผู้เสียภาษีกรอกข้อมูล หมายเลขบัตรประชาชน และเบอร์โทรศัพท์อีกด้วย

           ทางกรมสรรพากรจึงออกชี้แจงว่า “ในกรณีการขอหลักฐานประกอบการพิจารณาคืนภาษีเพิ่มเติมในลักษณะดังกล่าว กรมสรรพากรไม่มีนโยบายการขอสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนจากผู้เสียภาษีแต่อย่างใด และหากทางกรมสรรพากรจะดำเนินการขอหลักฐานเพิ่มเติม เพื่อประกอบการพิจารณาคืนภาษี ทางกรมสรรพากรจะกำหนดให้ผู้เสียภาษีนำส่งหลักฐานผ่าน 4 ช่องทางด้วยกัน ได้แก่

  • ทางโทรสาร
  • ทางไปรษณีย์
  • ทางเว็บไซต์ของกรมสรรพากร ซึ่งมีอยู่เว็บไซต์เดียวนั่นก็คือ www.rd.go.th และจะใช้รหัสผู้ใช้และรหัสผ่านเดียวกับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีผ่านทางอินเทอร์เน็ต
  • นำส่งเอกสารด้วยตนเอง ที่สำนักงานสรรพากร ทุกแห่งทั่วประเทศ

 

           ดังนั้นหากผู้เสียภาษีท่านใดได้รับจดหมายอิเล็กทรอนิกส์หรือ E-mail ขอให้ส่งหลักฐานประกอบการพิจารณาคืนภาษีในลักษณะดังกล่าวโปรดอย่าหลงเชื่อเด็ดขาด สำหรับผู้ที่มีข้อสงสัย ขอให้สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์สารนิเทศสรรพากร โทร. 1161 หรือสำนักงานสรรพากรทุกพื้นที่ หรือสำนักงานพื้นที่สาขาทุกแห่งทั่วประเทศ

 

2018-05-10 16:31:57
กรมสรรพากรเตือนถึงกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล

หลังจากที่หมดเขตยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไปเมื่อวันที่ 31 มีนาคม และในออนไลน์เมื่อวันที่ 9 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งในตอนนี้ก็ถึงกำหนดยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลแล้ว

เมื่อวันที่ 20 เมษายนที่ผ่านมา นางแพตริเซีย มงคลวนิช รองอธิบดีกรมสรรพากร รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี (กลุ่มธุรกิจพลังงาน) ในฐานะโฆษกกรมสรรพากรได้มีการออกแจ้งเตือนว่า บริษัท ห้างหุ้นส่วน นิติบุคคล มูลนิธิ สมาคม หรือนิติบุคคลอื่น ๆ ที่มีรอบระยะเวลาบัญชีสิ้นสุดในวันที่ 31 ธันวาคม 2560 มีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปีตามแบบดังนี้

  • ภ.ง.ด.50 : สำหรับนิติบุคคลที่จดทะเบียนจัดตั้งตามกฎหมายประเทสไทย หรือต่างประเทศ
  • ภ.ง.ด.52 : สำหรับนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและดำเนินกิจการ รวมทั้งในประเทศไทย ซึ่งได้ทำการดำเนินกิจการขนส่งผ่านประเทศ ๆ  
  • ภ.ง.ด.55 : สำหรับมูลนิธิ หรือสมาคมที่ประกอบกิจการซึ่งมีรายได้ โดยไม่รวมมูลนิธิหรือสมาคมที่ทางรัฐมนตรีประกาศ

กรณีพร้อมชำระภาษีภายใน 150 วัน นับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ซึ่งในปีนี้วันสุดท้ายของการ ยื่นแบบฯ ตรงกับวันพุธที่ 30 พฤษภาคม 2561 อย่างไรก็ดีสำหรับผู้ที่ยื่นแบบฯ ผ่านทางระบบอินเทอร์เน็ตที่ www.rd.go.th จะได้รับสิทธิขยายเวลาการยื่นแบบฯ และชำระภาษีออกไปถึงวันพฤหัสบดีที่ 7 มิถุนายน 2561

หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับการยื่นแบบฯ ได้ที่สำนักงานสรรพากรทุกแห่งทั่วประเทศ หรือศูนย์สารนิเทศสรรพากร โทร. 1161 และหากพบเห็นการกระทำใด ๆ ที่เป็นการหลีกเลี่ยงภาษีขอให้แจ้งเบาะแสหรือข้อมูลต่าง ๆ ที่ www.rd.go.th > เมนู “การแจ้งแหล่งภาษี” เพื่อที่กรมสรรพากรจะได้ ตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป

 

 

 

2018-11-16 13:56:48
กรมศุลกากร ยกเลิกมาตรการสำแดงของใช้ก่อนเดินทางไปต่างประเทศแล้ว

            เหล่าคนรักการท่องเที่ยวมีเฮ เที่ยวต่างประเทศสบายใจ เนื่องจากเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมากรมศุลกากรได้แก้ไขประกาศกรมศุลกากรฉบับที่ 60/2561 โดยยกเลิกการแจ้งของมีค่าที่ผู้โดยสารนำติดตัวออกไปนอกราชอาณาจักร โดยได้ระบุว่าเนื้อหาแบบเดิมทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน จึงได้มีการยกเลิกเรื่องดังกล่าวออกไป

            โดยในประกาศกรมศุลกากรฉบับที่ 60/2561 ได้ระบุไว้ว่าผู้โดยสารที่นำของติดตัวเข้ามาในหรือส่งออกไปนอกราชอาณาจักรทางท่าอากาศยาน เช่น โน้ตบุ๊ก กล้องถ่ายรูปและอื่น ๆ  จะต้องนำมาแจ้งต่อพนักงานกรมศุลกากรด้วย

            นายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร ได้กล่าวว่า “เพื่อให้เกิดความสบายใจแก่นักท่องเที่ยวชาวไทยที่ได้เดินทางไปท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาว จึงได้ออกประกาศฉบับใหม่ เพื่อทำการยกเลิกการประกาศฉบับเดิม แล้วหลังจากนั้นจะมีการประกาศอีกครั้ง โดยใช้ถ้อยคำที่สามารถสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจได้อย่างถูกต้องมากยิ่งขึ้น”

            โดยของใช้ที่นำติดตัวจะต้องเสียภาษีเรียบร้อยแล้ว จึงจะสามารถนำติดตัวออกไปต่างประเทศได้ ส่วนของที่ซื้อมาจากต่างประเทศแล้วจะนำติดตัวเข้าประเทศด้วยยังคงใช้การบังคับแบบเดิมคือต้องไม่เกิน 20,000 บาทต่อคน ถ้าหากมีการตรวจสอบแล้วพบว่ามีราคาเกินที่กำหนด ผู้นำเข้ามาจะต้องทำการเสียภาษีนำเข้าตามกฎหมาย

            โดยส่วนใหญ่แล้วการตรวจสอบของต่าง ๆ ของกรมศุลกากรจะมุ่งเน้นไปที่กลุ่มรับจ้างขนสินค้า รับหิ้วสินค้า รับพรีออเดอร์ และกลุ่มคนที่พยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีจะถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวดมากขึ้น เนื่องจากสินค้าของกลุ่มคนเหล่านี้ส่วนใหญ่แล้วไม่ได้นำเข้ามาเพื่อเป็นของที่ระลึกหรือของฝาก แต่นำเข้ามาเพื่อทำการค้าขาย ซึ่งกำลังเป็นที่สนใจของประชาชนเป็นอย่างมาก

 

Source : กรมศุลกากร และไทยรัฐ

 

2018-11-16 13:56:54
เที่ยวเมืองไทย เที่ยวเมืองรองลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 15,000 บาท

           แหล่งท่องเที่ยวในประเทศไทยมีมากมายเรียกได้ว่ามีอยู่ทั่วทุกจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ชุมชน และวัฒนธรรม ซึ่งในปัจจุบันเราจะเห็นได้ว่าประชาชนส่วนใหญ่ยังหันมาให้ความสนใจแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ด้วยเช่นกัน อย่างการแต่งกายด้วยชุดไทยที่กำลังมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างมาก ดังนั้นทางรัฐบาลจึงส่งเสริมและให้การสนับสนุนให้มีการท่องเที่ยวภายในประเทศมากยิ่งขึ้น และไม่ใช่สนับสนุนแค่หัวเมืองหลัก ๆ เท่านั้นแต่ได้ให้ความสำคัญกับเมืองรอง เพื่อเป็นการกระจายรายได้อย่างทั่วถึง

            สำหรับวันหยุดยาวที่จะถึงและสำหรับใครที่กำลังหาสถานที่พักผ่อนในวันหยุดของตนเอง สามารถเลือกท่องเที่ยวในพื้นที่เมืองรอง เพื่อรับสิทธิทางภาษีในการนำไปลดหย่อนภาษีในปีหน้าได้ โดยมีการกำหนดมาตราการทางภาษีไว้ดังต่อไปนี้

ภาษีเงินได้นิติบุคคล

            บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สามารถหักรายจ่ายได้ 2 เท่าสำหรับรายจ่ายค่าห้องสัมมนา ค่าห้องพัก หรือรายจ่ายอื่น ๆ ที่ได้ใช้อบรมสัมมนาภายในประเทศตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2561 จนถึง 31 ธันวาคม พ.ศ. 2561 โดยต้องเป็นเขตพื้นที่ท้องถิ่นหรือจังหวัดท่องเที่ยวในเมืองรอง

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

            เงินที่ได้จ่ายเป็นค่าบริการให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ สำหรับการท่องเที่ยวในจังหวัดท่องเที่ยวรอง รวมถึงเงินที่ได้จ่ายเป็นค่าที่พักโรงแรมให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรมหรือค่าที่พักในโฮมสเตย์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานโฮมสเตย์ไทยจากกรมการท่องเที่ยว มาหักลดหย่อนได้ไม่เกิน 15,000 บาท สำหรับค่าบริการหรือค่าที่พักที่ได้จ่ายไปตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2561 – 31 ธันวาคม พ.ศ. 2561 นอกจากนี้ยังรวมถึงการเดินทางท่องเที่ยวในจังหวัดท่องเที่ยวรองร่วมกับจังหวัดที่ไม่ใช่จังหวัดท่องเที่ยวรองตามเส้นทางท่องเที่ยวที่ได้รับการรับรองจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

จังหวัดรองที่ทางรัฐบาลสนับสนุนมีดังต่อไปนี้ 

ภาคกลาง

ชัยนาท ราชบุรี ลพบุรี สมุทรสงคราม สิงห์บุรี สุพรรณบุรี อ่างทอง

ภาคเหนือ

กำแพงเพชร เชียงราย ตาก นครสวรรค์ น่าน พะเยา พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ แพร่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน สุโขทัย อุตรดิตถ์ อุทัยธานี

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

กาฬสินธุ์ ชัยภูมิ นครพนม บึงกาฬ บุรีรัมย์ มหาสารคาม มุกดาหาร ยโสธร ร้อยเอ็ด เลย ศรีสะเกษ สกลนคร สุรินทร์ หนองคาย หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ อุดรธานี อุบลราชธานี

ภาคตะวันออก

จันทบุรี ตราด นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว

ภาคใต้

ชุมพร ตรัง นครศรีธรรมราช นราธิวาส ปัตตานี พัทลุง ยะลา ระนอง สตูล

 

ข้อมูลจาก : กรมสรรพากร

 

2018-11-16 13:57:01
กรมสรรพากร เปิดรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ปราบธุรกิจออนไลน์หลบภาษี

      กรมสรรพากรเปิดรับฟังความคิดเห็นร่างแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร โดยความสำคัญของการแก้ไขเพิ่มเติมในครั้งนี้มุ่งไปที่การรองรับระบบภาษีและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์เพื่อนำไปสู่การพัฒนาเป็นสังคมไร้เงินสด ซึ่งมีข้อความหลัก ๆ ดังต่อไปนี้  ให้บุคคลดังต่อไปนี้ทำหน้าที่รายงานข้อมูลของบุคคลที่มีการทำธุรกรรมลักษณะพิเศษของปีที่ผ่านมาให้กับกรมสรรพากรภายในเดือนมีนาคมของทุกปี โดยผู้ที่มีหน้าที่รายงานข้อมูลได้แก่

  • สถาบันการเงินตามกฎหมายหรือธนาคาร
  • สถาบันการเงินเฉพาะกิจที่เป็นหน่วยงานภายใต้การควบคุมของรัฐ
  • ผู้ให้บริการธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์

      โดยบุคคลที่เกี่ยวข้องตามที่กล่าวไปจะต้องรายงานและรวบรวมข้อมูลของบุคคลที่ทำธุรกรรมพิเศษในปีที่ผ่านมาให้กรมสรรพากรครั้งแรกภายในวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2563 ซึ่งธุรกรรมพิเศษที่ว่ามีรายละเอียดดังต่อไปนี้

  • บุคคลที่ทำการฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่ 3,000 ครั้งขึ้นไป
  • บุคคลที่ทำการฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีตั้งแต่ 200 ครั้ง และมียอดรวมของการฝากและรับโอนรวมกันตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป

      อย่างไรก็ตามในปัจจุบันมีการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการชำระเงินผ่านทาง QR Code หรือการรับโอนเงินผ่านทางแอปพลิเคชันของธนาคาร โดยส่วนใหญ่แล้วบุคคลเหล่านี้จะทำค้าบนออนไลน์เป็นส่วนใหญ่ อย่างเช่นร้านค้าใน Instagram ที่มียอดต่ออาทิตย์หลายร้อยหลายดังนั้น การรับโอนเงินทุก ๆ วันมากกว่า 8-9 ครั้งก็อยู่ในกลุ่มบุคคลที่ทำธุรกรรมพิเศษได้ อย่างไรก็ตามการแก้ไขประมวลรัษฎากรฉบับนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของการรับฟังความคิดเห็นเท่านั้น โดยผู้ที่ต้องการแสดงความคิดเห็นสามารถเข้าไปที่เว็บไซต์ของกรมสรรพากร : www.rd.go.th

 

 

2018-11-16 13:57:09
กรมสรรพากรให้บริการยื่นแบบแสดงรายการภาษีนอกเวลาราชการถึง 31 มีนาคมนี้

            ใกล้สิ้นสุดแล้วกับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภ.ง.ด. 90 และ ภ.ง.ด. 91 ประจำปีภาษี 2560 สำหรับผู้ที่ได้ทำการยื่นแบบแสดงรายการภาษีฯ และได้ทำการเสียภาษีเรียบร้อยแล้วอย่าลืมเข้าไปตรวจสอบการดำเนินการในระบบด้วยว่าสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี หากใครยังไม่ได้ทำการยื่นแบบรายการภาษีสามารถยื่นได้ที่กรมสรรพากร ถึงวันที่ 31 มีนาคมนี้เท่านั้น  

             โดยทางกรมสรรพากรได้อำนวยความสะดวกให้กับผู้เสียภาษีในเขตกรุงเทพมหานคร ด้วยการขยายเวลาให้บริการรับแบบแสดงรายการฯ และรับชำระภาษี ณ สำนักงานกรมสรรพากรพื้นที่ทุกแห่งในพื้นที่กรุงเทพมหานครนอกเวลาราชการและในวันหยุดราชการ ซึ่งจะให้บริการถึงวันที่ 31 มีนาคม 2561 เช่นเดียวกัน ระยะเวลาให้บริการสำหรับวันจันทร์ถึงวันศุกร์ตั้งแต่ 08:30 น. – 19.00 น. (ไม่หยุดพักเที่ยง) ส่วนวันเสาร์ที่ 31 มีนาคม 2561 ตั้งแต่ 08:30 น. – 16.30 น. ส่วนการยื่นแบบแสดงรายการฯ ผ่านทางอินเทอร์เน็ตทั้งเว็บไซต์ของกรมสรรพากรหรือแอปพลิเคชัน RD Smart Tax สามารถยื่นได้ถึงวันที่ 9 เมายน 2567

              ดังนั้นหากใครยังไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีควรรีบยื่นฯ ก่อนที่จะสิ้นสุดระยะเวลาที่ทางกรมสรรพากรกำหนด สำหรับผู้ที่มีข้อสงสัยสามารถสอบถามได้ที่ศูนย์สารนิเทศกรมสรรพากร โทร. 1161 เหลือเวลาอีกไม่มากแล้วอย่ารอช้า รีบไปยื่นแบบแสดงรายการภาษีและเสียภาษีให้ถูกต้องกันเถอะ

 

 

2018-11-16 13:57:15
ตรวจสอบการยื่นภาษี เช็กเงินคืนก่อนหมดเขตยื่นภาษี

ยื่นภาษี 2560 ได้เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา และจะไปสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2561 ส่วนการยื่นภาษีทางออนไลน์ผู้มีเงินได้สามารถยื่นภาษีได้ถึงวันที่ 8 เมษายน 2561 สำหรับผู้มีเงินได้ที่ยังไม่ได้ยื่นภาษีและชำระภาษียังมีเวลาในการยื่นภาษีอีกประมาณ 1 เดือน

สำหรับผู้มีเงินได้ที่ได้ยื่นภาษีไปแล้วเรียบร้อย อย่าลืมตรวจสอบการยื่นภาษีและเงินคืนของตนเองด้วย โดยสามารถตรวจสอบการยื่นภาษีออนไลน์ได้แล้ววันนี้ นอกจากนี้สำหรับผู้ที่ต้องเสียภาษีควรเข้าไปตรวจสอบการขอคืนภาษี เพื่อจะได้ไม่พลาดเงินคืน โดยสามารถเข้าไปเช็กเงินคืนได้ที่ http://www.rd.go.th/publish/27942.0.html ซึ่งมีขั้นตอนดังต่อไปนี้

เมื่อเข้าไปในเว็บไซต์บริการสอบถามข้อมูลการขอคืนภาษี ภ.ง.ด.90, ภ.ง.ด.91 ให้กรอกข้อมูลต่าง ๆ ได้แก่

  • เลือกปีภาษี
  • ชื่อ - นามสกุลผู้เสียภาษี
  • เลขประจำตัวประชาชน

หลังจากนั้นจะแสดงผลการยื่นภาษีให้เราทราบว่าดำเนินการถึงขั้นตอนไหนแล้ว (ในกรณีที่ขอคืนภาษี) หลังจากผู้เสียภาษียื่นแบบฯ แล้วจะมีขั้นตอนการดำเนินการ ดังต่อไปนี้

  • ขั้นตอนที่ 1 ดำเนินการ
  • ขั้นตอนที่ 2 พิจารณาคืนภาษี
  • ขั้นตอนที่ 3 ส่งคืนภาษี
  • ผู้เสียภาษีได้รับเงินคืนภาษี

 

 

2018-11-16 13:57:22
คลายความสงสัย กับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีผ่านทางอินเทอร์เน็ต

          การยื่นแบบแสดงรายการภาษีผ่านทางอินเทอร์เน็ตนั้นมีความสะดวกและง่ายมากขึ้นกว่าการยื่นแบบเดิม เพราะผู้มีเงินได้สามารถยื่นแบบและชำระภาษีด้วยตัวเองง่าย ๆ โดยไม่ต้องเดินทางไปยังสำนักงานสรรพากรพื้นที่ ซึ่งต้องใช้เวลาในการยื่นแบบและการเดินทางที่กินเวลาพอสมควร ดังนั้นการยื่นผ่านทางอินเทอร์เน็ตจึงเป็นวิธีที่สะดวกที่สุดสำหรับผู้ที่ไม่ค่อยมีเวลา โดยเข้าไปที่ www.rd.go.th สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยยื่นและยังไม่เคยลงทะเบียนให้ทำการลงทะเบียนก่อน หลังจากนั้นจะสามารถเข้าไปกรอกรายละเอียดแบบแสดงรายการภาษีได้ (เช่น ชื่อ-นามสกุล, ที่อยู่, รายได้และอื่น ๆ ) แต่ก็มีหลาย ๆ คนสงสัยว่าถ้าหากรายได้ของเราไม่ถึงเกณฑ์ที่จะต้องเสียภาษี ต้องทำการยื่นแบบแสดงรายการภาษีด้วยหรือไม่ คำตอบคือต้องยื่นทุกคนเพราะเราต้องแสดงรายได้ของเราที่รับมาในปีนั้นทั้งหมดกับกรมสรรพากรตามกฎหมายมาตรา 56 ได้กำหนดไว้ว่า ให้บุคคลที่มีเงินได้ทุกคน (เว้นแต่ผู้เยาว์หรือคนไร้ความสามารถ และผู้เสมือนไร้ความสามารถ) ต้องยื่นแบบรายการเงินได้พึงประเมินที่ได้รับระหว่างปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว ภายในเดือนมีนาคมของทุกปี มีรายละเอียดดังนี้

  • ผู้มีเงินได้ที่ไม่มีสามีหรือภรรยา มีเงินได้พึงประเมินเกิน 60,000 บาท
  • ผู้มีเงินได้ที่ไม่มีสามีหรือภรรยา มีเงินได้พึงประเมินเฉพาะตามมาตรา 40 (1) จากการจ้างแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส หรือบำนาญ เป็นต้นในประเภทเดียวกันเกิน 120,000 บาท
  • ผู้มีเงินได้ที่มีสามีหรือภรรยาและมีเงินได้พึงประเมินเกิน 120,000 บาท
  • ผู้มีเงินได้ที่มีสามีหรือภรรยาและมีเงินได้พึงประเมินเฉพาะตามมาตรา 40 (1) จากการจ้างแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส หรือบำนาญ เป็นต้นในประเภทเดียวกันเกิน 220,000 บาท

            สำหรับผู้ที่ยื่นแบบแสดงรายการทางอินเทอร์แล้วทำการยื่นแบบไม่ถูกต้อง สามารถทำการยกเลิกและยื่นแบบใหม่ได้ (สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้ทำการชำระภาษี) โดยทำการล็อกอินเข้าสู่ระบบ แล้วไปที่สถานะค้างชำระ คลิกหมายเลขอ้างอิงการยื่นแบบเพื่อทำการยกเลิก ให้คลิกที่ปุ่ม “ยกเลิกการยื่นแบบ” หลังจากนั้นค่อยทำการยื่นแบบใหม่

            เมื่อยื่นแบบแสดงรายการทางอินเทอร์เน็ต หรือชำระภาษี (ในกรณีต้องเสียภาษี) เรียบร้อยแล้ว ผู้มีเงินได้สามารถเข้าไปตรวจสอบสถานะได้ โดยทำการล็อกอินเข้าสู่ระบบ จะพบกับข้อความจากกรมสรรพากร ว่า “กรมสรรพากรได้รับแบบแสดงรายการของท่านแล้ว ประสงค์จะยื่นแบบเพิ่มเติมหรือไม่” หรือ “ท่านได้ยื่นแบบแสดงรายการแล้ว แต่ยังมิได้ชำระภาษี” (สำหรับผู้มีเงินได้ที่ต้องชำระภาษี)

            สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการสามารถยื่นได้ผ่านทางอินเทอร์เน็ต ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 9 เมษายนนี้

 

 

2018-11-16 13:57:28
เตือน!! ผู้มีเงินได้บุคคลธรรมดา อย่าลืมยื่นภาษี 2560 สิ้นสุดมีนาคม 2561

           เดินมาถึงครึ่งทางแล้วกับการยื่นภาษีบุคคลธรรมดาของปี 2560 เป็นหน้าที่ของผู้ที่มีรายได้ทุกคนต้องทำการยื่นภาษี แม้ว่าจะมีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ก็ตาม โดยทางกรมสรรพากรได้เปิดให้ผู้มีเงินได้บุคคลธรรมดาสามารถยื่นแบบแสดงรายการภาษีได้ทั้งสำนักงานกรมสรรพากรพื้นที่ทุกพื้นที่ และผ่านทางอินเทอร์เน็ตได้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ซึ่งสามารถยื่นได้ถึงเดือนมีนาคมนี้

ผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คือใคร?

            ผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ก็คือผู้มีเงินได้ หรือเงินพึงประเมิน เป็นเงินได้ของบุคคล หรือหน่วยภาษีที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 1 มกราคม จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม ของปีภาษีใด ๆ ได้แก่ เงิน, ทรัพย์สินที่อาจคำนวณเป็นเงินได้, เครดิตภาษีตามที่กฎหมายกำหนด, เงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกให้แทน โดยผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามีดังต่อไปนี้

  • บุคคลธรรมดา
  • ห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือคณะบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคล
  • ผู้ถึงแก่ความตายระหว่างปีภาษี
  • กองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง
  • วิสาหกิจชุมชน เฉพาะที่เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือคณะบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคล

กำหนดการยื่นภาษี

            การยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยปกติจะยื่นกันปีละครั้งเท่านั้น (ระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 31 มีนาคม) หากในปีไหนมีการเลื่อนวันการยื่นภาษีวันสุดท้ายออกไปอีก ทางกรมสรรพากรจะทำการแจ้งให้ทราบ ซึ่งการยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นการสรุปรายได้ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา

            ในการยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ไม่ได้เป็นเพียงการสรุปรายได้เท่านั้น เพราะเรายังสามารถลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย ทำให้ผู้มีเงินได้สามารถเสียภาษีน้อยลงและสามารถขอคืนภาษีได้ โดยรายการลดหย่อนภาษีบางรายการอาจมีการเปลี่ยนแปลงไปแต่ละปี ดังนั้นโปรดตรวจสอบให้แน่ใจว่าในปีภาษี 2560 รายจ่ายใดบ้างที่เราสามารถนำมาลดหย่อนภาษี ทั้งนี้ผู้ที่ยังไม่ทำการยื่นภาษี สามารถยื่นผ่านทางอินเทอร์เน็ตได้แล้ววันนี้ อีกทั้งยังสามารถขอคืนภาษีผ่านทางพร้อมเพย์ได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย

 

อ้างอิง : กรมสรรพากร

 

2018-11-16 13:57:35
ความรู้เรื่องภาษี : ประเภทการจัดเก็บภาษีอากรที่ผู้ประกอบการธุรกิจ SMEs ควรทราบ

           ธุรกิจ SMEs เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่มีการเติบโตสูงขึ้นในระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย ซึ่งต้องมีการเสียภาษีอากรเหมือนกับธุรกิจอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน ตามประมวลรัษฎากรได้มอบหมายให้ทางกรมสรรพากรเป็นผู้จัดเก็บภาษีของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม โดยมีการจัดเก็บภาษีหลัก ๆ  5 ประเภทด้วยกัน ได้แก่

1.ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

            สำหรับผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษีอยู่แล้วจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีกับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เนื่องจากเป็นภาษีที่จะจัดเก็บจากบุคคลทั่วไป ร่วมถึงหน่วยงานพิเศษต่าง ๆ ตามกฎหมายกำหนด เป็นการเรียกเก็บภาษีเงินได้จากเงินเดือน หรือรายได้ในแต่ละเดือน ซึ่งต้องมีรายได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด

2.เงินได้นิติบุคคล

            เป็นการจัดเก็บภาษีจากผู้ประกอบการที่มีรายได้จากการประกอบกิจการที่เป็นบริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล โดยคำนวณจากกำไรสุทธิ เมื่อได้ยอดรวมกำไรสุทธิแล้ว ผู้ประกอบการธุรกิจ SME ที่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนจะต้องทำการเสียภาษีในอัตราร้อยละ 30  ของกำไรสุทธิ

3.ภาษีมูลค่าเพิ่ม

            หรือที่เราคุ้นเคยกันดีกับคำว่า VAT เป็นหนึ่งในประเภทภาษีทางอ้อมที่จะทำการเรียกเก็บจากผู้ซื้อผลิตภัณฑ์และผู้รับบริการ แต่ผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม คือผู้ประกอบการที่เป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์หรือบริการ โดยเป็นการคำนวณจากภาษีขาย และภาษีซื้อ

4.ภาษีธุรกิจเฉพาะ

            เป็นอีกหนึ่งภาษีทางอ้อมจะจัดเก็บจากผู้ประกอบกิจการเฉพาะ โดยเริ่มใช้เมื่อปี พ.ศ. 2535 พร้อม ๆ กับภาษีมูลค่าเพิ่มแทนที่ภาษีการค้า ผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษีเฉพาะ ได้แก่ บุคคลธรรมดา นิติบุคคล คณะบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคล กองทุน องค์การของรัฐบาล หรือสหกรณ์ ที่ไม่สามารถเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มได้ เช่น ธนาคาร ธุรกิจหลักทรัพย์ ธุรกิจประกันชีวิต การรับจำนำ แลกเปลี่ยนเงินตรา การให้กู้ยืมเงินค้ำประกัน และอื่น ๆ

5. อากรแสตมป์

            เป็นหนึ่งในภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร โดยลักษณะของอากรแสตมป์จะคล้าย ๆ กับแสตมป์ไปรษณีย์ ซึ่งจะใช้ติดบนหนังสือราชการ หรือเอกสารสำคัญต่าง ๆ ตัวอย่างเอกสารที่ต้องใช้อากรแสตมป์ เช่น เช่าซื้อทรัพย์สิน ใบมอบอำนาจ เอกสารค้ำประกัน หนังสือสัญญาห้างหุ้นส่วน และเอกสารสำคัญอื่น ๆ ที่ต้องใช้ในราชการ

          

 

2018-11-16 13:57:40
กรมสรรพากรร่วมกับสถาบันการเงิน เพิ่มช่องทางให้บริการรับชำระภาษีอากรผ่านเครื่อง EDC

          วันนี้กรมสรรพากร เพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้ชำระภาษีอากร สามารถเลือกชำระผ่านเครื่อง EDC เครื่องรูดเงินสำหรับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่ออำนวยความสะดวกและความรวดเร็วในการชำระภาษีอากร โดยกรมสรรพากรได้ร่วมมือกับ 2 สถาบันการเงินอย่างธนาคารกรุงไทย และธนาคารกสิกรไทย ในการรับชำระภาษีอากรผ่านเครื่องรับชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อสนับสนุนกสนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (National e-Payment) ในการพัฒนาประเทศไทยของเราไปสู่สังคมไร้เงินสด เหมือนประเทศอื่น ๆ เช่น เกาหลี และจีน เป็นต้น

            การเพิ่มช่องทางในการรับชำระเงินของส่วนราชการในครั้งนี้ เพื่อให้สามารถอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนได้อย่างทั่วถึงทั้งประเทศ

            โดยเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นางศิริวัลย์ แก้วมูลเนียม รองอธิบดีกรมสรรพากร ได้ร่วมลงนามในบันทึกความตกลงการให้บริการใช้เครื่องรับบัตรอิเล็กทรอนิกส์ในการรับชำระเงินภาษีอากรกับธนาคารกรุงไทย โดย นายอภิชาติเจริญเรืองเลิศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารกลุ่ม กลุ่มราชการสัมพันธ์ และธนาคารกสิกรไทย นายอมร สุวจิตตานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ นอกจากนี้ยังมีผู้บริหารของทั้ง 3 หน่วยงานร่วมเป็นสักขีพยาน ซึ่งการร่วมมือในครั้งนี้เป็นการยกระดับการให้บริการของหน่วยงานภาครัฐที่ได้มีการรับเงินจากประชาชน

            โดยธนาคารทั้งสองที่ได้ร่วมมือกับกรมสรรพากร จะทำการดำเนินการติดตั้งอุปกรณ์รับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ให้เพียงพอต่อความต้องการใช้บริการชำระภาษีอากร

            นอกจากนี้รองอธิบดีกรมสรรพากรยังเปิดเผยอีกว่า ความร่วมมือที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ เป็นการดำเนินการติดตั้งเครื่อง EDC เพื่อให้บริการรับชำระภาษีอากรเป็นไปตามโครงการดังกล่าว จะทำให้กรมสรรพากรสามารถขยายการให้บริการได้ครอบคลุมและทั่วถึงทั้งประเทศ ด้วยการชำระภาษีด้วยบัตรอิเล็กทรอนิกส์ อย่างบัตรเดบิต บัตรเครดิต และบัตรอื่น ๆ จากเดิมที่ผู้เสียภาษีอากรด้วยบัตรอิเล็กทรอนิกส์เฉพาะสำนักงานสรรพากร พื้นที่สาขาในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลได้เพียง 82 แห่งเท่านั้น ดังนั้นการเพิ่มช่องทางในการชำระภาษีอากรผ่านเครื่อง EDC เป็นความตั้งใจของกรมสรรพากรที่มุ่งมั่น มอบบริการที่ดี เพื่อให้ผู้เสียภาษีได้รับความพึงใจในการชำระภาษีอากรได้มากที่สุด

 

 

2018-11-16 13:57:47
ความรู้เรื่องภาษี : ภาษีอากรคืออะไร ?

           เรามักเข้าใจความหมายของภาษีอากรกันอย่างกว้าง ๆ ว่าภาษีอากรเป็นภาษีที่ทางรัฐเรียกเก็บจากผู้เสียภาษี เพื่อนำเงินที่ได้จากภาษีอากรไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม ทั้งด้านอุปโภคบริโภคของประชาชน ความสะดวกสบาย การรักษายามเจ็บป่วย การสนับสนุนชุมชน และอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งไม่ได้มีสิ่งตอบแทนให้กับผู้เสียภาษีโดยตรง เพราะเรามักจะได้ยินกันว่าเงินภาษีอากรที่ผู้เสียภาษีจ่ายไปก็นำไปรักษาและรับยาได้ฟรีตามโรงพยาบาลในสังกัดของรัฐ ส่งเสริมเด็กเรียนฟรี พัฒนาถนน นอกจากนี้ยังเป็นเครื่องมือในการช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศอีกด้วย

            ภาษีอากรนี้เป็นการบังคับให้ผู้มีเงินได้ทุกคนต้องเสียภาษี โดยคิดคำนวณจากรายได้จากการประกอบอาชีพของประชาชนหรือที่ได้จากการประกอบกิจการต่าง ๆ  และจากการซื้อสินค้าต่าง ๆ ที่เราคุ้นเคยกันดีในชื่อว่า ภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยรายได้จากภาษีรัฐจะนำกลับมาตอบแทนประชาชนในด้านต่าง ๆ ตามที่ได้กล่าวไปบ้างแล้วในข้างต้น

            ซึ่งบางคนตั้งคำถามว่า เราไม่ได้ใช้สิ่งที่รัฐสร้างให้บางอันทำไมเราต้องเสีย ต้องเข้าใจกันก่อนว่าภาษีอากรที่เราเสียรัฐนำไปใช้เพื่อส่วนรวมไม่ใช่ส่วนตน ดังนั้นทุกคนจะได้รับการตอบแทนจากการเสียภาษีอากรจากทางใดทางหนึ่งอย่างแน่นอน วัตถุประสงค์และประโยชน์ของภาษีอากรมีมากมายที่เรายังไม่รู้ ซึ่งเป็นกลไกที่สำคัญในการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และประเทศให้ก้าวต่อไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง

            สำหรับเดือนมกราคม ถึงมีนาคมของทุกปี เป็นช่วงที่ผู้มีเงินได้จะต้องทำการยื่นแบบภาษีและชำระภาษี ดังนั้นอย่าลืมไปชำระภาษีกันนะคะ โดยสามารถยื่นแบบภาษีและชำระภาษีได้ด้วยตนเองที่กรมสรรพากรทุกพื้นที่ หรือจะยื่นภาษีผ่านช่องทางออนไลน์ สามารถเข้าไปได้ที่ www.rd.go.th

 

 

2018-11-16 13:58:11
กรมสรรพากรเตือนระวังภัยแก๊งค์ Call Center หลอกคืนภาษี

            ในสังคมปัจจุบันมีผู้หลอกลวงเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ยิ่งมีเทคโนโลยีใหม่ ๆ ขึ้นมายิ่งทำให้ง่ายต่อพวกมิจฉาชีพในการใช้สื่อในการหลอกลวงประชาชนทั่วไปเพิ่มมากขึ้น ล่าสุดมีกลุ่มมิจฉาชีพปลอมเป็น Call Center โดยจะโทรศัพท์ไปถึงผู้เสียภาษี อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่จากกรมสรรพากร ขอตรวจสอบเรื่องเงินภาษี การขอคืนภาษี รวมทั้งหลอกสอบถามรายละเอียดต่าง ๆ เพื่อให้ผู้เสียภาษีเปิดเผยข้อมูลด้านการเงินและให้ไปทำธุรกรรมที่ตู้ ATM ซึ่งมีผู้เสียภาษีหลายรายหลงเชื่อสูญเสียเงินไปจำนวนมาก

             นางแพตริเซีย มงคลวนิช รองอธิบดีกรมสรรพากร รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้าน ยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี (กลุ่มธุรกิจพลังงาน) ในฐานะโฆษกกรมสรรพากร เปิดเผยว่า “กรมสรรพากรไม่มี นโยบายให้เจ้าหน้าที่โทรศัพท์ไปสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล และข้อมูลทางการเงินของผู้เสียภาษี แต่อย่างไรก็ตาม หากกรมสรรพากรมีข้อสงสัยหรือต้องการเอกสารเพิ่มเติมจะมีหนังสือแจ้งไปถึงผู้เสียภาษีแต่ละรายเอง และสำหรับผู้ที่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ไว้เกิน เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบหลักฐานเอกสารแล้วเสร็จ จะดำเนินการคืนภาษีให้ผ่านระบบพร้อมเพย์ที่ลงทะเบียนด้วยเลขบัตรประชาชน 13 หลัก หรือส่งเป็นเช็คธนาคารเท่านั้น ไม่มีการโทรศัพท์ไปแจ้งหรือสอบถามข้อมูลจากผู้เสียภาษี โดยในการคืนเงินภาษีจะระบุชื่อ-สกุลของผู้ขอคืน และส่งไปให้ทางไปรษณีย์ตามภูมิลำเนาที่ผู้ขอคืนแจ้งไว้เท่านั้น ผู้เสียภาษีจึงไม่ต้องไปทำธุรกรรมใด ๆ เพื่อรับเงินภาษีคืนที่ตู้ ATM แต่อย่างใด ” หากผู้เสียภาษีได้รับโทรศัพท์แอบอ้างที่มีพฤติกรรมดังกล่าวโปรดอย่าหลงเชื่อ

               สำหรับผู้ที่มีข้อสงสัย ขอให้สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์สารนิเทศสรรพากร โทร. 1161 สำนักงานสรรพากรพื้นที่ หรือสำนักงานสรรพากร พื้นที่สาขา ทุกแห่งทั่วประเทศ ในวันและเวลาราชการ

 

ที่มา : กรมสรรพากร

 

2018-11-16 13:58:18
การขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ของผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

           สำหรับผู้ประกอบการที่ได้ทำการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สามารถขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มได้ โดยจะขอคืนภาษีทางกรมสรรพากรจะคำนวณจากภาษีขายหักกับภาษีซื้อ นั่นก็หมายความว่าผู้ประกอบการที่ขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มได้ต้องขายสินค้าได้น้อยกว่าสินค้าที่ซื้อมาเพื่อประกอบการผลิตสินค้าของบริษัท ซึ่งมีสิทธิ์ขอคืนได้ 2 วิธีด้วยกัน

ขอคืนเงินสด

            สำหรับการขอคืนเงินสดจะสามารถทำได้ก็ต่อเมื่อผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ได้ทำการยื่นแบบแสดงรายการภาษีแล้วมีการคำนวณแล้วว่าภาษีซื้อมากกว่าภาษีขายและมีเครดิตภาษีเหลืออยู่ ผู้ประกอบการสามารถขอคืนภาษีเป็นเงินสดได้ หรือจะเลือกให้โอนเข้าบัญชีธนาคารของบริษัทก็สามารถทำได้เช่นกัน โดยผู้ประกอบการจะต้องทำการลงรายมือชื่อในช่องขอคืนภาษีเป็นเงินสดหรือโอนเข้าบัญชีธนาคารของบริษัท

ขอคืนเครดิต

          สำหรับเครดิตภาษี คือผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีแล้ว แลมีเครดิตภาษีคงเหลืออยู่จากการคำนวณภาษีในเดือนที่ผ่านมา สามารถนำเครดิตภาษีส่วนนี้ยกไปชำระในเดือนถัดไปได้ และถ้าหากยังมีเครดิตภาษีเหลืออยู่อีก ก็สามารถนำไปชำระภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือนถัด ๆ ไปได้เช่นกันจนกว่าเครดิตภาษีที่คงเหลืออยู่จะหมดไป ดังนั้นสำหรับใครที่จะขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเครดิตภาษีเพื่อนำไปชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม (VATXในเดือนถัดไป ไม่ต้องลงรายมือชื่อในช่องการขอคืนภาษี แต่ถ้าไม่ได้นำเครดิตภาษีไปชำระภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือนถัดไป จะไม่สามารถนำเครดิตภาษีที่เหลืออยู่ไปชำระภาษีในเดือนอื่น ๆ ได้ เช่นมีเครดิตภาษีมูลค่าเพิ่มคงเหลืออยู่ในเดือนมกราคม สามารถนำเครดิตภาษีคงเหลือในเดือนมกราคมไปชำระภาษีในเดือนกุมภาพันธ์ได้ แต่ไม่สามารถนำไปชำระภาษีในเดือนมีนาได้ ทั้งนี้หากผู้ประกอบการต้องการขอเครดิตภาษี เพื่อนำไปชำระเดือนมีนาคมก็สามารถขอคืนเป็นเงินสดได้ โดยการยื่นแบบคำร้อง ค.10

 

 

2018-11-16 13:58:23
เอกสารที่ต้องใช้ในการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

      สำหรับผู้ที่เริ่มประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการ ที่อยู่ในข่ายที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม มีสิทธิ์ยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายใน 6 เดือนก่อนวันที่เริ่มประกอบกิจการขายสินค้าและบริการ ทั้งนี้ก็สามารถจดทะเบียนหลังจากประกอบกิจการภายใน 30 วัน และมีรายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี โดยผู้ที่เข้าข่ายต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มต้องยื่นเอกสารดังต่อไปนี้

  • แบบคำขอจดทะเบียน ภ.พ.01 จำนวน 3  ฉบับ
  • หลักฐานที่ตั้งประกอบการ ประกอบด้วย

- สัญญาเช่าอาคารอันเป็นที่ตั้งประกอบการปิดอากรแสตมป์ หรือหนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่เป็นสถานประกอบการ

- สำเนาทะเบียนบ้านที่ตั้งประกอบการ

- สำเนาเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ของผู้ให้เช่าหรือผู้ยินยอม เช่นการเป็นเจ้าบ้าน สัญญาซื้อบ้าน เป็นต้น

  • สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน สถานประกอบการของผู้ให้เช่าหรือผู้ยินยอม หนังสือรับรองนิติบุคคล
  • ภาพถ่ายและแผนที่ตั้งของสถานประกอบการ โดยภาพถ่ายสถานประกอบการจะต้องเห็นบ่านเลขที่ชัดเจน พร้อมกับสำเนาทะเบียนบ้านที่เป็นที่ตั้งของสถานประกอบการ
  • ในกรณีที่มีการมอบอำนาจให้ผู้อื่นจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม จำเป็นต้องมีหนังสือมอบอำนาจปิดอากรแสตมป์ 10 บาท พร้อมกับสำเนาบัตรประชาชนของผู้มอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจ
  • สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาทะเบียนบ้านของ ผู้ประกอบการ ผู้มีอำนาจลงนาม กรรมการผู้มีอำนาจลงนาม ผู้มีอำนาจลงนาม ผู้รับผิดชอบกิจการในประเทศ
  • ในกรณีที่เป็นบริษัทมีการจดทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท จะต้องใช้สำเนารับรองการจดทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท พร้อมกับระบุวัตถุประสงค์

       โดยแบบคำขอที่จะใช้ในการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือแบบ ภ.พ. 01 ผู้ที่สถานประกอบการอยู่ในเขตกรุงเทพมหานครสามารถขอรับแบบจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้ที่สำนักงานสรรพากรในเขตพื้นที่ของตน หรือสำนักงานสรรพากรโดยตรง ส่วนผู้ที่สถานประกอบการอยู่ในพื้นที่ของจังหวัดอื่น สามารถขอรับแบบที่ใช้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้ที่ สำนักงานสรรพากรพื้นที่ในอำเภอของตน

 

 

2018-11-16 13:58:30
การยกเว้นภาษีเงินได้ สำหรับผู้มีเงินได้จ่ายเป็นเบี้ยประกันภัย

            อธิบดีกรมสรรพากร ได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการยกเว้นภาษีเงินได้ให้กับผู้มีเงินได้ที่ได้จ่ายเป็นเบี้ยประกันภัย สำหรับการประกันสุขภาพของตนเอง ทั้งนี้ผู้มีเงินได้สามารถใช้สิทธิ์ยกเว้นภาษีเงินได้นี้ได้ตั้งแต่ปีภาษี 2561 เป็นต้นไป

            อย่างไรก็ตามการจะใช้สิทธิ์ยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับจ่ายเบี้ยประกันชีวิตก็ยังมีหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่ผู้มีเงินได้ต้องดำเนินการด้วยเช่นกัน โดยต้องเป็นการจ่ายเบี้ยประกันชีวิตที่ผู้มีเงินได้จ่ายให้กับบริษัทประกันชีวิตหรือบริษัทประกันวินาศภัยที่ประกอบกิจการในประเทศไทยเท่านั้น ซึ่งการประกันภัยต้องเกี่ยวข้องกับ

          - การประกันภัยคุ้มครองเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลที่เกิดจากการเจ็บป่วยและบาดเจ็บ การชดเชยการทุพพลภาพและการสูญเสียอวัยวะ

          - การประกันอุบัติเหตุที่ให้ความคุ้มครองการรักษาพยาบาล การทุพพลภาพ การสูญเสียอวัยวะ และการแตกหักของกระดูก

          - การประกันภัยโรคร้ายแรง

          - การประกันภัยที่ดูแลระยะยาว

            ดังนั้นผู้มีเงินได้ที่ต้องการใช้สิทธิยกเว้นภาษีต้องแจ้งความประสงค์กับทางบริษัทประกันชีวิตหรือบริษัทประกันวินาศที่ได้เอาประกันไว้ด้วย เนื่องผู้มีเงินได้ที่ต้องการใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ต้องมีใบเสร็จ หรือหนังสือรับรองจากบริษัทประกันชีวิตและบริษัทประกันวินาศภัย โดยต้องมีข้อมูลที่ระบุถึงชื่อ นามสกุล และเลขประจำตัวประชาชนของเรา, ชื่อ ที่อยู่ และเลขผู้เสียภาษีอากรของบริษัท รวมถึงจำนวนเงินที่ผู้เอาประกัน (หรือตัวเรา) ต้องจ่ายให้กับบริษัทประกันภัย และจำนวนเงินที่มีสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ โดยการยกเว้นภาษีเงินได้ที่แก้ไจจากเดิมนี้จะบังคับใช้สำหรับเงินได้พึงประเมินประจำปี 2560 ที่ต้องยื่นรายการภาษีในปี 2561

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : กรมสรรพากร

 

2018-11-16 13:58:36
ภาษีใกล้ตัวที่ควรรู้ : ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax - VAT)

           เชื่อว่าทุกคนคงคุ้นเคยกับภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือที่เรามักจะเห็นในใบเสร็จเวลาเราไปซื้อสินค้าหรือบริการ จะมีคำว่า VAT คิดรวมกับเงินที่เราต้องจ่ายในการซื้อสินค้าและบริการด้วย ซึ่งคุณรู้กันไหมว่าภาษีมูลค่าเพิ่มที่เราต้องจ่ายมาจากอะไร

            ภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ Value Added Tax (VAT) เป็นภาษีทางอ้อมที่รัฐบาลจะเก็บภาษีจากการขายสินค้าและบริการผู้ประกอบการที่ขายสินค้าและบริการให้กับผู้บริโภค คือมูลค่าส่วนที่เพิ่มขึ้นจากขั้นตอนในการผลิตสินค้าหรือบริการ ซึ่งทางผู้ประกอบการจะมีการคิดภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ไปในสินค้าและบริการของตน ไม่ว่าจะเป็นสินค้าที่ผลิตในประเทศหรือสินค้าที่ผลิตจากต่างประเทศ โดยภาษีที่ต้องเสียนั้นได้แก่ ภาษีซื้อและภาษีขาย

ภาษีขาย คือ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้เรียกเก็บจากผู้ซื้อสินค้าและบริการ

ภาษีซื้อ คือ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มจ่ายให้กับผู้ขายสินค้าหรือบริการที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเช่นเดียวกัน เพื่อซื้อสินค้ามาประกอบกิจการของตนเอง รวมถึงสินค้าประเภททุนด้วย

            หากยอดภาษีขายมากกว่าภาษีซื้อ คือ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องชำระ แต่ถ้าหากภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย คือ ภาษีที่ผู้ประการมีสิทธิ์ขอคืนหรือเป็นการขอเครดิตภาษีนั่นเอง ซึ่งในประเทศไทยมีการกำหนดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม 7 % ภาษีมูลค่าเพิ่มที่รัฐบาลเรียกเก็บได้จะแบ่งออกไปใช้ในส่วนต่าง ๆ หนึ่งในนั้นได้มีการแบ่งองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อนำไปพัฒนาชุมชนหรือท้องถิ่น และส่วนที่เหลือจะนำไปไว้ส่วนกลาง  โดยมีการนำภาษีมูลค่าเพิ่มมาใช้เพื่อขจัดปัญหาภาษีซ้ำซ้อนต่าง ๆ อีกทั้งยังเป็นการอำนวยต่อการลงทุนและการส่งออกไปยังต่างประเทศ

2018-02-13 14:18:46
การขอคืนภาษีผ่านระบบพร้อมเพย์ สะดวกและรวดเร็ว

            สำหรับผู้ที่ต้องการขอคืนเงินภาษี แล้วไม่สะดวกกับการคืนภาษีแบบเดิมที่ต้องคืนผ่านทางไปรษณีย์หรือเช็คเงินสดไม่ต้องกังวลว่าจะได้รับคืนภาษีช้าอีกต่อไป เพราะในตอนนี้นอกจากทางกรมสรรพากรจะมีช่องทางให้ผู้มีเงินได้เสียภาษีผ่านทางเว็บไซต์และแอปพลิเคชันแล้ว ยังสามารถขอคืนภาษีผ่านการลงทะเบียนพร้อมเพย์ด้วยเลขบัตรประจำตัวประชาชนของผู้เสียภาษี ซึ่งจะทำให้ผู้แจ้งขอคืนภาษีผ่านทางพร้อมเพย์ได้รับเงินเร็วและสะดวกยิ่งขึ้น

            นางแพตริเซีย มงคลวนิช รองอธิบดีกรมสรรพากร รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี (กลุ่มธุรกิจพลังงาน) ในฐานะโฆษกกรมสรรพากร เปิดเผยว่า “ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 ที่ผ่านมา ได้มีผู้เสียภาษียื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ประจำปีภาษี 2560 เข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยผู้ที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีทางอิเล็กทรอนิกส์ไม่ว่าจะผ่านทางเว็บไซต์กรมสรรพากร www.rd.go.th หรือ ผ่านทาง RD Smart Tax Application ที่ไม่ติดเกณฑ์การตรวจสอบก่อนคืนภาษี และได้ ลงทะเบียนพร้อมเพย์ด้วยเลขบัตรประชาชน 13 หลักไว้ จะเป็นผู้เสียภาษีกลุ่มแรกที่ได้รับเงินคืนภาษีผ่านพร้อมเพย์”

            โฆษกกรมสรรพากร กล่าวเพิ่มเติมว่า “กรมสรรพากรได้เริ่มส่งข้อมูลการคืนภาษีให้ธนาคารแล้ว ซึ่งหากผู้เสียภาษีลงทะเบียนพร้อมเพย์ด้วยเลขบัตรประชาชน 13 หลักไว้ ธนาคารจะนำเงินคืนภาษีเข้าบัญชีในวันทำการ ถัดไป กรมสรรพากรจึงขอรณรงค์ให้ผู้เสียภาษียื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภ.ง.ด. 90 และ ภ.ง.ด. 91 ผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ และลงทะเบียนพร้อมเพย์ด้วยบัตรประชาชน 13 หลัก ซึ่งผู้เสียภาษี จะได้รับเงินคืนภาษีอย่างถูกต้อง สะดวก และรวดเร็ว”

             สำหรับผู้ที่มีข้อสงสัย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ทุกแห่ง หรือศูนย์สารนิเทศสรรพากร (RD Intelligence Center) โทร. 1161

 

 

2018-11-16 13:58:59
กรมสรรพากร แนะนำยื่นแบบ ภ.ง.ด. 90 หรือ ภ.ง.ด. 91 ผ่านทางอินเทอร์เน็ต

           ได้เวลายื่นแบบ ภ.ง.ด.90 และ ภ.ง.ด.91 ประจำปีภาษี 2560 แล้ว โดยผู้มีหน้าที่เสียภาษีไม่ต้องกังวลไปว่าจะไม่มีเวลาไปยื่นแบบแสดงรายการภาษี เพราะในตอนนี้ทางกรมสรรพากรได้ออกมาประชาสัมพันธ์ และแนะนำการยื่นแบบผ่านทางอินเทอร์เน็ต เนื่องจากมีความสะดวก รวดเร็ว ที่เอื้ออำนวยต่อผู้ยื่นแบบแสดงรายการภาษี

            โดยการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 90 และ ภ.ง.ด. 91) ได้ถูกกำหนดให้เริ่มต้นยื่นได้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2561 ดังนั้นผู้ที่มีเงินได้อยู่ในเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดต้องทำการยื่นแบบแสดงรายการหรือใช้สิทธิ์หักลดหย่อนและหักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ให้ถูกต้องตามกฎหมาย สำหรับผู้ที่ไม่สะดวกยื่นแบบแสดงรายการภาษีด้วยตนเองนั้น ทางกรมสรรพากรเปิดช่องทางการยื่นแบบแสดงรายการภาษีผ่านทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งสามารถเข้าไปยื่นแบบได้ที่เว็บไซต์ของกรมสรรพากร www.ra.go.th หรือยื่นผ่านทางแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือ ชื่อว่า Rd smart tax application ที่เป็นการบริการที่ผู้เสียภาษีจะได้รับความสะดวก และความรวดเร็วมากกว่าเมื่อก่อน ทั้งนี้ทางกรมสรรพากรยังขยายระยะเวลาการยื่นแบบแสดงรายการภาษี และชำระภาษีออกไปจนถึงวันที่ 4 เมษายน 2561 นอกจากนี้ผู้ที่ต้องการขอคืนภาษีหรือผู้ที่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้เกิน สามารถขอคืนได้ง่าย ๆ เพียงผู้เสียภาษีทำการสมัครพร้อมเพย์ก่อนทำการยื่นแบบแสดงรายการภาษี จะได้รับคืนภาษีเร็วกว่าการเลือกคืนภาษีผ่านทางเช็คและไปรษณีย์ เพราะต้องใช้เวลาในการจัดส่งที่ยาวนานกว่าการใช้พร้อมเพย์ โดยทางกรมสรรพากรจะคืนภาษีผ่านทางพร้อมเพย์ที่ผูกไว้กับเลขบัตรประจำตัวประชาชนของผู้เสียภาษีเท่านั้น จะไม่ทำการคืนผ่านพร้อมเพย์ที่ผูกไว้กับเบอร์โทรศัพท์

            สำหรับผู้ที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90 หรือ ภ.ง.ด. 91) และการคืนเงินภาษีผ่านระบบพร้อมเพย์สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานสรรพากรทุกพื้นที่ และศูนย์สารนิเทศสรรพากร โทร.1161

 

 

2018-11-16 13:59:06
ประเภทของภาษีอากร

         ในแต่ประเทศจะมีรัฐบาลเป็นผู้ดำเนินการหลักในการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า ซึ่งการที่จะทำให้ประเทศเจริญก้าวหน้าได้นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับคนเพียงคนเดียว  แต่ยังขึ้นอยู่กับประชาชนภายในประเทศด้วย ดังนั้นรัฐบาลจึงจำเป็นที่จะต้องหารายได้ เพื่อนำไปใช้จ่ายในส่วนต่าง ๆ โดยรายได้ส่วนนี้เป็นหนึ่งสิ่งที่สำคัญที่รัฐบาลจะใช้เพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ ควบคุมความเป็นอยู่ของประชาชนให้อยู่ดีกินดี กระจายรายได้อย่างทั่วถึง สนองนโยบายของรัฐให้ประเทศไปในทิศทางที่วางไว้ และอื่น ๆ  ทางภาครัฐจึงต้องจัดเก็บภาษีอากร เพื่อนำมาใช้จ่ายในการพัฒนาประเทศชาติให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก บุคคลธรรมดาและนิติบุคคลที่มีหน้าที่เสียภาษีจึงต้องเสียภาษีให้ครบถ้วนตามประมวลรัษฎากรได้กำหนดไว้ ซึ่งประเภทของภาษีอากรมีดังนี้

          ภาษีอากรทางตรง : เป็นภาษีอากรที่ผู้เสียภาษีไม่สามารถผลักภาระภาษีให้กับบุคคลอื่นได้ อย่างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ผู้ที่มีเงินได้ตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เช่นเดียวกับภาษีเงินได้นิติบุคคล

          ภาษีอากรทางอ้อม : เป็นภาษีอากรที่ผู้เสียภาษีสามารถผลักภาระภาษีให้กับบุคคลอื่นได้ แต่ต้องเป็นผู้ที่กฎหมายภาษีอากรกำหนดเท่านั้น เช่น อากรแสตมป์ ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีศุลกากร เป็นต้น เราจะเห็นได้ว่าประเภทภาษีที่กล่าวไปข้างต้นนั้นเป็นภาษีที่รัฐเรียกเก็บจากผู้ประกอบการและผู้บริโภคอีกที ซึ่งเกิดจากการซื้อขายสินค้าและบริการ อย่างภาษีมูลค่าเพิ่มนั้นผู้ประกอบการหรือผู้ขายจะเป็นผู้ผลักภาระภาษีไปให้ผู้บริโภคหรือผู้ซื้อ โดยการบวกภาษีเข้าไปในราคาสินค้าแต่ละชิ้นด้วย เป็นต้น เช่นเดียวกันกับภาษีสรรพสามิต ที่เก็บสินค้าและบริการบางประเภทที่เห็นสมควรว่าต้องมีภาระภาษีสูงกว่าสินค้าประเภทอื่น ๆ หรือภาษีศุลกากร ที่เรียกเก็บภาษีจากการนำเข้าและส่งออกสินค้า

 

 

2018-11-16 13:59:35
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย คืออะไร?

           หลาย ๆ คนคงยังสงสัยกันภาษีหัก ณ ที่จ่ายคืออะไร โดยภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย หรือการหักภาษี ณ ที่จ่าย เป็นเงินได้ที่ผู้จ่าย ต้องเสียให้กับผู้ประกอบการ หรือผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ที่จดทะเบียนเป็นบริษัท ห้างหุ้นส่วน หรือนิติบุคคล และผู้จ่ายเงินได้ให้แก่ผู้รับที่มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งผู้ประกอบการเหล่านี้ต้องทำการหักไว้ก่อน ผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ให้แก่ผู้ถูกหักภาษีด้วย เพื่อนำไปเป็นหลักฐานกับกรมสรรพากรได้ว่าถูกหักภาษีไปแล้วจำนวนหนึ่งที่จะส่งผลให้ผู้ถูกหักภาษีไม่ต้องเสียภาษี เพราะการหักภาษี ณ ที่จ่าย เป็นการทยอยจ่ายภาษีล่วงหน้า เมื่อถึงเวลาที่ต้องเสียภาษีก็สามารถนำหลักฐานไปยื่นได้ว่าได้มีการเสียภาษีไปแล้วนะ ช่วยให้ผู้เสียภาษีมีภาระจ่ายภาษีน้อยลง ส่วนผู้มีหน้าที่หักภาษี จะต้องนำส่งภาษีที่หักไว้ให้กับทางกรมสรรพากรภายใน 7 วัน นับตั้งแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินให้กับกรมสรรพากรทุกพื้นที่

            ผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายต้องมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร เว้นแต่บุคคลธรรมดาให้ใช้เลขประจำตัวประชาชนแทน โดยต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายทุกครั้งที่มีเงินได้ และต้องทำการออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้กับผู้ที่ถูกหักภาษีด้วย และนำส่งภาษีที่หักไว้ตามวันที่ทางกรมสรรพากรได้กำหนด

2018-02-14 08:37:55
รายการค่าใช้จ่ายที่นำมาหักลดหย่อนภาษีปี 2560

ผ่านมาถึงสิ้นปีแล้ว หลาย ๆ คนคงกำลังหาสถานที่ท่องเที่ยว เพื่อฉลองปีใหม่กันอยู่ใช่ไหม แต่อย่าสนุกจนลืมว่ามกราคม - มีนาคม ปีหน้าต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยมีแบบที่ต้องยื่นแตกต่างกันไปสำหรับ ภ.ง.ด. 90 กรณีมีเงินได้พึงประเมินทุกประเภท, ภ.ง.ด. 91 กรณีเฉพาะเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 1 ม.40(1) ประเภทเดียว ซึ่งเราก็สามารถนำเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายมาหักลดหย่อนภาษีได้นะ มาดูกันว่าอะไรที่สามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้บ้าง

- ลดหย่อนส่วนบุคคล : ลดหย่อนได้ 60,000 บาท 

- ลดหย่อนคู่สมรส : คู่สมรสไม่มีเงินได้ลดหย่อนได้ 60,000 บาท ส่วนคู่สมรสที่มีเงินได้ ให้หักลดหย่อนรวมกันได้ไม่เกิน 120,000 บาท

- ลดหย่อนบุตร : ลดหย่อนได้ 30,000 บาท

- ลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาของผู้มีเงินได้ รวมถึงหักลดหย่อนได้สำหรับบิดามารดาของคู่สมรสที่ไม่มีเงินได้คนละ 30,000 บาท

- ลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูคนพิการหรือคนทุพพลภาพ : ลดหย่อนคนละ 60,000 บาท

- ลดหย่อนค่าเบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดาผู้มีเงินได้และคู่สมรส : ลดหย่อนได้ไม่เกิน 15,000 บาท

- ลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิต : ลดหย่อนได้ไม่เกิน 100,000 บาท

- ลดหย่อนเงินสะสมที่จ่ายเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ : หักลดหย่อนได้ไม่เกิน 10,000 บาท

- ลดหย่อนเงินสะสมที่จ่ายเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการหรือกองทุนสงเคราะห์ครู : ลดหย่อนได้ไม่เกิน 500,000 บาท

- ลดหย่อนเงินสมทบกองทุนประกันสังคม : ลดหย่อนได้ไม่เกิน 9,000 บาท

- ลดหย่อนค่าดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อที่อยู่อาศัย : ลดหย่อนได้ไม่เกิน 100,000 บาท

- ลดหย่อนค่าลงทุนใน RMF หรือค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อเลี้ยงชีพ : ลดหย่อนได้ในอัตราไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินได้พึงประเมิน

- ลดหย่อนค่าลงทุนใน LTF หรือค่าซื้อหน่วยลงในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว : ลดหย่อนได้สูงสุดร้อยละ 15 ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 500,000 บาท

- ลดหย่อนบ้านหลังแรก ลดหย่อนได้ร้อยละ 20 ของราคาบ้านที่ไม่เกิน 3 ล้านบาท

- ลดหย่อนค่าซ่อมแซมบ้านที่เสียหายจากน้ำท่วม : ลดหย่อนได้ไม่เกิน 100,000 บาท

- ลดหย่อนค่าซ่อมแซมรถที่เสียหายจากน้ำท่วม : ลดหย่อนได้ไม่เกิน 30,000 บาท

- ลดหย่อนค่าบริจาค : บริจาคน้ำท่วม หัก 1.5 เท่า, บริจาคทั่วไป หักตามจำนวนจริงที่ได้บริจาค, บริจาคเพื่อการศึกษาและกีฬา สามารถหักได้ 2 เท่า

- ช้อปช่วยชาติ : ลดหย่อนได้ไม่เกิน 15,000 ในระยะเวลาที่กำหนด

ทั้งนี้รายจ่ายที่กล่าวไปข้างต้น สำหรับนำมาลดหย่อนภาษีนั้น สามารถสอบถามรายเอียดอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่กรมสรรพากร หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.rd.go.th

2018-02-14 08:37:26
สรรพากร ชวนเริ่มธุรกิจ กับการจด VAT Online ช่วยให้ธุรกิจได้รับความสะดวกมากยิ่งขึ้น

           กรมสรรพากร ออกเชิญชวนผู้ที่เริ่มต้นธุรกิจ จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT : Value Added Tax) ผ่านทางช่องทางออนไลน์ ของเว็บไซต์กรมสรรพากร  โดยผู้เริ่มธุรกิจจะได้รับความสะดวกในการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม รวมถึงกฎ ระเบียบ และสิทธิประโยชน์จากการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มนี้ ซึ่งการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มผ่านทางออนไลน์จะทำให้ผู้เริ่มธุรกิจสามารถประหยัดเวลา และประหยัดค่าใช้ได้อีกด้วย

            ผู้ที่เป็นเจ้าของธุรกิจ หรือผู้ที่สนใจอยากจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ไม่มีเวลาสามารถเข้าไปยื่นคำขอจดทะเบียนได้ทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง ทาง http://www.rd.go.th โดยแบบที่ใช้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มนั้นมี 2 แบบด้วยกัน คือ แบบ ก.พ.01 คำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม กับแบบ ก.พ.01.1  สำหรับผู้ที่มีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์หรือได้รับการยกเว้น ซึ่งต้องทำการยื่นคำขอภายในระยะเวลาที่ทางกรมสรรพากรกำหนด ไม่ต้องทำการแนบเอกสารใด ๆ หลังจากยื่นคำขอเสร็จเรียบร้อยแล้วสามารถรอรับผลการพิจารณาการอนุมัติเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มจากกรมสรรพากรได้ทาง Email ภายในระยะเวลา 15 วัน

            สำหรับผู้ที่สามารถจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้นั้น ได้แก่

  • ผู้ประกอบการที่มีแผนการดำเนินงานที่สามารถตรวจสอบได้ว่าจะทำการขายสินค้าและบริการ อยู่ในเกณฑ์ที่บังคับให้ทำการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม
  • ผู้ประกอบการที่การขายสินค้าและบริการ โดยมีรายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี
  • ผู้ประกอบการที่ได้รับการยกเว้น หรือมีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ ซึ่งมีความประสงค์จะขอจดทะเบียนเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม

รายละเอียดเพิ่มเติม : www.rd.go.th

 

2018-11-16 13:59:48
ดึงภาคเอกชนหนุนโครงการพลังประชารัฐ ให้นำรายจ่ายมาหักลดหย่อนภาษีได้

            เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม ที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติมาตรการภาษี เพื่อสนับสนุนการดำเนินโครงการประชารัฐ โดยกำหนดให้เป็นมาตรการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่บริษัท และห้างหุ้นส่วน สำหรับรายจ่ายในการดำเนินโครงการสานพลังประชารัฐตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งมาตรการดังกล่าวมีขึ้นเพื่อจูงใจให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน สร้างรายได้ เพิ่มการจ้างงาน ลดความเหลื่อมล้ำ และเพิ่มขีดความสามารถให้กับประชาชนและสังคมให้ดียิ่งขึ้น อันจะส่งผลให้ประเทศไทยพัฒนาก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

            โดยสาระสำคัญของการร่างพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าว มีดังต่อไปนี้ กำหนดให้บริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีรายจ่าย เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการสนับสนุนโครงการสานพลังประชารัฐ หรือดำเนินการภายใต้โครงการสานพลังประชารัฐ สามารถนำมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 5% ของกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่าย เพื่อการกุศลสาธารณะ ซึ่งรายจ่ายดังกล่าวนั้นต้องได้รับการรับรอง พร้อมกับจัดทำบัญชีแยกจากบัญชีรายจ่ายปกติ เพื่อให้ทางกรมสรรพากรสามารถตรวจสอบได้

            โดยเป็นรายจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มภายในหรือหลัง วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2560 ไปจนถึง 31 ธันวาคม พ.ศ. 2561

หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ได้ทุกพื้นที่ หรือศูนย์สารนิเทศสรรพากร โทร. 1161

 

อ้างอิง : กรมสรรพากร

 

2018-11-16 13:59:53
สรรพากรเพิ่มแรงจูงใจให้อยากมีลูกหลายคน เพิ่มค่าลดหย่อนเป็น  6 หมื่นบาท

           นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า กรมสรรพากรอยู่ระหว่างการแก้ไขกฎหมาย เพื่อเพิ่มค่าลดหย่อนให้สำหรับผู้ที่มีบุตร โดยเป็นการสนับสนุนให้คนไทยมีบุตรเพิ่มขึ้น จากที่ในปัจจุบันนั้นสังคมไทยนิยมมีลูกกันน้อยลง ส่งผลให้ประชากรในวัยเด็กนั้นลดลงตามไปด้วย ถ้าหากปล่อยไว้จะทำให้ ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมคนชรา จนอาจทำให้เป็นปัญหาทางสังคมในอนาคตได้

            ทั้งนี้การแก้ไขประมวลรัษฎากร เรื่องค่าลดหย่อนบุตร คาดว่าน่าจะเริ่มใช้ในปีภาษี 2561 เป็นต้นไป ซึ่งจะมีผลต่อการยื่นแบบแสดงรายการภาษีในเดือนมกราคม - มีนาคม 2562 โดยในขณะนี้ตัวร่างกฎหมายที่ได้ทำการแก้ไขกำลังอยู่ในขั้นตอนพิจารณาจากสำนักเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) การแก้ไขกฎหมายดังกล่าว เป็นเพียงการเพิ่มแรงจูงใจให้คู่สามีและภรรยามีบุตร กล่าวคือสำหรับบุตรคนแรกลดหย่อนได้ 3 หมื่นบาท/ปี แต่สำหรับบุตรคนที่ 2 เป็นต้นไปสามารถลดหย่อนได้สูงสุดถึงคนละ 6 หมื่นบาทต่อปี จากเดิมที่หักลดหย่อนได้คนละ 3 หมื่นบาทต่อปี ไม่เกิน 3 คน และเมื่อตั้งครรภ์แล้วฝากทองกับโรงพยาบาล ทางกรมจะให้ลดหย่อนในการฝากครรภ์อีก 6 หมื่นบาท/ปี

            การใช้มาตรการภาษีดังกล่าว เพื่อจูงใจให้คนอยากมีลูกเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเพิ่มจำนวนประชากรในประเทศ อย่างไรตามก็ต้องมีมาตรการอื่น ๆ รองรับอีกเช่นกัน ส่วนเรื่องวภาษีที่ลดลงจากมาตรการภาษีดังกล่าวนั้น ยังไม่สามารถคำนวณได้ว่าจะลดมากน้อยเพียงใด ซึ่งต้องอยู่กับมาตรการนั้นจะได้ผลมากน้อยเพียงใด นายประสงค์กล่าว

 

อ้างอิง : matichon, prachachat

 

 

2018-11-16 14:01:51
เตรียมพร้อม เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กับการปรับโครงสร้างภาษีใหม่

            ใกล้เข้ามาแล้วกับการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ที่ต้องทำการแสดงรายการภาษีว่ามีรายได้ และต้องเสียภาษีเท่าไหร่ โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 31 มีนาคม ของทุกปี ซึ่งอย่าลืมว่าในปีนี้คณะรัฐมนตรีได้มีมติปรับปรุงโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ที่จะใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินในปีภาษี 2560 เป็นต้นไป มาดูกันสักนิดจะได้เสียภาษีได้ถูกต้อง มีรายละเอียดดังต่อไปนี้

ปรับปรุงการหักค่าใช้จ่ายของเงินเดือน ค่าจ้าง ค่านายหน้า ฯลฯ

            เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากร จากเดิมให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ร้อยละ 40 ของเงินได้แต่ไม่เกิน 60,000 บาท เป็นร้อยละ 50 ของเงินได้แต่ไม่เกิน 100,000 บาท

ปรับปรุงการหักค่าใช้จ่ายของเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(3) แห่งประมวลรัษฎากร

            จากเดิมให้หักได้เฉพาะค่าแห่งลิขสิทธิ์ โดยให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ร้อยละ 40 ของค่าแห่งลิขสิทธิ์ แต่ไม่เกิน 60,000 บาท ขยายเพิ่มให้ค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์ หรือสิทธิ์อย่างอื่น สามารถหักค่าใช้จ่าย เป็นการเหมาได้ร้อยละ 50 ของเงินได้ดังกล่าวแต่ไม่เกิน 100,000 บาท หรือหักค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควรได้

ปรับปรุงการหักค่าลดหย่อน

- ค่าลดหย่อนสำหรับผู้มีเงินได้ จากเดิม 30,000 บาท เป็น 60,000 บาท

- ค่าลดหย่อนสำหรับคู่สมรส จากเดิม 30,000 บาท เป็น 60,000 บาท

- ค่าลดหย่อนบุตรจากเดิม 15,000 บาท จำนวนบุตรไม่เกิน 3 คน เป็นคนละ 30,000 บาท โดยไม่จำกัดจำนวนบุตร และได้ทำการยกเลิกค่าลดหย่อนการศึกษาบุตร

- ถ้าหากคู่สมรส ต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ สามารถหักลดหย่อนได้ไม่เกิน 120,000 บาท

- กองมรดกสามารถลดหย่อนได้ 60,000 บาท

- ห้างหุ้นส่วนสามารถ หรือกลุ่มบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคล สามารถลดหย่อนได้ 60,000 บาท แต่ไม่เกิน 120,000 บาท

ปรับปรุงขั้นเงินได้ และบัญชีอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

            มีการปรับขั้นเงินได้สุทธิ 2,000,001 – 5,000,000 บาท อัตราภาษีร้อยละ 30 และ 5,000,001 ขึ้นไป อัตราภาษีร้อยละ 35 เท่านั้น ส่วนเงินได้สุทธิต่ำกว่า 2,000,000 บาท ยังคงมีอัตราภาษีเท่าเดิม ดังนี้

- 1 – 300,000 บาท                            อัตราภาษีร้อยละ 5

- 300,001 – 500,000 บาท                  อัตราภาษีร้อยละ 10

- 500,001 – 750,000 บาท                  อัตราภาษีร้อยละ 15

- 750,001 – 1,000,000 บาท               อัตราภาษีร้อยละ 20

- 1,000,001 – 2,000,000 บาท            อัตราภาษีร้อยละ 25

หมายเหตุ : การยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับเงินได้สุทธิ 150,000 บาท ยังคงใช้ต่อไปตามประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ฉบับที่ 470 พ.ศ. 2551

ปรับปรุงเงินได้พึ่งประเมินขั้นต่ำ

- เงินได้จากการจ้างแรงงาน เช่นเงินเดือน หรือค่าจ้าง เพียงอย่างเดียว

        ในกรณีผู้มีเงินได้เป็นโสด ต้องยื่นแบบฯ เมื่อมีเงินได้เกิน 100,000 บาท และในกรณีมีคู่สมรส ต้องยื่นแบบฯ เมื่อมีเงินได้รวมกันเกิน 200,000 บาท

- เงินได้จากการจ้างแรงงาน เช่นเงินเดือน หรือค่าจ้าง และมีรายได้ประเภทอื่นด้วย

         ในกรณีที่โสดต้องยื่นแบบฯ เมื่อมีเงินได้เกิน 60,000 บาท และในกรณีมีคู่สมรส ต้องยื่นแบบฯ เมื่อมีเงินได้รวมกันเกิน 120,000 บาท

- กองมรดกของผู้ตาย ที่ยังไม่ได้ทำการแบ่ง ต้องยื่นแบบฯ เมื่อมีเงินได้ 60,000 บาท

- กรณีห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือกลุ่มบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคล ต้องยื่นแบบเมื่อมีเงินได้เกิน 60,000 บาท

          หากมีข้อสงสัย สามารถสอบถามได้ที่กรมสรรพกรทุกพื้นที่ หรือศูนย์บริการข้อมูลสรรพากร RD Call center โทร. 1161

2018-02-14 08:31:47
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คืออะไร? ใครมีหน้าที่ต้องเสียภาษีบ้าง?

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เป็นภาษีที่ทำการจัดเก็บจากบุคคลทั่วไปที่มีเงินได้ หรือรายได้จากการประกอบอาชีพ และอื่น ๆ ตามที่ประมวลรัษฎากรได้กำหนดไว้ ถ้าหากไม่มีกฎหมายยกเว้นบุคคลนั้นก็อยู่ในข่ายที่ต้องเสียภาษี หรือจากหน่วยภาษีที่มีลักษณะพิเศษ ตามกฎหมายกำหนด โดยผู้มีเงินได้มีหน้าที่ต้องนำรายได้ที่ได้รับในปีใด ๆ ไปแสดงรายการด้วยตนเองตามแบบรายการภาษีที่กำหนด ซึ่งปกติแล้วจะจัดเก็บภาษีเป็นรายปี ต้องนำรายการไปยื่นภายในเดือนมกราคม ถึง มีนาคม ของปีถัดไป ทั้งนี้ผู้ที่มีเงินได้ในบางกรณีกฎหมายยังกำหนดให้มายื่นแบบฯ เสียภาษีตอนครึ่งปีสำหรับรายได้ที่เกิดขึ้นจริงอีกด้วย เนื่องจากการชำระในช่วงครึ่งปีแรกนั้น เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษีที่ต้องชำระและเงินได้บางกรณี นอกจากนี้กฎหมายยังกำหนดให้ผู้จ่ายทำหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย จากเงินได้ที่จ่าย เพื่อให้สามารถทยอยชำระภาษีด้วย

บุคคลที่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามกฎหมายประมวลรัษฎากร มีดังต่อไปนี้

- บุคคลธรรมดา เป็นบุคคลที่มีชีวิต และมีเงินได้ถึงเกณฑ์ที่ประมวลรัษฎากรกำหนด ซึ่งไม่ได้กำหนดเรื่องของอายุ สัญชาติ และอื่น ๆ ผู้ถึงแก่ความตายระหว่างปีภาษี เป็นผู้ที่มีเงินได้ถึงเกณฑ์ที่ประมวลรัษฎากรกำหนด ก่อนที่บุคคลนั้นถึงแก่ความตาย โดยผู้ที่ทำการยื่นแบบรายการเสียภาษีแทนนั้นต้องเป็น ทายาท หรือผู้จัดการกองมรดก หรือผู้ครอบครองมรดกของผู้ถึงแก่ความตาย

- กองมรดกที่ยังไม่ได้ทำการแบ่ง หากกองมรดกยังไม่ได้ทำการแบ่ง ไม่ว่าเหตุผลใดก็ตาม ถ้ากองมรดกนั้นมีเงินได้พึ่งประเมินถึงเกณฑ์ที่ประมวลรัษฎากรกำหนด ต้องทำการยื่นแบบแสดงรายการภาษีด้วย โดยผู้มีหน้ายื่นแบบแสดงรายการภาษีแทนผู้ถึงแก่ความตายนั้น คือ ทายาท หรือผู้จัดการมรดก หรือผู้ครอบครองมรดกของผู้ถึงแก่ความตาย

- ห้างหุ้นส่วนสามัญที่ไม่ช่นิติบุคคล เป็นบุคคลธรรมดาตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปตกลงร่วมลงทุนกัน ไม่ว่าจะเป็นเงินหรือแรงงาน และทรัพย์สิน ที่แบ่งผลกำไรที่ได้จากกิจการที่ทำนั้น

- คณะบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคล คือบุคคลธรรมดาตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ตกลงรวมลงทุนกันไม่ว่าจะเป็นเงิน แรงงาน หรือทรัพย์สิน ไม่จำเป็นต้องมีวัตถุประสงค์แบ่งปันผลกำไรที่พึงได้จากการทำกิจการที่ทำนั้น

 

2018-11-16 14:02:50
ใกล้สิ้นสุดแล้วกับการขยายเวลามาตรการภาษี เพื่อการลงทุนในประเทศอีก 1 ปี

           หลังจากเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2560 ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีได้มีมติ เห็นชอบขยายเวลามาตรการภาษี เพื่อส่งเสริมการลงทุนในประเทศตามที่กระทรวงการคลังเสนอออกไปอีก 1 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2560 นั้น ซึ่งเป็นมาตรการภาษีของเดิมที่สิ้นสุดไปแล้วในปี 2559 โดยมาตรการภาษีนี้เป็นการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรายจ่ายที่จ่ายไปเพื่อการลงทุนในทรัพย์สิน สามารถนำไปหักรายจ่ายได้ 1.5 เท่า ให้แก่บริษัทที่มีการจ่ายเงินลงทุนในทรัพย์สินประเภทต่าง ๆ ซึ่งโปรแกรมคอมพิวเตอร์ก็จัดรวมอยู่ในการลงทุนทรัพย์ที่บริษัทสามารถนำไปหักรายจ่ายได้ โดยมีเงื่อนดังนี้ โปรแกรมคอมพิวเตอร์จะต้องเป็น 

  • ทรัพย์สินใหม่ที่มีการจ่ายเงินลงทุนในปี 2560 และพร้อมใช้งานภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2560 เว้นแต่เครื่องจักรและอาคารถาวรจะพร้อมใช้งานหลังวันที่ 31 ธันวาคม 2560 ก็ได้ 
  • กรณีที่เป็นทรัพย์สินที่ได้ใช้สิทธิหักรายจ่าย 2 เท่าตามมาตรการภาษีของเดิมที่สิ้นสุดไปแล้ว แต่ยังจ่ายเงินลงทุนไม่ครบถ้วนและมาจ่ายต่อในปี 2560 ก็ได้รับสิทธิหักรายจ่าย 1.5 เท่าตามมาตรการภาษีนี้ได้

            อย่างไรก็ตามมาตรการนี้จะสิ้นสุดในวันที่ 31 ธันวาคมนี้ สำหรับบริษัทที่สนใจซื้อโปรแกรมคอมพิวเตอร์ หรือต้องการลงทุนต่าง ๆ ต้องรีบดำเนินการจัดการภายในวันที่ 31 ธันวาคม เพื่อรับประโยชน์จากการลงทุนในครั้งนี้ ซึ่งนำไปหักรายจ่ายได้ โดยจะต้องมีการจัดทำโครงการลงทุน และแผนการจ่ายเงินให้กรมสรรพากรทราบด้วย

สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.rd.go.th/publish/fileadmin/user_upload/news/news10_2560.pdf

            สำหรับผู้ที่มีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ทุกพื้นที่ และ ศูนย์สารนิเทศสรรพากร โทร.1161

            และหากคุณไม่เข้าใจเรื่องการจัดทำบัญชีและการยื่นภาษี ARAC เราคือมืออาชีพพร้อมเป็นที่ปรึกษาให้แก่ธุรกิจของคุณ เรามีบริการรับทำบัญชี ที่ปรึกษาด้านภาษีอากร บริการด้วยทีมงานมืออาชีพ 

 

2018-11-16 14:03:15
เตือน!! การซื้อ - ขายใบกำกับภาษีเป็นเท็จเมื่อนำมาใช้ลดหย่อนภาษีมีสิทธิติดคุก

       ตามที่มีการเผยแพร่ ข้อความผ่านทาง Social Media ว่า ต้องการซื้อใบกำกับภาษีจากผู้ที่ซื้อสินค้า ที่ไม่ได้นำไปใช้ลดหย่อนภาษีให้เอามาขายได้โดยจะมีค่าตอบแทนให้จำนวนหนึ่งนั้น

       กรมสรรพากร ขอแจ้งให้ทราบว่า การประกาศซื้อ-ขายใบกำกับภาษีดังกล่าวข้างต้นบน Social Media เป็นเรื่องที่มีความผิดทางกฎหมาย โดยผู้นำใบกำกับภาษีดังกล่าวไปใช้จะได้รับโทษทางอาญาตามมาตรา 90/4(7) แห่งประมวลรัษฎากร มีโทษจำคุกตั้งแต่ 3 เดือนจนถึง 7 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000 บาท ถึง 200,000 บาท พร้อมรับโทษทางแพ่ง ซึ่งต้องรับผิดเบี้ยปรับสองเท่าของเงินภาษี ตามมาตรา 89(7) และเสียเงินเพิ่ม ตามมาตรา 89/1 อีกด้วย จึงขอเตือนให้ยุติการกระทำดังกล่าว

       ในขณะนี้กรมสรรพากรจะดำเนินการติดตามตรวจสอบ เพื่อหาผู้กระทำความผิด โดยเข้มงวดต่อไป ดังนั้น อย่าทำการซื้อ-ขายใบกำกับภาษี เพื่อหวังนำไปลดหย่อนภาษีเลย ได้รับโทษมาแล้วมันไม่คุ้มแล้วจะหาว่าไม่เตือน ออกไปช็อปช่วยชาติด้วยตัวเองกันดีกว่าไม่ผิดกฎหมาย ไม่ต้องรับโทษ

       ทั้งนี้ หากผู้เสียภาษีมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ทุกพื้นที่ หรือศูนย์สารนิเทศสรรพากร (RD Intelligence Center) โทร. 1161

 

2018-11-16 14:04:46
บริจาคเงินช่วยน้ำท่วม รับสิทธิลดหย่อนภาษี 1.5 เท่า ได้ถึง 31 ธันวาคม 60

           ภัยน้ำท่วม ถือเป็นหนึ่งในภัยพิบัติที่เราไม่สามารถกำหนดได้ว่ามันจะเกิดขึ้นเมื่อไร ซึ่งในแต่ละปีจะมีผู้ประสบภัยน้ำท่วมเป็นจำนวนมากในหลายพื้นที่ของประเทศ โดยเฉพาะจังหวัดในภาคใต้ และภาคกลางตอนบนที่เป็นพื้นที่รับน้ำในทุก ๆ ปี ได้รับความเดือดร้อนและข้าวของเสียหาย และถึงแม้ว่าบางพื้นที่สถานการณ์น้ำท่วมจะคลี่คลายแล้วก็ตาม แต่ก็ยังต้องการความช่วยเหลือในการฟื้นฟูที่อยู่อาศัยให้กลับมาใช้งานได้ดังเดิม แม้ว่าระยะเวลาที่ผ่านมาทางรัฐบาลและภาคเอกชนได้มีส่วนเข้าไปช่วยเหลือทั้งนำสิ่งของที่จำเป็นให้แก่ผู้ประสบภัย

            โดยผู้ที่มีสิทธิ์ในการลดหย่อนทางภาษีได้นั้น ในกรณีเป็นบุคคลธรรมดาที่บริจาคเงิน จะสามารถหักลดหย่อนภาษีได้ 1.5 เท่า แต่ถ้ารวมกับการบริจาคอื่น ๆ ต้องไม่เกิน 10% ของเงินได้สุทธิ และในกรณีของนิติบุคคลที่ได้บริจาคเงินหรือทรัพย์สิน จะสามารถหักรายจ่ายได้ 1.5 เท่า แต่ถ้ารวมกันแล้วต้องไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ ซึ่งผู้ที่จะได้รับสิทธิ์ลดหย่อนภาษี 1.5  เท่าได้นั้นต้องมีหลักฐานมายืนยันว่าได้บริจาคช่วยเหลือผู้ประสบภัยจริง ๆ  ได้แก่ หลักฐานการรับเงิน หรือทรัพย์สิน และหลักฐานการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร โดยต้องเป็นโครงการการบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย

            ซึ่งสามารถนำมาใช้ลดหย่อนภาษีได้ในปีภาษี 2560 ที่จะต้องทำการยื่นแบบแสดงรายการภายในเดือนมกราคม – เดือนมีนาคม 2561 ทั้งนี้ผู้ที่มีข้อสงสัยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของกรมสรรพากร (www.rd.go.th) หรือที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ทุกพื้นที่ และศูนย์สารนิเทศสรรพากร (RD Intelligence Center) โทร. 1161

 

 

2018-11-16 14:05:01
กรมสรรพากรย้ำขอให้ผู้ใช้สิทธิลดหย่อนภาษี จากมาตรการชอปช่วยชาติ ขอหลักฐานใบกำกับภาษี แบบเต็มรูปจากผู้ประกอบการทุกครั้ง

            นางแพตริเซีย มงคลวนิช รองอธิบดีกรมสรรพากร รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้าน ยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี (กลุ่มธุรกิจพลังงาน) ในฐานะโฆษกกรมสรรพากร เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลได้ออก มาตรการภาษี เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ (ชอปช่วยชาติ) ให้ประชาชนมีการใช้จ่ายซื้อสินค้าและบริการในประเทศ เพิ่มขึ้นในช่วงปลายปี 2560 ระหว่างวันที่ 11 พฤศจิกายน – 3 ธันวาคม 2560 นั้น กรมสรรพากรได้กำหนด หลักเกณฑ์ในการใช้สิทธิสำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปี 2560 (ชอปช่วยชาติ) โดยย้ำว่า สิ่งสำคัญที่ผู้เสียภาษีต้องนำมาใช้เป็นหลักฐานลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คือ ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ที่เกิดขึ้นจากการซื้อสินค้าหรือใช้บริการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 15,000 บาท โดยที่ผู้เสียภาษีต้องเรียกขอจากผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับค่าใช้จ่ายที่ได้สิทธิลดหย่อนภาษี เช่น ค่าซื้อสินค้าจากร้านสะดวกซื้อ หรือจากห้างสรรพสินค้า ค่าอาหารและเครื่องดื่มในร้านอาหาร หรือในโรงแรม บริการนวดหน้า ค่าบริการสปา ค่าซื้ออุปกรณ์ตกแต่งรถ อะไหล่รถ ค่าซ่อมรถที่มีการซ่อมแล้วเสร็จ และชำระค่าบริการ ในช่วงวันที่ 11 พฤศจิกายน – 3 ธันวาคม 2560

            ส่วนค่าใช้จ่ายที่นำมาลดหย่อนไม่ได้ เช่น ค่าซื้อสุรา เบียร์ ไวน์ บุหรี่ น้ำมัน และก๊าซสำหรับเติม ยานพาหนะ รถยนต์ รถจักรยานยนต์ และเรือ ค่าแพคเกจทัวร์ท่องเที่ยว ค่าที่พักในโรงแรม ค่ารักษาพยาบาล ค่าซื้อทองค้าแท่ง และค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์ของเดือนก่อนที่มาชำระในช่วงนี้ ค่าซื้อแพคเกจทัวร์ ไปต่างประเทศ และค่าใช้จ่ายที่ไม่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม เช่น ค่าซื้อประกันชีวิต ประกันภัยรถยนต์ ค่าซื้อหนังสือ นิตยสาร ตำราเรียน

            ในกรณีที่ผู้ซื้อสินค้าหรือชำระค่าบริการหลายครั้งระหว่างวันที่ 11 พฤศจิกายน – 3 ธันวาคม 2560 สามารถนำมูลค่าในใบกำกับภาษีเหล่านั้นมารวมกันได้ แต่ใช้สิทธิได้ไม่เกิน 15,000 บาท และหากใบกำกับภาษีมีทั้งสินค้าและบริการที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มและไม่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มในใบเดียวกัน สามารถนำมาหักลดหย่อนได้ เฉพาะค่าสินค้าและค่าบริการที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม

            ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าว จะเป็นการกระตุ้นให้เกิดการบริโภคภายในประเทศในช่วงปลายปี 2560 ซึ่งจะทำให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น อันจะส่งผลดีต่อการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจโดยรวม และเป็นการช่วยบรรเทาภาระภาษีของประชาชน อีกทั้งเป็นการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเข้าเป็นผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งจะขยายฐานภาษีและส่งผลดีต่อการจัดเก็บรายได้ภาษีของรัฐในระยะยาว สำหรับผู้ที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับมาตรการภาษี เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปี 2560 สอบถาม เพิ่มเติมได้ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ทุกพื้นที่ หรือศูนย์สารนิเทศสรรพากร (RD Intelligence Center) โทร. 1161

 

2018-11-16 14:05:10
ครม. เผยชอปช่วยชาติ 2560 วงเงินไม่เกิน 15,000 บาท นำไปหักลดหย่อนภาษีได้ เริ่ม 11 พ.ย. นี้

มาตรการลดภาษีชอปช่วยชาติในครั้งนี้เป็นมาตรการภาษี เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงปลายปี 2560 และเพื่อเป็นการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งจะยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับเงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นค่าซื้อสินค้า หรือค่าบริการให้แก่ผู้ประกอบการที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งต้องมีมูลค่าไม่เกิน 15,000 บาท ในระหว่างวันที่ 11 พ.ย. – 3 ธ.ค. 2560  โดยมีเงื่อนไขในการใช้สิทธิมาตรการลดหย่อนภาษีชอปช่วยชาติ ดังต่อไปนี้

- สินค้าและบริการที่ซื้อต้องอยู่ในช่วงวันที่ 11 พ.ย. – 3 ธ.ค. 2560 เท่านั้น

- ต้องเป็นสินค้าหรือบริการที่ผู้ประกอบการและร้านค้าได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว

- สินค้าและบริการที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%

- ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปแบบ (ใบกำกับภาษีอย่างย่อหรือใบเสร็จนำมาใช้ไม่ได้)

- เป็นสินค้าและบริการ เพื่อใช้ภายในประเทศเท่านั้น

ทั้งนี้ทางรัฐบาลก็ได้มีข้อเว้นสำหรับสินค้าบางประเภทไว้ด้วย ซึ่งหลาย ๆ คนอาจเข้าใจผิดว่า สินค้าและบริการทุกประเภทสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ ดังนั้นเพื่อให้หลาย ๆ คนชอปได้แบบสบายใจและไม่เสียเงินโดยเปล่าประโยชน์ เราจึงยกตัวอย่างสินค้าที่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ให้ทราบกัน ดังนี้ สินค้าที่ซื้อจากร้านสะดวกซื้อและห้างสรรพสินค้า, ค่าอาหาร หรือเครื่องดื่มในโรงแรมที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ยกเว้นสุราและยาสูบ), ค่าเสริมความงามหรือค่าศัลยกรรม, อุปกรณ์ หรืออะไหล่ตกแต่งรถยนต์, สปาหรือนวดแผนไทย, ตั๋วหนัง, ค่าซ่อมรถ, ค่าตั๋วเครื่องบินภายในประเทศ (ไม่รวมแพ็กเกจทัวร์)  เป็นต้น อย่าลืมว่าการซื้อสินค้าและบริการมีเงื่อนไขที่จำกัด ก่อนซื้อผู้บริโภคควรหาข้อมูลหรือสอบถามจากพนักงานก่อนทำการซื้อ เพื่อให้แน่ใจว่าสินค้าและบริการที่ได้ทำการซื้อมานั้นจะสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้

อย่างไรก็ตามกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ถึงแม้มาตรการดังกล่าวจะทำให้มีภาษีสูญเสียไปประมาณ 2 พันล้านบาท แต่ก็จะทำให้สามารถเพิ่มยอดสินค้าหรือการให้บริการแก่ผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มได้ ซึ่งจะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม และคาดว่าเศรษฐกิจในปีนี้จะขยายตัวเพิ่มขึ้นราว ๆ 0.05%

อ้างอิง : Thairath, Prachachat, Posttoday

 

 

2018-11-16 14:05:25
รายงานอันดับความง่ายในการชำระภาษีของประเทศไทย (paying Taxes)

กรมสรรพากร ได้กล่าวถึงอันดับความง่ายในการชำระภาษีของไทย ซึ่งดีขึ้นมากจากปีก่อน โดย ธนาคารโลกได้เผยแพร่รายงาน “Doing Business 2018: Reforming to Create Jobs” หรือรายงานความยากง่ายในการทำธุรกิจประจำปี พ.ศ. 2561 ประเทศไทย อยู่อันดับที่ 26 จาก 190 ประเทศของโลกดีขึ้นจากลำดับที่ 46 ในปี พ.ศ. 2560 โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านความสะดวกในการชำระภาษี (Paying taxes) ของประเทศไทยดีขึ้นจากปี พ.ศ. 2560 จากลำดับที่ 109 มาอยู่ที่ลำดับที่ 67 ของโลกในปี พ.ศ. 2561 และอยู่ลำดับที่ 2 ของอาเซียน

นายประสงค์พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร จึงได้เปิดเผยว่า “เนื่องจากปีที่ผ่านมารัฐบาลได้มี นโยบายสนับสนุนส่งเสริมการประกอบธุรกิจในประเทศในหลายด้าน ทั้งภาษี และความสะดวกในการชำระเงิน ประกอบกับกรมสรรพากรได้พัฒนาเครื่องมือ โดยนำเทคโนโลยีหลายๆ ด้านมาสนับสนุน และอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เสียภาษีตามนโยบาย Thailand 4.0 เช่น ระบบการตรวจสอบตามเกณฑ์ความเสี่ยง (Risk Based Audit Approach : RBA) รวมถึงกรมสรรพากรได้จัดทำคู่มือภาษี สำหรับผู้ประกอบการเป็นรายอุตสาหกรรม เช่น ร้านยา ร้านทอง รวมถึงการจัดอบรมสัมมนาภาษีตลอดทั้งปี เพื่อผู้เสียภาษีจะได้ปฏิบัติตามนโยบายภาษีได้อย่างถูกต้อง มั่นใจ และลดต้นทุนด้านการชำระภาษีให้แก่ ผู้ประกอบการไทยให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลกได้” กรมสรรพากรคาดหมายว่าในอนาคตหากประเทศไทยสามารถนำระบบ E-tax Invoice, E-Withholding tax มาอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เสียภาษีในประเทศไทยได้อย่างสมบูรณ์ต้นทุนการประกอบธุรกิจ ในประเทศไทยจะลดลง และก็จะช่วยยกลำดับความสามารถในการแข่งขันด้านการชำระภาษี ของประเทศจะดีขึ้นแบบก้าวกระโดด

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.doingbusiness.org/reports/global-reports/doing-business-2018

อ้างอิง : กรมสรรพากร

 

 

2018-11-16 14:04:13
กรมสรรพากร ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับผู้ประสบอุทกภัย

ถึงแม้ประเทศไทยกำลังจะสิ้นสุดฤดูฝนแล้วก็ตาม แต่ในระยะเวลา 2-3 เดือนที่ผ่านมานี้มีมรสุมต่าง ๆ มากมายที่ส่งผลให้ในหลาย ๆ พื้นที่ของประเทศไทยมีฝนตกหนัก จึงทำให้น้ำระบายไม่ทันท่วมบ้านเรือน และพื้นที่ประกอบอาชีพของประชาชน ซึ่งสร้างความเดือนร้อนเป็นอย่างมาก เพราะบางพื้นที่น้ำท่วมติดต่อกันมาเป็นเดือนแล้ว ข้าวของจมน้ำพังเสียหาย ทางคณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติ เห็นชอบมาตรการภาษี เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ในการบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชนผู้ประสบอุทกภัยในหลายพื้นที่ของประเทศที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในปีนี้ด้วย โดยผู้ที่มีเงินได้บุคคลธรรมดา ที่สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีนี้ได้ ต้องอยู่ในพื้นที่ที่ทางราชการประกาศให้เป็นพื้นที่เกิดอุทกภัย ซึ่งได้รับความเสียหายจากอุทกภัยที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 5 กรกฎาคม 2560 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2560 ส่วนค่าใช้จ่ายที่สามารถนำมาหักลกหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา มีดังต่อไปนี้

- ผู้ที่มีเงินได้สามารถใช้สิทธิที่ได้ทำการจ่ายในการซ่อมแซม หรือค่าวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมที่อยู่อาศัย โดยใช้สิทธิได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง  แต่รวมกันแล้วต้องไม่เกิน 1 แสนบาท

- ผู้ที่มีเงินได้สามารถใช้สิทธิที่ได้ทำการจ่ายในการซ่อมแซม หรือค่าวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมรถ โดยใช้สิทธิได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่รวมกันแล้วต้องไม่เกิน 3 หมื่นบาท

ผู้ที่สามารถใช้สิทธิได้นั้น นอกจากจะต้องอยู่ในพื้นที่ที่ได้ประกาศให้เป็นพื้นที่อุทกภัยแล้วต้องมีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้ด้วย ในกรณีอสังหาริมทรัพย์ต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ผู้เช่า หรือผู้ใช้ประโยชน์ และในกรณีรถ ได้แก่เจ้าของกรรมสิทธิ์ หรือผู้เช่าซื้อเท่านั้น จึงจะสามารถใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษีนี้ได้ ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข เพื่อการยกเว้นภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับเงินได้ ทรัพย์สินหรือสินค้าที่บริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย วาตภัย อัคคีภัย หรือภัยธรรมชาติอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยตั้งแต่ 1 มกราคม พ.ศ. 2554 เป็นต้นไป

ดังนั้นสำหรับผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัยในปี พ.ศ. 2560 นี้ สามารถใช้สิทธิสำหรับเงินได้พึงประเมินประจำปีภาษี 2560 โดยต้องทำการยื่นแบบแสดงรายการภายในเดือนมกราคม จนถึงเดือนมีนาคม พ.ศ. 2561 นี้ ผู้ที่มีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานสรรพากรทุกพื้นที่ และศูนย์สารนิเทศสรรพากร โทร. 1161

อ้างอิง : กรมสรรพากร

 

2018-11-16 14:05:34
กรมสรรพากร ออกชี้แจงประเด็นการยกเว้นภาษีจากการแก้ไขประกาศของกรมสรรพากร (ฉบับที่ 4) และ (ฉบับที่ 5)

          กรมสรรพากรชี้แจงกรณีการยกเว้นภาษีจากการแก้ไขประกาศของกรมสรรพากร (ฉบับที่ 4) และ (ฉบับที่ 5) เป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่เอกชนใน 2 กรณี ตามที่สื่อมวลชนบางฉบับได้เรียกร้องให้ออกมาชี้แจง ได้แก่
          1. การยกเว้นภาษีทั้งหมดในการโอนที่ดินส่วนตัวเข้าบริษัท จากที่ต้องเสียภาษีร้อยละหกของมูลค่าที่ดิน มาเป็นการเก็บแค่ค่าธรรมเนียมการโอนแค่เพียงร้อยละ 0.1 ซึ่งทำให้ภาษีของรัฐหายไปทันที 6 หมื่นล้านบาท
          2. มีการเอื้อประโยชน์ให้แก่นายทุนในการให้นำเอาที่ดินมาตีมูลค่าทางการตลาดมาคำนวณต้นทุนค่าเสื่อมราคา ยิ่งทำให้รัฐสูญเสียเงินภาษีไปอีก 2 แสนล้านบาท ส่งผลให้การดำเนินการดังกล่าว ภาครัฐต้องสูญเสียภาษีรวมถึง 2.6 แสนล้านบาท นั้น
กรมสรรพากร ขอเรียนว่า
          1. กรมสรรพากรได้ชี้แจง การออกประกาศอธิบดีกรมสรรพากร (ฉบับที่ 4) และ (ฉบับที่ 5) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากร แสตมป์ ซึ่งออกตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 630) พ.ศ. 2560 ผ่านทางเว็บไซต์กรมสรรพากร และสื่อสังคมออนไลน์ ตามเลขที่ข่าว ปชส. 3/2561 ลงวันที่ 10 ตุลาคม 2560 ว่ารัฐบาลโดยกระทรวงการคลังมีนโยบายส่งเสริมให้บุคคลธรรมดาเปลี่ยนรูปแบบในการ ประกอบธุรกิจเป็นนิติบุคคล อันเป็นการสร้างความโปร่งใสและเป็นธรรมในการเสียภาษี โดยได้ออกประกาศอธิบดี กรมสรรพากร (ฉบับที่ 5) กำหนดให้ราคาของทรัพย์สินที่โอนประเภทที่ดินและที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ต้องโอน ด้วยราคาประเมินทุนทรัพย์ หรือราคาต้นทุนการซื้อ แล้วแต่อย่างใดจะสูงกว่า จากเดิมที่กำหนดให้ทรัพย์สิน ทุกประเภทให้โอนด้วยราคาตลาด


           2. เพื่อเป็นการสนับสนุนนโยบายของรัฐ และลดภาระค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนรูปแบบเป็น นิติบุคคล กระทรวงมหาดไทยได้ออกประกาศว่า กระทรวงมหาดไทยจะลดค่าธรรมเนียมในการโอนจากร้อยละ 2 ของราคาประเมิน ลงเหลือร้อยละ 0.01 ของราคาประเมิน ทั้งนี้ การออกประกาศอธิบดีกรมสรรพากร (ฉบับที่ 5) เป็นการกำหนดราคาโอนที่ดินที่ใช้เป็นทุนของนิติบุคคลที่ตนตั้งขึ้นใหม่ ซึ่งประกาศดังกล่าวไม่ได้ กำหนดให้มีการเปลี่ยนแปลงฐานในการคำนวณค่าธรรมเนียมการโอนของกระทรวงมหาดไทย จึงมิได้ส่งผลกระทบ ต่อผลการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการโอนของกระทรวงมหาดไทยแต่อย่างใด


           3. การอ้างว่า การกำหนดให้ตีมูลค่าที่ดินตามราคาตลาด ทำให้สามารถคำนวณต้นทุนค่าเสื่อมราคาได้มาก และจะทำให้รัฐสูญเสียเงินภาษีนั้น ขอเรียนว่าทรัพย์สินประเภทที่ดิน ไม่มีการคำนวณค่าเสื่อมราคา และไม่สามารถนำค่าเสื่อมราคามาใช้เป็นรายจ่ายทางภาษีได้ ดังนั้น การกำหนดให้ทรัพย์สินประเภทที่ดินต้องโอน ด้วยราคาประเมินทุนทรัพย์ หรือราคาต้นทุนการซื้อ แล้วแต่อย่างใดจะสูงกว่าตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร (ฉบับที่ 5) จึงไม่ส่งผลกระทบต่อภาษีสูญเสียกรณีการคำนวณค่าเสื่อมราคาที่ดิน


           4. การดำเนินการแก้ไขประกาศอธิบดีกรมสรรพากรดังกล่าว มิได้เป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่ กลุ่มทุนแต่อย่างใด แต่เพื่อทำให้การปฏิบัติตามกฎหมายมีความชัดเจน และลดข้อโต้แย้ง เพื่อเป็นการส่งเสริมให้บุคคลธรรมดา ประกอบธุรกิจในรูปของนิติบุคคลมากยิ่งขึ้น อันเป็นการแสดงผลการประกอบการที่แท้จริงในการประกอบกิจการ รวมทั้ง สร้างความโปร่งใส และเป็นธรรมในการเสียภาษีอีกด้วย 

           หากผู้เสียภาษีมีข้อสงสัยสามารถสอบถามได้ที่สำนักงานสรรพากรทุกแห่ง หรือศูนย์สารนิเทศ สรรพากร โทร. 1161

แหล่งที่มา : กรมสรรพากร

 

2018-11-16 14:05:40
ประกาศฯ ยังคง VAT 7% ก่อนที่ตุลาคมปีหน้าเตรียมปรับขึ้น VAT เป็น 9%

          เมื่อวันที่ 2 ตุลาคมที่ผ่านมาราชกิจจานุเบกษา ได้มีประกาศเกี่ยวกับ พระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม ฉบับที่ 646 พ.ศ. 2560 โดยระบุว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า สมควรปรับปรุงการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2560 เป็นต้นไป ให้ลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 80 แห่งประมวลรัษฎากร และจัดเก็บในอัตราต่อไปนี้

  • 6.3% สำหรับการขายสินค้า การให้บริการ หรือการนำเข้าทุกกรณี ซึ่งความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2560 จนถึงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2561
  • 9% สำหรับการขายสินค้า การให้บริการ หรือการนำเข้าทุกกรณี ซึ่งความผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2561 เป็นต้นไป

           ดังนั้นตั้งแต่วันนี้ จนถึง 30 กันยายน พ.ศ. 2561 จะมีการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 6.3% ซึ่งต้องบวกกับภาษีท้องถิ่นที่ต้องเสียอีกในอัตรา 1/9 หรือคิดเป็น 0.7% (VAT 6.3% x 1/9) รวมแล้วต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% เท่าเดิม ส่วนการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 9% จะมีการเริ่มจัดเก็บในปีหน้าแทนเพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในปีนี้ แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องรอดูกันต่อไปว่าในปีหน้าจะมีการเลื่อนการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม 9% อีกหรือไม่

ที่มาจาก : ราชกิจจานุเบกษา. http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2560/A/102/6.PDF

 

2018-11-16 14:05:49
รัฐบาลเปิดรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับมาตราการทางภาษีเพื่อสนับสนุนการมีบุตร

            หลังจากรัฐบาลมีนโยบายให้มีมาตรการทางภาษีเพื่อสนับสนุนการมีบุตร โดยจะเริ่มใช้กฎหมายนี้ในปี พ.ศ. 2560 ทางกรมสรรพากรจึงได้เปิดเผยว่า ในตอนนี้กำลังมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นแก้ไขประมวลรัษฎากร เพื่อสนับสนุนให้คนไทยมีบุตร โดยเหตุผลการให้ลดหย่อนนั้นเป็นเพราะว่า ประเทศไทยมีประชากรในวัยแรงงานลดลงอย่างมาก เนื่องจากอัตราการเกิดลดลง ส่งผลให้มีในอนาคตจะมีสังคมผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นทุกปี

            โดยการปรับกฎหมายใหม่ในครั้งนี้จะสามารถนำค่าใช้จ่ายจากการมีบุตร เช่น ค่าใช้จ่ายจากการฝากครรภ์ และค่าใช้จ่ายจากการทำคลอด มาหักลดหย่อนภาษีได้ ซึ่งสำหรับลูกคนแรกได้ 1.5 หมื่นบาทเท่าเดิม ส่วนลูกคนที่ 2 ขึ้นไปสามารถลดหย่อนภาษีได้ 3 หมื่นบาทต่อคน ไม่จำกัดจำนวนบุตร จากกฎหมายเดิมที่สามารถหักลดหย่อนได้ 1.5  หมื่นบาท และจำกัดไม่เกิน 3 คนเท่านั้น ซึ่งจะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชนจนถึงวันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2560 หลังจากนั้นจะยื่นเสนอ ครม. คณะกรรมการ  และสนช. คาดว่าจะประกาศใช้ได้ในปี พ.ศ. 2561 และจะสามารถประกาศใช้ได้จริงในปี พ.ศ. 2562

 

 

2018-11-16 14:05:56
กรมสรรพากรชี้แจง ประเด็นข่าวพร้อมเพย์ทางสื่อออนไลน์ ยืนยันไม่ถูกตรวจสอบภาษี

           จากข่าวที่ได้มีการแบ่งปันข้อความผ่านทางแอปพลิเคชัน Line ว่า เจ้าของบัญชีธนาคารคนใดที่มีเงินเข้า-ออก ในบัญชีต่อวันเกิน 10 ครั้ง และมียอดเงินหมุนเวียนเกิน 3,000 บาท หรือมีธุรกรรมอื่น ๆ ที่ทำให้มีการเคลื่อนไหวทางบัญชีมากเกินกว่าปกติ โดยเกินเดือนละมากกว่า 50,000 บาท ห้ามใช้บริการพร้อมเพย์เด็ดขาด เนื่องจากจะถูกตรวจสอบการชำระภาษีจากกรมสรรพากร และจะถูกเรียกคืนภาษีย้อนหลังจากการคำนวณรายรับ-รายจ่ายจากบัญชีทันที

            กรมสรรพากร ได้ออกมาชี้แจงถึงข้อเท็จจริงให้ทราบว่า ข้อความที่ถูกแบ่งปันดังกล่าวนั้นไม่เป็นความจริง เพราะการใช้บริการพร้อมเพย์จะไม่มีความสัมพันธ์กับการตรวจสอบทางภาษี หรือการเรียกคืนภาษีย้อนหลังของกรมสรรพากรแต่อย่างใด ถึงแม้ว่าการใช้บริการพร้อมเพย์จะเป็นช่องทางการโอนเงินช่องทางหนึ่ง เช่นเดียวกับการโอนเงินผ่านทาง e-Banking หรือผ่านทางเคาน์เตอร์ธนาคาร ซึ่งข้อมูลดังกล่าวไม่ได้มีการส่งให้แก่กรมสรรพากร เพราะทางกรมสรรพากรมีแค่อำนาจในการออกหมายเรียกให้ธนาคารส่งข้อมูลการทำธุรกรรมทางการเงินที่ไม่ว่าจะทำผ่านช่องทางใดก็ตามให้แก่กรมสรรพากรเท่านั้น

            ทั้งนี้การถูกตรวจสอบจากกรมสรรพากรจะเกิดขึ้นเฉพาะกับกรณีที่มีเหตุอันควรที่ทำให้เชื่อว่าผู้เสียภาษีรายนั้นยื่นเสียภาษีไม่ถูกต้องจริง ๆ เท่านั้น ซึ่งกฎหมายก็ได้ให้อำนาจไว้อย่างจำกัด และไม่สามารถขอให้ส่งข้อมูลการโอนเงินทั่วไปได้

            หากผู้เสียภาษีมีข้อสงสัยสามารถสอบถามได้ที่สำนักงานสรรพากรทุกแห่ง หรือศูนย์สารนิเทศ สรรพากร โทร. 1161

 

 

2018-11-16 14:06:04
กรมสรรพากรชี้แจง

            กรมสรรพากร ได้มีการชี้แจงเกี่ยวกับประเด็นค่าจ้างที่นายจ้างจ่ายค่าแรงให้กับลูกจ้าง นายจ้างต้องส่งข้อมูลให้กรมสรรพากรด้วยหรือไม่ สรุปได้ว่าในประเด็นนี้ลูกจ้างจะต้องส่งข้อมูลหรือไม่ส่งข้อมูลนั้นจะขึ้นอยู่กับแต่ละกรณี ตามที่กรมสรรพากรได้ชี้แจงว่า

  •  ในกรณีที่นายจ้างจะต้องส่งข้อมูลให้กับกรมสรรพากรนั้น ลูกจ้างจะต้องมีเงินได้ถึงเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษี นายจ้างถึงต้องยื่นแบบฯ นำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายต่อกรมสรรพากร
  • ในกรณีที่ลูกจ้างมีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ฯ นายจ้างก็ไม่ต้องมีหน้าที่ หักภาษี ณ ที่จ่ายนำส่งกรมสรรพากร

            เนื่องจากค่าจ้างที่ลูกจ้างได้รับจากนายจ้าง ถือเป็นเงินที่ได้จากหน้าที่การงานในประเทศไทย ตามที่กฎหมายกำหนดให้ลูกจ้างที่มีเงินได้ถึงเกณฑ์ (ประมาณ 310,000 บาทต่อปี นายจ้างมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย และยื่นแบบ ภ.ง.ด. 1 พร้อมนำส่งภาษีต่อกรมสรรพากรภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป

 

 

2018-11-16 14:06:10
มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์

       เป็นอีกหนึ่งยุทธศาสตร์ที่สำคัญ โดยเป็นโครงการย่อยที่มุ่งเน้นพัฒนาระบบชำระเงินของไทยให้ก้าวไปสู่การชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ที่อยู่ภายใต้โครงการย่อย คือการส่งเสริมให้ประชาชนลดการใช้เงินสดในการชำระเงินซื้อของทั่วไป เพื่อให้หันมาใช้การชำระเงินผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์กันมากยิ่งขึ้น และเพื่อกระจายอุปกรณ์รับชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Data Capture : EDC) หรือเครื่องรูดบัตรมือถือ (Mobile Point of Sale : MPOS) ซึ่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้ากำหนดให้ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี ตาม พ.ร.บ. การบัญชี พ.ศ. 2543 ติดตั้งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ณ สถานประกอบการ อย่างน้อยสถานที่ละ 1 เครื่อง โดยผู้ประกอบการที่ติดตั้งอุปกรณ์จะได้รับสิทธิประโยชน์ โดยไม่ต้องจ่ายค่าอุปกรณ์และค่าติดตั้ง นอกจากนี้ยังจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากกรมสรรพากรอีกด้วย ตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 640) พ.ศ. 2560

       มาตรา 4 ให้ยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สำหรับเงินได้เป็นจำนวนร้อยละหนึ่งร้อยของรายจ่ายที่ได้จ่าย เพื่อการลงทุนในอุปกรณ์รับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยต้องจ่ายตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2561 และบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นไม่เรียกเก็บค่าเช่าอุปกรณ์รับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์จากผู้รับชำระเงิน ผ่านอุปกรณ์ดังกล่าว และต้องเป็นการใช้สิทธิในรอบระยะเวลาบัญชีที่จ่ายไปทั้งจำนวน ทั้งนี้ ให้เป็นไป ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด

       มาตรา 5 อุปกรณ์รับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ตามมาตรา 4 ต้องมีลักษณะ ดังต่อไปนี้

- เป็นอุปกรณ์รับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ตามโครงการลงทุนที่ได้รับการรับรองจากคณะกรรมการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ แห่งชาติหรือผู้ที่คณะกรรมการดังกล่าวมอบหมาย และได้ใช้จริงในโครงการดังกล่าว

- ไม่เคยผ่านการใช้งานมาก่อน

- เป็นอุปกรณ์ที่หักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินได้ตามมาตรา 65 ทวิ (2) แห่งประมวลรัษฎากร และอยู่ในสภาพพร้อมใช้การได้ตามวัตถุประสงค์ภายในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2561

- ต้องมีการหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่าสามปี นับแต่วันที่อยู่ในสภาพพร้อมที่จะใช้การได้ตามวัตถุประสงค์ เว้นแต่ถูกทำลาย สูญหายหรือสิ้นสภาพ

- ไม่เป็นทรัพย์สินที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินนั้นตามพระราชกฤษฎีกา ที่ออกตามความในประมวลรัษฎากร ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน

- ไม่เป็นทรัพย์สินที่นำไปใช้ในกิจการที่ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามกฎหมาย ว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน

       มาตรา 6 ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลได้ใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ ตามพระราชกฤษฎีกานี้ และต่อมาไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในรอบระยะเวลาบัญชีใด ให้สิทธิที่จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ตามพระราชกฤษฎีกานี้สิ้นสุดลง และบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นจะต้องนำเงินได้ที่ได้ใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ไปแล้วไปรวมเป็นรายได้ ในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้ใช้สิทธินั้น เว้นแต่กรณีที่ทรัพย์สิน ถูกทำลาย สูญหาย หรือสิ้นสภาพ

       มาตรา 7 ให้ยกเว้นภาษีเงินได้ สำหรับเงินได้เป็นจำนวนร้อยละหนึ่งร้อยของรายจ่ายที่ได้จ่ายเป็นค่าธรรมเนียมจาก การรับชำระเงินด้วยบัตรเดบิตผ่านอุปกรณ์รับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้จ่ายตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2564 ให้แก่

- บุคคลธรรมดา ซึ่งมีเงินได้พึงประเมิน รวมกันไม่เกินสามสิบล้านบาทในปีภาษีที่ใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้

- บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งมีทุนที่ชำระแล้วไม่เกินห้าล้านบาทในวันสุดท้าย ของรอบระยะเวลาบัญชีที่ใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ และมีรายได้จากการขายสินค้าและการให้บริการ ไม่เกินสามสิบล้านบาท ในรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้ใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ การยกเว้นภาษีเงินได้ตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดี ประกาศกำหนด

       มาตรา 8 ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา 7 (2) มีทุนที่ชำระแล้ว เกินห้าล้านบาทในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีใด หรือมีรายได้จากการขายสินค้าและการให้บริการ เกินสามสิบล้านบาทในรอบระยะเวลาบัญชีใด ให้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ตามมาตรา 7 สิ้นสุดลงตั้งแต่ รอบระยะเวลาบัญชีนั้น

อ้างอิง : กรมสรรพากร

 

2018-11-16 14:06:44
รายละเอียดอุปกรณ์รับชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ สำหรับมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์

       ตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 640) พ.ศ. 2560 มาตรา 3 ในพระราชกฤษฎีกานี้ระบุรายละเอียดอุปกรณ์รับชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ไว้ดังนี้

“อุปกรณ์รับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์” หมายความว่า อุปกรณ์สำหรับการรับส่งข้อมูลการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์จากบัตรเครดิต บัตรเดบิต เงินอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัตรอิเล็กทรอนิกส์อื่นใด ไปยังผู้ให้บริการ ซึ่งออกบัตร

“บัตรเดบิต” หมายความว่า บัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้ให้บริการซึ่งเป็นธนาคารหรือสถาบันการเงินออกให้แก่ผู้ใช้บริการ เพื่อใช้ชำระค่าสินค้า ค่าบริการ หรือค่าอื่นใด แทนการชำระด้วยเงินสด หรือเพื่อใช้เบิก ถอน โอน หรือทำธุรกรรมอื่นใดที่เกี่ยวกับเงิน ตามมูลค่าของเงินเฉพาะที่มีการหักเงินจากบัญชีเงินฝากของผู้ใช้บริการที่เปิดไว้กับผู้ให้บริการ

“ขาย” หมายความว่า จำหน่าย จ่าย หรือโอนสินค้า โดยมีหรือไม่มีประโยชน์หรือค่าตอบแทน และให้หมายความรวมถึงสัญญาเช่าซื้อสินค้า สัญญาซื้อขายสินค้าโดยมีเงื่อนไขการผ่อนชำระที่กรรมสิทธิ์ในสินค้า โดยยังไม่โอนไปยังผู้ซื้อเมื่อมีการส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้ซื้อ และการส่งสินค้าออกนอกราชอาณาจักร

“สินค้า” หมายความว่า ทรัพย์สินที่มีรูปร่าง และไม่มีรูปร่างที่อาจมีราคา และถือเอาได้ที่มีไว้ เพื่อขายเท่านั้น

“บริการ” หมายความว่า การกระทําใด ๆ อันอาจหาประโยชน์อันมีมูลค่าซึ่งมิใช่เป็นการขายสินค้า

 

2018-11-16 14:06:51
ครม.อนุมัติให้นำเบี้ยประกันสุขภาพมาหักลดหย่อนภาษีได้

        เมื่อวันที่ 19 กันยายน ที่ผ่านมาที่ประชุมครม. เห็นชอบมาตรการภาษี เพื่อส่งเสริมการประกันสุขภาพ โดยประชาชนสามารถนำเบี้ยประกันสุขภาพมาหักลดหย่อนภาษีรายได้บุคคลธรรมดาได้ไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท สำหรับการประกันสุขภาพที่เป็นประกันภัยให้ความคุ้มครองเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลที่เกิดจากการเจ็บป่วยและการบาดเจ็บหรือการชดเชยการทุพพลภาพและการสูญเสียอวัยวะ, การประกันอุบัติเหตุเฉพาะให้ความคุ้มครองเกี่ยวการรักษาพยาบาล, โรคร้ายแรง และประกันภัยสำหรับการดูแลระยะยาว  ทั้งนี้เบี้ยประกันสุขภาพที่ได้รับสิทธิ์ลดหย่อนภาษีจะต้องจ่ายตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2560 เท่านั้น เบี้ยประกันสุขภาพที่จ่ายก่อนวันดังกล่าว จะไม่ได้รับสิทธิ์ในการนำมาหักลดหย่อนภาษี แต่การหักลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิตและเงินฝากที่มีเงื่อนไขประกันชีวิตทั้งหมดแล้วต้องไม่เกิน 1 แสนบาท

 

Source : Posttoday

 

2018-11-16 14:06:57
กฎกระทรวง กำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560

กฎกระทรวง กำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560

       โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้

       ข้อ 1 กฎกระทรวงนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2560 เป็นต้นไป

       ข้อ 2 ให้เพิ่มความตามบัญชีท้ายกฎกระทรวงนี้เป็นตอนที่ 13 สินค้าสุรา และตอนที่ 14 สินค้ายาสูบ ในบัญชีท้ายกฎกระทรวงกำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560

 

ตอนที่ 13 สินค้าสุรา

ประเภทที่ 13.01  

1.สุราแช่

(ก.) ชนิดเบียร์ อัตราภาษีตามมูลค่าร้อยละ 22  ในส่วนอัตราภาษีตามปริมาณหน่วยละ 430 บาท ต่อปริมาณหนึ่งลิตรแห่งแอลกอฮอล์บริสุทธิ์

(ข.) ชนิดไวน์และสปาร์กลิ้งไวน์ที่ทำจากองุ่น

1.) ที่มีราคาขายปลีกแนะนำไม่เกิน 1,000 บาท อัตราภาษีตามมูลค่าร้อยละ 0 ในส่วนอัตราภาษีตามปริมาณหน่วยละ 1,500 บาท ต่อปริมาณหนึ่งลิตรแห่งแอลกอฮอล์บริสุทธิ์

2.) ที่มีราคาขายปลีกแนะนำเกิน 1,000 บาท อัตราภาษีตามมูลค่าร้อยละ 10 ในส่วนอัตราภาษีตามปริมาณหน่วยละ 1,500 บาท ต่อปริมาณหนึ่งลิตรแห่งแอลกอฮอล์บริสุทธิ์

(ค.) ชนิดสุราแช่ผลไม้ที่มีส่วนผสมขององุ่นหรือไวน์องุ่น

1.) ที่มีแรงแอลกอฮอล์ไม่เกิน ๗ ดีกรีและมีขนาดบรรจุไม่เกิน ๐.๓๓๐ ลิตร อัตราภาษีตามมูลค่าร้อยละ 10 ในส่วนอัตราภาษีตามปริมาณหน่วยละ 150 บาท ต่อปริมาณหนึ่งลิตรแห่งแอลกอฮอล์บริสุทธิ์

2.) ชนิดอื่น ๆ นอกจาก 1.)

(ก.) ที่มีราคาขายปลีกแนะนำไม่เกิน 1,000 บาท อัตราภาษีตามมูลค่าร้อยละ 0 ในส่วนอัตราภาษีตามปริมาณหน่วยละ 900 บาท ต่อปริมาณหนึ่งลิตรแห่งแอลกอฮอล์บริสุทธิ์

(ข.) ที่มีราคาขายปลีกแนะนำเกินกว่า 1,000 บาท อัตราภาษีตามมูลค่าร้อยละ 10 ในส่วนอัตราภาษีตามปริมาณหน่วยละ 900 บาท ต่อปริมาณหนึ่งลิตรแห่งแอลกอฮอล์บริสุทธิ์

(ง.) ชนิดอื่น ๆ นอกจาก (ก) (ข) และ (ค) อัตราภาษีตามมูลค่าร้อยละ 10 ในส่วนอัตราภาษีตามปริมาณหน่วยละ 150 บาท ต่อปริมาณหนึ่งลิตรแห่งแอลกอฮอล์บริสุทธิ์

 

ประเภทที่ 13.02

1. สุรากลั่น

(ก.) ชนิดสุราขาว อัตราภาษีตามมูลค่าร้อยละ 2 ในส่วนอัตราภาษีตามปริมาณหน่วยละ 155 บาท ต่อปริมาณหนึ่งลิตรแห่งแอลกอฮอล์บริสุทธิ์

(ข.) ชนิดอื่น ๆ นอกจาก (ก.)

1.) ชนิดสุราสามทับ

ก.) ที่นำไปใช้ในการอุตสาหกรรมหรือการแพทย์หรือเภสัชกรรม หรือวิทยาศาสตร์ ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด อัตราภาษีตามมูลค่าร้อยละ 0 ในส่วนอัตราภาษีตามปริมาณหน่วยละ 0 บาท ต่อปริมาณหนึ่งลิตรแห่งแอลกอฮอล์บริสุทธิ์

ข.) ที่นำไปทำการแปลงสภาพ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด อัตราภาษีตามมูลค่าร้อยละ 0 ในส่วนอัตราภาษีตามปริมาณหน่วยละ 0 บาท ต่อปริมาณหนึ่งลิตรแห่งแอลกอฮอล์บริสุทธิ์

ค.) กรณีอื่น ๆ นอกจาก ก) และ ข) อัตราภาษีตามมูลค่าร้อยละ 0 ในส่วนอัตราภาษีตามปริมาณหน่วยละ 6 บาท ต่อปริมาณหนึ่งลิตรแห่งแอลกอฮอล์บริสุทธิ์

2.) ชนิดอื่น ๆ นอกจาก 1.) อัตราภาษีตามมูลค่าร้อยละ 20 ในส่วนอัตราภาษีตามปริมาณหน่วยละ 255 บาท ต่อปริมาณหนึ่งลิตรแห่งแอลกอฮอล์บริสุทธิ์

 

ตอนที่ 14 สินค้ายาสูบ

ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2560 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2562

ประเภทที่ 14.01

ยาสูบ

(1.) บุหรี่ซิกาแรต

(ก.) ที่มีราคาขายปลีกแนะนำไม่เกินซองละ ๖๐ บาท อัตราภาษีตามมูลค่าร้อยละ 20 ในส่วนอัตราภาษีตามปริมาณหน่วยละ 1.20 บาท ต่อหนึ่งมวน

(ข.) ที่มีราคาขายปลีกแนะนำเกินซองละ 60 บาท อัตราภาษีตามมูลค่าร้อยละ 40 ในส่วนอัตราภาษีตามปริมาณหน่วยละ 1.20 บาท ต่อหนึ่งมวน

ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2562 เป็นต้นไป

(1.) บุหรี่ซิกาแรต อัตราภาษีตามมูลค่าร้อยละ 40 ในส่วนอัตราภาษีตามปริมาณหน่วยละ 1.20 บาท ต่อหนึ่งมวน

ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2560 เป็นต้นไป

(2.) บุหรี่ซิการ์  อัตราภาษีตามมูลค่าร้อยละ 10 ในส่วนอัตราภาษีตามปริมาณหน่วยละ 1.20 บาท ต่อหนึ่งกรัม (เศษของหนึ่งกรัม ให้นับเป็นหนึ่งกรัม)

(3.) บุหรี่อื่น อัตราภาษีตามมูลค่าร้อยละ 0 ในส่วนอัตราภาษีตามปริมาณหน่วยละ 0.50 บาท ต่อหนึ่งมวน

(4.) ยาเคี้ยว อัตราภาษีตามมูลค่าร้อยละ 0 ในส่วนอัตราภาษีตามปริมาณหน่วยละ 0.10 บาท ต่อหนึ่งกรัม (เศษของหนึ่งกรัม ให้นับเป็นหนึ่งกรัม)

(5.) ยาเส้นปรุง อัตราภาษีตามมูลค่าร้อยละ 10 ในส่วนอัตราภาษีตามปริมาณหน่วยละ 1.20 บาท ต่อหนึ่งกรัม (เศษของหนึ่งกรัม ให้นับเป็นหนึ่งกรัม)

(6.) ยาเส้น

(ก.) ยาเส้นที่ผู้เพาะปลูกต้นยาสูบทำจากใบยาที่ปลูกและหั่นเองและได้ขายยาเส้นนั้นแก่ผู้ประกอบ อุตสาหกรรมยาสูบ อัตราภาษีตามมูลค่าร้อยละ 0 ในส่วนอัตราภาษีตามปริมาณหน่วยละ 0 บาท ต่อหนึ่งกรัม (เศษของหนึ่งกรัม ให้นับเป็นหนึ่งกรัม)

(ข.) ยาเส้นอื่น นอกจาก (ก.) อัตราภาษีตามมูลค่าร้อยละ 0 ในส่วนอัตราภาษีตามปริมาณหน่วยละ 0.005 บาท ต่อหนึ่งกรัม (เศษของหนึ่งกรัม ให้นับเป็นหนึ่งกรัม)

 

แหล่งที่มา : www.mratchakitcha.soc.go.th

 

 

 

2018-11-16 14:07:14
ใบกำกับภาษี และการออกใบกำกับภาษี

ใบกำกับภาษี

           หรือที่เรียกว่า Tax Invoice เป็นเอกสารที่สำคัญที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มจะต้องจัดทำขึ้น และออกใบกำกับภาษีให้กับผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการในทุก ๆ ครั้งที่ได้มีการขายสินค้าหรือให้บริการกับผู้บริโภค เพื่อแสดงมูลค่าและจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มของสินค้าหรือบริการนั้น ๆ  ที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนจะเรียกเก็บจากผู้ซื้อสินค้าหรือบริการในแต่ละครั้ง

การออกใบกำกับภาษี

            กรณีการขายสินค้า

          ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม มีหน้าที่ที่ต้องจัดการทำใบกำกับภาษี โดยจะต้องทำการส่งมอบให้กับผู้ซื้อในทันทีที่มีการส่งมอบสินค้าถึงมือของผู้ซื้อสินค้า หรือเมื่อผู้ซื้อสินค้าชำระค่าสินค้าให้กับผู้ขายสินค้าแล้ว และเมื่อใดก็ตามที่มีการโอนกรรมสิทธิ์ในสินค้าให้กับผู้ซื้อก่อนส่งมอบสินค้า

            กรณีการให้บริการ

            ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มมีหน้าที่ต้องจัดทำใบกำกับภาษี โดยจะต้องส่งมอบให้แก่ผู้รับบริการทันทีที่ได้ชำระค่าบริการครบถ้วน หรือเมื่อใดก็ตามที่ได้ใช้บริการไม่ว่าจะเป็นตนเองหรือบุคคลอื่น ก่อนได้รับชำระค่าบริการ ซึ่งแล้วแต่กรณี

            นอกจากนี้ผู้ประกอบการต้องทำสำเนาใบกำกับภาษี และเก็บรักษาสำเนาใบกำกับภาษีนั้นไว้ ณ สถานประกอบการ หรือสถานที่อื่น ๆ ที่อธิบดีกำหนดไว้เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี

 

อ้างอิง : กรมสรรพากร, ตุลาคม 2559

 

2018-11-16 14:07:29
กรมสรรพากรเตือนถึงเวลายื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปี (ภ.ง.ด.94) ปี 2560

     กรมสรรพากรแนะให้ผู้มีเงินได้ที่มีหน้าที่ยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปี (ภ.ง.ด.94) ประจำปี 2560 ให้ยื่นแบบฯ ภายในวันที่ 30 กันยายน 2560 ส่วนผู้ที่ยื่นแบบฯ ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตยื่นได้ถึง วันที่ 8 ตุลาคม 2560

     นายสมชาย แสงรัตนมณีเดช ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี (กลุ่มธุรกิจพลังงาน) ในฐานะโฆษกกรมสรรพากร แจ้งว่า “ผู้ที่มีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปี คือ ผู้มี เงินได้ตามมาตรา 40 (5)-(8) แห่งประมวลรัษฎากร ได้แก่ เงินได้จากการให้เช่าทรัพย์สิน การประกอบวิชาชีพ อิสระ เช่น แพทย์ วิศวกร นักบัญชี นักกฎหมาย การรับเหมาที่ผู้รับเหมาต้องลงทุนด้วยการจัดหาสัมภาระในส่วนสำคัญนอกจากเครื่องมือ การประกอบธุรกิจ การพาณิชย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม การขนส่ง การขาย อสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมุ่งในทางการค้าหรือหากำไร และการพาณิชย์อื่น ๆ รวมทั้งนักแสดงสาธารณะ โดยให้นำเงินได้ที่ได้รับระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2560 – 30 มิถุนายน 2560 มารวมคำนวณเสียภาษีตามแบบ ภ.ง.ด.94 ให้ถูกต้องครบถ้วน

     โดยยื่นแบบฯ ได้ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2560 ส่วนผู้ที่ยื่นแบบฯ ผ่านทางระบบ อินเทอร์เน็ตที่ www.rd.go.th จะได้รับสิทธิขยายเวลาการยื่นแบบฯ และชำระภาษีออกไปอีก 8 วัน ถึงวันที่ 9 ตุลาคม 2560 (เนื่องจากวันที่ 8 ตุลาคม 2560 ตรงกับวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นวันหยุดราชการ)” โฆษกกรมสรรพากร กล่าวเพิ่มเติมว่า “กรมสรรพากรได้มีการปรับปรุงโครงสร้างภาษีเงินได้ บุคคลธรรมดาใหม่เริ่มตั้งแต่ปีภาษี 2560 เป็นต้นไป โดยมีการปรับปรุงทั้งในเรื่องการหักค่าลดหย่อนเพิ่มขึ้น เช่น ค่าลดหย่อนสำหรับผู้มีเงินได้ เพิ่มเป็น 60,000 บาท ค่าลดหย่อนส าหรับคู่สมรส เพิ่มเป็น 60,000 บาท ค่าลดหย่อนสำหรับบุตรชอบด้วยกฎหมายเพิ่มเป็น คนละ 30,000 บาท รวมทั้งการปรับปรุงในเรื่องการหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาสำหรับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) ซึ่งจะมีผลต่อผู้มีเงินได้ในการคำนวณภาษี จึงขอให้ผู้เสียภาษีศึกษาข้อมูลภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาใหม่ให้เข้าใจ เพื่อปฏิบัติได้อย่างถูกต้องต่อไป”

     หากผู้เสียภาษีมีข้อสงสัยสามารถสอบถามได้ที่ส านักงานสรรพากรทุกแห่ง หรือศูนย์สารนิเทศ สรรพากร โทร. 1161

2017-09-13 14:48:13
กรมสรรพากร เสนอ ภาษีอีคอมเมิร์ซ เข้า ครม. ไม่ทันเดือนกันยายนนี้ หลังติดประชาพิจารณ์

       เมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา อธิบดีกรมสรรพากร นายประสงค์ พูนธเนศ เปิดเผยว่า การออกกฎหมายเก็บภาษีอีคอมเมิร์ซ หรือการเก็บภาษีจากผู้ประกอบการธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (E-Business) จากการขายสินค้าผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ เช่น Instagram, Facebook, Line เป็นต้น ในขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการสรุปผลประชาพิจารณ์ ซึ่งช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ว่าจะเสนอ ครม. ภายในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เนื่องจากมีผู้แสดงความเห็นมาเป็นจำนวนมาก ทางกรมสรรพากรจึงต้องใช้เวลาในการสรุปและชี้แจงทำความเข้าใจให้กับทุกความคิดเห็น

       ทั้งนี้ อธิบดีกรมสรรพากรได้กล่าวว่า “จะเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด โดยแนวทางจัดเก็บภาษียังคงเหมือนเดิม แต่จะนำทุกความคิดเห็นมาพิจารณาและสรุปเพื่อเสนอ ครม. และยอมรับว่าในเดือนกันยายนคงเสร็จไม่ทัน เพราะประชาพิจารณ์และความคิดเห็นมีจำนวนมากจึงต้องใช้เวลาในการตรวจสอบและสรุปผล แต่ก็จะเร่งการดำเนินการให้เร็วที่สุด เพื่อจัดเก็บภาษี เพราะอีคอมเมิร์ซในปัจจุบันมีการขยายตัวเร็วมาก ซึ่งพบยอดขายผ่าน Facebook สูงถึง 3 แสนล้านบาทต่อปี”

2017-09-08 13:21:59
ภาษีลาภลอย ภาษีใหม่ที่ควรรู้

     ในปีนี้รัฐบาลเดินหน้าปฏิรูปกฎหมายการเก็บภาษีใหม่ ๆ ขึ้นมามากมาย โดยส่วนใหญ่จะมีผลบังคับใช้เร็ว ๆ นี้ เพื่อปรับปรุงโครงสร้างภาษีเงินได้ของบุคคลธรรมดา ซึ่งล่าสุดนี้ได้มีการยกร่างกฎหมายใหม่เกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีจากผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ ที่เรียกว่า ภาษีลาภลอย หรือ Windfall Tax ที่มีการใช้กันอย่างแพร่หลายในต่างประเทศ

     โดยประเภทโครงการพัฒนาของรัฐที่อยู่ในข่ายต้องจัดเก็บภาษีนั้น มีดังต่อไปนี้ พื้นที่ในรัศมี 2.5 กิโลเมตร รอบโครงการไฟฟ้าความเร็วสูง รกไฟรางคู่ และรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน, พื้นที่รอบโครงการเรือในรัศมี 5 กิโลเมตร จากแนวเขตที่ดินของท่าเรือ, พื้นที่รอบการขึ้น-ลง ทางด่วนพิเศษในรัศมี 2.5 กิโลเมตร และพื้นที่รอบสนามบินในรัศมี 5 กิโลเมตร จากแนวเขตห้ามก่อสร้างที่ทางสนามบินกำหนด ซึ่งผู้ที่มีหน้าเสียภาษี ได้แก่ ผู้ขายที่ดินหรือห้องชุดที่มีมูลค่ามากกว่า 50 ล้าน ใช้ประโยชน์ที่ดินในเชิงพาณิชย์ และผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นเจ้าของห้องชุดที่อยู่ในพื้นที่ที่มีโครงการพัฒนาของรัฐ ในส่วนของอัตราภาษี จะเก็บภาษีไม่เกิน 5% ของราคาที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามจะเสียภาษีเฉพาะตอนที่ขายเท่านั้น และเก็บจากราคาประเมินไม่ได้เก็บจากราคาซื้อขาย อย่างไรก็ตาม การจัดเก็บภาษีนี้จะมีข้อยกเว้นให้กับที่ดินที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัย หรือที่ดินทำการเกษตรกรรม และจะยกเว้นให้กับห้องชุดที่ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เป็นผู้จำหน่าย หรือห้องชุดที่ยังไม่ได้จำหน่ายหลังโครงการพัฒนาของรัฐแล้วเสร็จ ดังนั้นนี่จึงเป็นการจัดเก็บภาษีรูปแบบใหม่ที่เราควรทราบก่อนประประกาศใช้ในปี 2562

2017-08-31 14:41:29
e-Tax Invoice/e-Receipt

          ใกล้เข้ามาแล้วกับโครงการ National e-Payment ในระบบ e-Tax Invoice/e-Receipt โดยมีการกำหนดกรอบเวลาการเข้าร่วมโครงการ เพราะตั้งแต่ต้นปีหน้าเป็นต้นไปส่วนราชการ องค์การหรือสถานสาธารณกุศล ตามมาตรา 47(7)(ข) แห่งประมวลรัษฎากร และธุรกิจที่มียอดขายเกิน 30 ล้านขึ้นไปจะต้องเข้าระบบภาษีและธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ โดยจะเริ่มเข้าระบบ e-Tax Invoice/e-Receipt ในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2561 ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจะทำให้ใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ ใบลดหนี้ และการจัดเก็บข้อมูลจะอยู่ในรูปแบบของอิเล็กทรอนิกส์ ในส่วนของสถานที่จัดเก็บ ในระบบ e-Tax Invoice/e-Receipt จะเปลี่ยนจากการจักเก็บรูปแบบเดิมเป็นจัดเก็บในคอมพิวเตอร์ของผู้ขายและของผู้ซื้อ รวมถึงเก็บอยู่ในระบบของกรมสรรพากร โดย (ผู้ออกใบกกำกับภาษีต้องส่งข้อมูลให้สรรพากรภายใน 3 วันทำการนับตั้งแต่วันที่ได้ออกใบกำกับภาษี

            ในส่วนของธุรกิจขนาดเล็กที่มียอดขายหรือรายได้มากกว่า 1.8 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 30 ล้านบาท จะเริ่มเข้าสู่ระบบ e-Tax Invoice/e-Receipt ในวันที่ 1 มกราคม 2563 และธุรกิจขนาดเล็กมาก ที่มีรายได้และยอดขายต่ำกว่า 1.8 ล้านบาท เริ่มเข้าสู่ระบบในวันที่ 1 มกราคม 2565

รายละเอียดเพิ่มเติม : https://etax.rd.go.th/etax_staticpage/app/#/index/main#top

แหล่งที่มา : กรมสรรพากร

 

2018-11-16 14:07:47
กรมสรรพากรแจ้งเตือนใกล้สิ้นสุดเวลายื่นแบบภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งปี ของปี 2560

    กรมสรรพากรแนะให้บริษัท ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ยื่นแบบฯ ภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งปี (ภ.ง.ด.51) ประจำปี 2560 ถูกต้องตามความเป็นจริงของสภาพธุรกิจ โดยปีนี้วันสุดท้ายของการยื่นแบบฯ เป็นวันพฤหัสบดีที่ 31 สิงหาคม  2560 ส่วนผู้ที่ยื่นแบบฯ ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตยื่นได้ถึงวันที่ 8 กันยายน 2560 

    นายสมชาย  แสงรัตนมณีเดช  ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี (กลุ่มธุรกิจพลังงาน) ในฐานะโฆษกกรมสรรพากร แจ้งว่า “บริษัท ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่มีรอบระยะเวลาบัญชีสิ้นสุดในวันที่ 31 ธันวาคม 2560 มีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งปี (ภ.ง.ด.51) ปี 2560 ซึ่งกฎหมายกำหนดให้ยื่นแบบภายใน 2 เดือน นับจากวันสุดท้ายของหกเดือนแรกของรอบระยะเวลาบัญชี โดยยื่นได้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม - สิงหาคม 2560 ซึ่งในปีนี้วันสุดท้ายของการยื่นแบบฯ ด้วยแบบแสดงรายการภาษีที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาในท้องที่ที่สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ ตรงกับวันที่ 31 สิงหาคม 2560 สำหรับผู้ที่ยื่นแบบฯ ผ่านทางระบบอินเทอร์เน็ตที่ www.rd.go.th จะได้รับสิทธิขยายเวลาการยื่นแบบฯ และชำระภาษีออกไปอีก 8 วัน ถึงวันที่ 8 กันยายน 2560 โดยต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด และชำระภาษีให้ถูกต้อง ตามความเป็นจริงของสภาพธุรกิจ” 

    หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับการยื่นแบบฯ ภ.ง.ด.51  ได้ที่สำนักงาน สรรพากรทุกแห่งทั่วประเทศ หรือศูนย์สารนิเทศสรรพากร โทร. 1161

2017-08-25 16:48:31
พร้อมหรือยัง กับการเปลี่ยนแปลงระบบภาษีและเอกสารธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์

    พร้อมหรือยัง กับประเทศไทย 4.0 ที่จะมีการเปลี่ยนแปลงการดำเนินงานในรูปแบบดิจิทัล ซึ่งการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้มีความเกี่ยวข้องกับด้านบัญชีโดยตรง โดยเฉพาะเรื่องของกลุ่มดิจิทัล ที่จะมีเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตที่เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ปัญญาประดิษฐ์ เช่นเทคโนโลยีด้านการเงิน รวมถึงกลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์วัฒนธรรมต่าง ๆ ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าธนคารได้เข้าสู่กระบวนการ National e-Payment โดยเริ่มให้บริการ PromptPay (AnyID) ไปเมื่อปีที่ผ่านมา และในส่วนของกรมสรรพกรก็ได้มีการปรับเปลี่ยนระบบภาษีและเอกสารธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ โดยแบ่งเป็น 3 โครงการดังนี้

credit-2389154_640

1. e-Withholding Tax

    คือระบบที่ผู้จ่ายเงิน ที่จ่ายผ่านธนาคารมีหน้าที่หักภาษี และนำส่งต่อธนาคารทันทีที่มีการจ่ายเงิน จากนั้นให้ธนาคารรับเงินและส่งเงินร่วมทั้งส่งข้อมูลหักภาษี ณ ที่จ่ายให้กับกรมสรรพากร มีวัตถุประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกด้านภาษีและเอกสารการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งการจัดการภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายจะเกิดไปพร้อม ๆ กับการชำระเงิน โดยจะทำให้ผู้ประกอบการไม่ต้องยื่นแบบแสดงรายการ ภาษี ณ ที่จ่ายและไม่ต้องออกหนังสือรับรอง  ณ ที่จ่าย (เอกสาร 50 ทวิ) อีกต่อไป นอกจากนี้ผู้ประกอบการหรือผู้เสียภาษีจะสามารถตรวจสอบข้อมูลของตนเองในระบบสรรพากรได้

bill-1708867_640

2. e-Tax Invoice / e-Receipt

    คือระบบคู่ค้าที่จะส่งข้อมูลใบกำกับภาษี หรือใบเสร็จรับเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ให้แก่กันแล้ว จากนั้นต้องส่งให้กับกรมสรรพากรด้วย และกรมสรรพากรจะพัฒนาระบบจัดทำารายงานภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นรายตัว นอกจากนี้ยังได้ปรับปรุงกฎหมายรองรับการออก e-Tax Invoice / e-Receipt

program-1613990_640

3. e-Filing

    คือระบบการชำาระภาษีผ่านทางอินเทอร์เน็ต ที่กรมสรรพากรได้ให้บริการมาหลายปีแล้ว แต่ล่าสุดจะมีการปรับเปลี่ยนให้การยื่น e-Filing เป็นการยื่นตามปกติทั่วไป ที่ปัจจุบันการยื่นด้วยกระดาษเป็นการยื่นตามปกติทั่วไป และการยื่นด้วยกระดาษเป็นกรณียกเว้น นอกจากนี้ยังให้มีการจัดทำบัญชีในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์

อ้างอิงจาก : สภาวิชาชีพบัญชี  

                    กรมสรรพากร

                    “ประเทศไทย 4.0 อะไร ทำไม และอย่างไร” DR.BORWORN

 

    บริษัท เอ.อาร์.แอ็คเคานติ้ง คอนซัลแตนท์ จำกัด เป็นสำนักงานบัญชีคุณภาพ ให้บริการสนับสนุนการจัดทำข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลในรูปแบบต่าง ๆ โดยเฉพาะข้อมูลทางด้านบัญชี การเงิน และการบริหารให้แก่ผู้ประกอบการและองค์กรต่าง ๆ โดยเรามีกลุ่มทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชี ภาษีอากร อีกทั้ง บริการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า, รับจดทะเบียนบริษัท, จดทะเบียนห้างหุ้นส่วน และบริการขอใบอนุญาตการทำงานในราชอาณาจักรให้แก่ชาวต่างชาติ

2017-10-31 11:54:26
เกาหลีใต้มี ‘ภาษีหุ่นยนต์’ เป็นประเทศแรกของโลก

    จากการรายงานของสำนักข่าว The Korea Times กล่าวว่าเกาหลีใต้เป็นประเทศแรกในโลกที่ใช้ ภาษีหุ่นยนต์ เพราะส่วนใหญ่ใช้หุ่นยนต์ทำงานในระบบอัตโนมัติขององค์กร เพื่อบรรเทาแรงงานจากมนุษย์ซึ่งส่งผลกระทบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของหุ่นยนต์ที่เข้าสู่อุตสาหกรรมต่าง ๆ ในขณะนี้
    ประธานาธิบดีของประเทศเกาหลีใต้ นายมุน แจ อิน เพิ่งออกแผนนโยบายในรัฐบาลของเขาในการแก้ไข Tax code หรือรหัสภาษี ซึ่งรวมถึงนโยบายที่กำหนดให้ลดหย่อนผลประโยชน์จากการหักภาษีก่อนหน้านี้ เพื่อประโยชน์ของธุรกิจ โดยในกฎหมายปัจจุบันรัฐวิสาหกิจสามารถเรียกร้องค่าภาษีนิติบุคคลที่มีขนาดเล็กระหว่าง 3-7%ได้ หากพวกเขาลงทุนอุปกรณ์อัตโนมัติเหล่านี้ในอุตสาหกรรมการผลิต ซึ่งกฎหมายฉบับนี้จะหมดอายุลงในปลายปี พ.ศ. 2560 และรัฐบาลปัจจุบันกำลังเสนอให้ขยายกฎหมายนี้ออกไปจนถึงปี พ.ศ. 2562 ในขณะเดียวกันก็ลดอัตราดอกเบี้ยลงร้อยละ 2 
    แหล่งอุตสาหกรรมกล่าวว่า “แม้ว่าจะไม่เกี่ยวกับภาษีโดยตรงของหุ่นยนต์ แต่ว่าก็เป็นนโยบายที่คล้าย ๆ กัน โดยพิจารณาจากปัญหาของระบบอัตโนมัติในภาคอุตสาหกรรม” เพราะผลกระทบของหุ่นยนต์ที่เข้ามาอยู่ในกระแสหลัก ทำให้ผู้มีส่วนได้เสียทุกคนในอุตสาหกรรมมีความเสี่ยงและถูกเลิกจ้างงาน ในขณะที่เทคโนโลยี เช่นหุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติปัญญาประดิษฐ์ การประมวลผลภาษาธรรมชาติ และอื่น ๆ เริ่มพัฒนาความเป็นไปได้ที่จะเพิ่มอัตราการว่างงานที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ทั่วโลก เพราะหุ่นยนต์มีความรวดเร็วแม่นยำ และมีราคาถูกในการบำรุงรักษามากกว่าการจ้างคนงาน
    รัฐบาลของประเทศเกาหลีใต้กำลังถกเถียงกันถึงนโยบายที่ดีที่สุดในการตอบสนองต่อการเพิ่มขึ้นของหุ่นยนต์มานานหลายปี และรัฐบาลเกาหลีใต้เป็นประเทศแรกที่จะก้าวไปสู่เป้าหมายที่ชัดเจน เมื่อพูดถึงภาษีหุ่นยนต์หลาย ๆ 
 

2017-08-23 14:55:23
รัฐบาลขยายสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้กับผู้สนับสนุนการกีฬา

    ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมารัฐบาลได้เล็งเห็นความสำคัญของการออกกำลังของประชาชน เพื่อให้ประชาชานมีสุขภาพ ร่างกายที่แข็งแรง ห่างจากโรคภัยไข้เจ็บ จึงได้มีการสนับสนุนอุปกรณ์กีฬา และทุนทรัพย์ให้กับหน่วยงงานต่าง ๆ เสมอมา แต่การสนับสนุนจากรัฐบาลอาจยังไม่สามารถครอบคลุมถึงประชาชนได้ทุกพื้นที่ และอาจต้องใช้เวลานานในการสร้างสถานที่ออกกำลังกาย หรืออุปกรณ์กีฬาต่าง ๆ รัฐบาลจึงมีมาตราการให้เอกชนที่เล็งเห็นความสำคัญของการกีฬาและสุขภาพของประชาชนในประเทศไทย ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับเอกชนซึ่งเป็นทั้งบุคคลธรรมดา หรือบริษัท และห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่บริจาคเงิน หรืออุปกรณ์เพื่อสนับสนุนการกีฬา มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556 ทั้งนี้การขยายเวลาสิทธิประโยชน์นี้ เพื่อเป็นแรงจูงใจให้ภาคเอกชนสนับสนุนด้านการกีฬาต่อไป ซึ่งเป็นการช่วยพัฒนาและส่งเสริมการกีฬาของประเทศให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น จึงได้ขยายสิทธิออกไปอีก 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2559  ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2561

    ตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 596) พ.ศ. 2559 โดยกำหนดให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการบริจาค สำหรับการบริจาคให้แก่การกีฬาแห่งประเทศไทย คระกรรมการกีฬาจังหวัด สมาคมกีฬาแห่งจังหวัด สมาคมกีฬาที่ใช้คำว่า ‘แห่งประเทศไทย’ หรือกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยการกีฬาแห่งประเทศไทย และกรมพลศึกษา เพื่อนำไปใช้ในการจัดหาอุปกรณ์กีฬา การฝึกซ้อมหรือการแข่งขัน การจัดสร้างและพัฒนาสนามกีฬา หรือศูนย์ฝึกกีฬาแห่งชาติ การส่งเสริมสนับสนุนการจัดการแข่งขันกีฬา หรือการพัฒนานักกีฬา และบุคลากรกีฬาตามกฎหมายว่าด้วยการกีฬาแห่งประเทศไทย ที่ได้กระทําตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2559 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2561 ดังนี้

สำหรับบุคคลธรรมดา

    ให้ยกเว้น สำหรับเงินได้พึงประเมินหลังจากหักค่าใช้จ่าย และหักลดหย่อนได้จำนวน 2 เท่าของจำนวนเงินที่บริจาค แต่เมื่อรวมกับเงินสำหรับการจ่ายเป็นค่าใช้จ่าย เพื่อสนับสนุนการศึกษาสำหรับโครงการที่กระทรวงศึกษาธิการให้ความเห็นชอบแล้ว ต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินได้พึงประเมินหลังจากหักค่าใช้จ่ายและหักลดหย่อนนั้น

สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

    ให้ยกเว้นสำหรับเงินได้เป็นจำนวนสองเท่าของรายจ่ายที่บริจาค ไม่ว่าจะจ่ายเป็นเงินหรือทรัพย์สินแต่เมื่อรวมกับรายจ่ายที่จ่ายเป็นค่าใช้จ่าย เพื่อสนับสนุนการศึกษาสำหรับโครงการที่กระทรวงศึกษาธิการให้ความเห็นชอบ และรายจ่ายที่จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดสร้างและการบำรุงรักษาสนามเด็กเล่น สวนสาธารณะ หรือสนามกีฬาของเอกชนที่เปิดให้ประชาชนใช้โดยไม่เก็บค่าบริการใด ๆ หรือสนามเด็กเล่น สวนสาธารณะ หรือสนามกีฬาของทางราชการแล้วต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของกำไรสุทธิ ก่อนหักรายจ่าย เพื่อการกุศลสาธารณะหรือเพื่อการสาธารณประโยชน์ และรายจ่าย เพื่อการศึกษาหรือการกีฬา

    อย่างไรก็ตาม ผู้ที่จะใช้สิทธิยกเว้นภาษีดังกล่าว จำเป็นต้องมีเอกสารหลักฐาน เช่นในกรณีที่บริจาคเงิน ต้องมีหลักฐานใบเสร็จรับเงิน หรือเอกสารอื่น ๆ ที่ออกโดยผู้รับบริจาค เพื่อทำการยืนยันว่าคุณได้บริจาคทรัพย์สิน และอุปกรณ์กีฬาเป็นความจริง โดยต้องการระบุจำนวนเงินที่บริจาคด้วย เช่นใบเกียรติคุณ หนังสือขอบคุณ เป็นต้น ในส่วนของการบริจาคสินค้า อุปกรณ์ และอื่น ๆ ผู้ขอใช้สิทธิยกเว้นภาษีต้องมีเอกสาร หรือหลักฐานจากผู้รับบริจาค และมีการรับรองอย่างชัดเจนว่าได้รับบริจาคจริงนอกจากนี้ บุคคลธรรมดาและบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลยังได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ สำหรับเงินได้ที่ได้รับจากการโอนทรัพย์สิน หรือการขายสินค้า หรือสำหรับการกระทำตราสาร อันเนื่องมาจากการบริจาคให้แก่ผู้รับบริจาคที่เป็นหน่วยงานทางการกีฬาเท่านั้น

 

สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.rd.go.th/publish/fileadmin/user_upload/kormor/newlaw/596.pdf

2017-08-22 13:13:59
ผู้ประกอบการจ้างผู้สูงวัยทำงาน รีบแจ้งข้อมูลกับกรมสรรพากรขอใช้สิทธิลดหย่อนภาษี 2 เท่า ภายใน 31 สิงหาคม 2560

ตามที่กรมสรรพากรได้กำหนดสิทธิประโยชน์ทางภาษี ตามมาตรการเพื่อส่งเสริมการจ้างงาน ผู้สูงอายุ โดยให้ยกเว้นภาษีเงินได้เป็นจำนวนร้อยละหนึ่งร้อย ให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สำหรับ รายจ่ายที่จ่ายเป็นค่าจ้างผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปเข้าทำงาน

โดยมีผลตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มใน หรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2559 เป็นต้นไป ทั้งนี้ ตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร  ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 639) พ.ศ. 2560 และประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 290)

ได้กำหนดให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต้องแจ้งข้อมูลของผู้สูงอายุ ซึ่งบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน นิติบุคคลจะนำมาใช้เป็นสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ สำหรับรายจ่ายที่ได้จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายในการจ้างงานผู้สูงอายุ ในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชีต่ออธิบดีกรมสรรพากรภายใน 150 วัน

นับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี  ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตทางเว็บไซต์ของกรมสรรพากร โดยสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่มีวันสุดท้ายของ รอบระยะเวลาบัญชีสิ้นสุดก่อนหรือในวันที่ 31 มีนาคม 2560 ให้แจ้งข้อมูลของลูกจ้างผู้สูงอายุภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2560 นั้น

นายสมชาย แสงรัตนมณีเดช รองอธิบดีกรมสรรพากร รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้าน ยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี (กลุ่มธุรกิจพลังงาน) ในฐานะโฆษกกรมสรรพากร กล่าวว่า “เพื่อให้การใช้สิทธิการ ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 639) เป็นไปอย่างถูกต้อง

ขอให้บริษัทหรือ  ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ใช้สิทธิหักรายจ่ายเป็นจำนวนร้อยละหนึ่งร้อยของรายจ่ายที่ได้จ่ายในการจ้างงานผู้สูงอายุ ในรอบระยะเวลาบัญชี 2559 ซึ่งมีรอบระยะเวลาบัญชีสิ้นสุดก่อนหรือในวันที่ 31 มีนาคม 2560 ให้บันทึกข้อมูล ลูกจ้างผู้สูงอายุที่ใช้สิทธิหักรายจ่ายร้อยละหนึ่งร้อย บนระบบแจ้งการใช้สิทธิจ้างงานผู้สูงอายุ ภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2560 ผ่านทางเว็บไซต์กรมสรรพากร www.rd.go.th

ภายใต้หัวข้อ e – Services ระบบแจ้งการใช้ สิทธิจ้างงานผู้สูงอายุ”   หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุ สามารถสอบถามเพิ่มเติม ได้ที่ศูนย์สารนิเทศสรรพากร โทร. 1161 หรือหากมีปัญหาเกี่ยวกับการใช้งานระบบ สอบถามได้ที่กองเทคโนโลยี สารสนเทศ กรมสรรพากร โทร. 0-2272-8743 / 0-2272-8804

 

2018-11-16 14:08:33
ลดหย่อนภาษี เพื่อการท่องเที่ยว ในโครงการ ‘เที่ยวทั่วไทย ไปถึงถิ่น’

    นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยหลังร่วมประชุมกับภาคเอกชนด้านการท่องเที่ยว ว่าที่ประชุมมีมติแนวทางกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศไทย กับโครงการ ‘เที่ยวทั่วไทย ไปถึงถิ่น’ เพื่อกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวออกไปใช้จ่ายในท้องถิ่น โดยระยะเริ่มต้นโครงการ คือ ช่วงไตรมาส 4 (เดือนตุลาคม – ธันวาคม 2560) ด้วยมาตรการทางภาษี ที่นักท่องเที่ยวสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ ซึ่งจะมีการกำหนดโซนการท่องเที่ยวใน เมืองหลัก เมืองรอง แบ่งเป็น 3 โซนด้วยกัน

โซนที่ 1 ได้แก่ เมืองท่องเที่ยวหลัก 14 จังหวัด มีทั้งหมด 14 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นครราชสีมา กาญจนบุรี ชลบุรี เชียงใหม่ ระยอง เพชรบุรี ขอนแก่น พระนครศรีอยุธยา สระบุรี นครปฐม ประจวบคีรีขันธ์ สงขลา ภูเก็ต สามารถลดหย่อนภาษีได้ 1.5 หมื่นบาท

โซนที่ 2 ได้แก่ 12 เมืองต้องห้ามพลาด จำนวน 12 จังหวัด มีทั้งหมด 12 จังหวัด ได้แก่ สมุทรสงคราม ราชบุรี ชุมพร นครศรีธรรมราช ตรัง ลำปาง น่าน เพชรบูรณ์ เลย บุรีรัมย์ จันทบุรี และตราด สามารถลดหย่อนภาษีได้ 3 หมื่นบาท

โซนที่ 3 ได้แก่ 51 จังหวัดที่เหลือ ที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวน้อย โดยสามารถลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 5 หมื่นบาท

railay-bay-2281883_640

    ในส่วนหมวดค่าใช้จ่ายที่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ ประกอบด้วย ค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าของที่ระลึก ร้านค้าในชุมชน และค่าบริการบริษัทนำเที่ยว สำหรับมาตรการลดหย่อนภาษีการท่องเที่ยวนี้ ต้องรอกระทรวงการคลังอนุมัติต่อไป ซึ่งก่อนจะมีมติเห็นชอบ ททท. ควรเร่งหาแหล่งท่องเที่ยว Unseen ของทุกจังหวัด เพื่อมาทำการโปรโมทผ่านช่องทางต่าง ๆ  และเป็นทางเลือกให้กับนักท่องเที่ยว นอกจากนี้หน่อยงานที่เกี่ยวข้องควรให้ความรู้กับร้านค้า หรือผู้ประกอบการท้องถิ่นในการออกใบกำกับภาษี เพื่อให้นักท่องเที่ยวนำไปลดหย่อนภาษีเกี่ยวกับการท่องเที่ยวได้

    โดยคาดหวังว่ามาตรการลดหย่อนภาษีเกี่ยวกับการท่องเที่ยวนี้ จะสามารถสร้างรายได้ ให้กับชุมชนหรือท้องถิ่นที่อยู่ห่างไกลออกไป และสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศให้มีการเติบโตเพิ่มมากขึ้น

ข่าวจาก : มติชน และ โพสต์ทูเดย์

 

2018-11-16 14:08:38
ภาษี

    โดยทั่วไปภาษีเป็นค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากบุคคล หรือนิติบุคคลที่บังคับใช้โดยหน่วยงานของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นท้องถิ่น ภูมิภาค หรือระดับชาติ เพื่อใช้เป็นเงินทุนในการทำกิจกรรมของรัฐบาลหรือเพื่อลงทุนให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศหลาย ๆ ด้าน ในส่วนของด้านเศรษฐศาสตร์ภาษีจะลดลงก็ต่อเมื่อใครก็ตามที่จ่ายภาษีเปลี่ยนเป็นภาระภาษีไม่ว่าจะเป็นนิติบุคคลที่ถูกหักภาษี เช่นธุรกิจ หรือผู้บริโภคปลายทางของสินค้าของธุรกิจก็ตาม

    โดยภาษีจะเรียกเก็บจากรัฐ เมื่อพลเมือง และบริษัทให้เงินทุนแก่งานสาธารณะ และการบริการ การเสียภาษีในอัตราที่รัฐบาลกำหนดไว้เป็นข้อบังคับและห้ามหลีกเลี่ยงภาษี เพราะการหลีกเลี่ยงภาษีอาจถูกลงโทษตามที่กฎหมายระบุไว้ได้ การเก็บภาษีมีทั้งภาษีทางตรง ที่เรียกเก็บจากผู้เสียภาษีโดยตรงที่มีรายได้จากการประกอบอาชีพหรือภาษีที่ได้จากการประกอบการค้า การบริการ และอุตสาหกรรม ในส่วนของภาษีทางอ้อม เป็นภาษีที่เก็บจากประชาชนเมื่อซื้อสินค้าหรือบริการต่าง ๆ ที่เรียกกันว่า ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีการค้า อากรแสตมป์ อากรสุรา ภาษีสินค้าเข้า-สินค้าออก เป็นต้น  ซึ่งรัฐบาลมอบหมายให้กรมสรรพกรมีภารกิจเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษี การเสนอแนะ และการใช้นโยบายทางภาษีอากร เพื่อให้ได้ ภาษีตามเป้าหมายอย่างทั่วถึง และเป็นธรรม เป็นกลไกในการพัฒนา เศรษฐกิจ สังคม และเกิดความสมัครใจในการเสียภาษี

    อย่างไรก็ตามระบบภาษีมีอยู่ในทุก ๆ ประเทศทั่วโลก ซึ่งจะมีความแตกต่างกันไป และเป็นสิ่งสำคัญสำหรับบุคคลหรือบริษัท ต่าง ๆ ในการศึกษาและปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับภาษีของท้องถิ่น เมื่อมีรายได้หรือเริ่มทำธุรกิจที่นั่น

 

2018-11-16 14:08:45
e-Texinfo

    e-Texinfo เป็นช่องทางการบริการข่าวสารรูปแบบใหม่ จากกรมสรรพากร ที่จะทำให้สมาชิกหรือผู้ที่ต้องทราบข่าวจากกรมสรรพกรนั้น ได้รับความสะดวกสบาย และให้บริการข่าวสารได้อย่างง่ายดาย และรวดเร็วโดยตรงผ่านทาง E-mail บริการสารสรรพากร จะส่งข้อมูลข่าวสาร เช่น กฎหมาย ระเบียบคำสั่งปฏิบัติ รวมถึงข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับภาษีสรรพากร ซึ่งจะทำให้คุณได้รับประโยชน์สูงสุดจากการเป็นสมาชิก เพราะจะทำให้สมาชิกรับรู้ข่าวสารต่าง ๆ ได้ โดยไม่ต้องนั่งค้นหาให้เสียเวลา นอกจากนี้คุณจะยังได้รับความสะดวกรวดเร็วในการรับข้อมูล และข่าวสารที่สำคัญอย่างสม่ำเสมอ เรียกได้ว่าจะทำให้ไม่พลาดการอัพเดทเรื่องราวใหม่ ๆ จากกรมสรรพากร 


    ทั้งนี้ต้องทำการสมัครสมาชิก เพื่อรับบริการสารจากกรมสรรพากรเสียก่อน โดยคุณสมบัติของผู้สมัคร คือเป็นผู้ที่สนใจในการรับข้อมูลข่าวสารจากกรมสรรพากร เช่น หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ บริษัท องค์กรธุรกิจ นิสิต นักศึกษา เยาวชน และบุคคลทั่วไป การสมัครสมาชิกเป็นบริการฟรีจากกรมสรรพากร จึงทำให้ผู้สมัครไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น ซึ่งสมาชิกสามารถรับสิทธิประโยชน์จากการสมัครบริการดังนี้ ได้รับข้อมูลข่าวสารใหม่ ๆ จากกรมสรรพากร ทั้งในเรื่องของกฎหมายภาษีอากร คำสั่ง แนวปฏิบัติ ข่าวแถลงจากสรรพากร การสัมมนาภาษีอากร และกิจกรรม CSR ที่ทางกรมสรรพากรได้จัดขึ้น

หากคุณไม่เข้าใจเรื่องการจัดทำบัญชีและการยื่นภาษี ARAC เราคือมืออาชีพพร้อมเป็นที่ปรึกษาให้แก่ธุรกิจของคุณ เรามีบริการรับทำบัญชี ที่ปรึกษาด้านภาษีอากร บริการด้วยทีมงานมืออาชีพ 


ผู้ที่สนใจสามารถสมัครสมาชิกได้ที่ : http://interapp3.rd.go.th/mail/member/index.html

สามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.rd.go.th
หากคุณไม่เข้าใจเรื่องการจัดทำบัญชีและการยื่นภาษี ARAC เราคือมืออาชีพพร้อมเป็นที่ปรึกษาให้แก่ธุรกิจของคุณ เรามีบริการรับทำบัญชี ที่ปรึกษาด้านภาษีอากร บริการด้วยทีมงานมืออาชีพ 

2017-08-16 13:35:11
ยื่นภาษีกลางปี

    เมื่อเข้าสู่เดือนสิงหาคม นั่นหมายความว่าถึงกำหนดการที่บริษัทจำกัด จะต้องยื่น ภ.ง.ด.51 หรือภาษีนิติบุคคลกลางปีแล้ว สำหรับบริษัทฯ ส่วนใหญ่ที่มีรอบระยะเวลาบัญชีสิ้นสุดในวันที่ 31 ธันวาคม จะต้องทำการยื่น ภ.ง.ด.51 หากไม่ได้ยื่นแบบ ภ.ง.ด. 51 ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด หรือพ้นกำหนดเวลาการยื่นรายการแล้ว บริษัทฯ อาจถูกเพิกถอนสิทธิการได้รับยกเว้นตามพระราชกำหนดฯ และถูกตรวจสอบย้อนหลังได้ ซึ่งวันสุดท้ายสำหรับยื่นภาษีกลางปี คือภายในวันที่ 31 สิงหาคมนี้ อย่างไรก็ตามบริษัทฯ จะต้องประมาณกำไร เพื่อยื่นภาษีกลางปีโดยไม่ให้เสี่ยงโดนค่าปรับจากกรมสรรพกรตาม โดยกฎหมายที่เกี่ยวข้องหลัก ๆ มีอยู่ 2 ฉบับ คือ มาตรา 67 ทวิ และ มาตรา 67 ตรี 

 

มาตรา 67 ทวิ

    เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีก่อนถึงกำหนดเวลาตามมาตรา 68 ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดพร้อมกับชำระภาษีต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ ภายในสองเดือนนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาหกเดือนนับแต่วันแรกของรอบระยะเวลาบัญชี ดังนี้

    (1) ในกรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนอกจากที่กล่าวใน (2) ให้จัดทำประมาณการกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ ซึ่งได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่ได้กระทำ หรือจะได้กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น แล้วให้คำนวณและชำระภาษีจากจำนวนกึ่งหนึ่งของประมาณการกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น

    (2) ในกรณีบริษัทจดทะเบียน ธนาคารพาณิชย์ตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ หรือบริษัทเงินทุน บริษัทหลักทรัพย์ หรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ หรือบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด ให้คำนวณและชำระภาษีจากกำไรสุทธิของรอบระยะเวลาหกเดือนนับแต่วันแรกของรอบระยะเวลาบัญชี ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี

    ภาษีที่ชำระตามวรรคหนึ่ง ให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 68

    ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งมีรอบระยะเวลาบัญชีแรก หรือรอบระยะเวลาบัญชีสุดท้ายน้อยกว่าสิบสองเดือน

 

มาตรา 67 ตรี

    ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ไม่ยื่นรายการและชำระภาษีตามมาตรา 67 ทวิ (1) หรือยื่นรายการและชำระภาษีตามมาตรา 67 ทวิ(1) โดยแสดงประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 ของกำไรสุทธ ซึ่งได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น โดยไม่มีเหตุอันสมควร บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 20 ของจำนวนเงินภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 67 ทวิ (1) หรือของกึ่งหนึ่งของจำนวนเงินภาษีที่ต้องเสียในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น หรือของภาษีที่ชำระขาดแล้วแต่กรณี

    ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ไม่ยื่นรายการและชำระภาษีตามมาตรา 67 ทวิ (2) หรือยื่นรายการและชำระภาษีตามมาตรา 67 ทวิ (2)ไว้ไม่ถูกต้อง โดยไม่มีเหตุอันสมควร ทำให้จำนวนภาษีที่ต้องชำระขาดไป บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 20 ของจำนวนเงินภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 67 ทวิ (2) หรือของภาษีที่ชำระขาด แล้วแต่กรณี

    เงินเพิ่มตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง ให้ถือเป็นค่าภาษีและอาจลดลงได้ตามระเบียบที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี

 

    สรุปง่าย ๆ คือ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลทั่วไป ที่ไม่ใช่บริษัทตามข้อ (2) ของมาตรา 67 ทวิ ต้องประมาณกำไรทั้งปีของปีนั้น ๆ แล้วเสียภาษีครึ่งหนึ่งก่อน ภายในระยะเวลา 8 เดือนหลังวันสิ้นงวดบัญชี ซึ่งการให้กำหนดกำไร และขาดทุนได้เองนั้น แน่นอนว่าทุกคนก็จะประมาณกำไรน้อย หรือ ประมาณว่าขาดทุน สรรพากรจึงมีข้อกำหนดออกมาว่า หากประมาณกำไรน้อยไปกว่า 25% ของกำไรที่เกิดขึ้นจริงจากทั้งปีของปีนั้น โดยไม่มีเหตุอันสมควร ทำให้เกิดการเสียภาษีกลางปีน้อยเกินไป ซึ่งส่วนที่น้อยกว่า 25% บริษัทฯ จะต้องเสียค่าปรับ 20% ของภาษีที่ชำระขาดไป

    ฉะนั้นการประมาณการกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นจริงย่อมไม่ตรงกันอยู่แล้ว ถึงแม้สรรพากรจะยอมให้เกิดผลต่างได้ 25% ก็จะมีความเสี่ยงที่จะโดนปรับอยู่ดี แต่อย่างก็ตามยังมีทางออกที่จะไม่เสี่ยงโดนปรับจากสรรพากร นั่นก็คือ การประมาณกำไรให้มากกว่าปีที่ผ่านมาเท่านั้นก็เพียงพอแล้วที่จะไม่ต้องกังวลว่าพอถึงสิ้นปีปิดบัญชีผลกำไรจะเป็นเช่นไร

    รู้อย่างนี้แล้ว ไม่ต้องกังวลว่าจะปิดบัญชีครึ่งปีไม่ทัน แล้วจะประมาณกำไรไม่ได้ เพียงแค่เอา ภงด.50 ปีที่แล้วมาดู ก็จะสามารถประมาณกำไรปีนี้ได้อย่างง่ายดาย ทั้งนี้ผู้ประกอบการสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ของกรมสรรพากร หรือสอบถามได้ที่สำนักงาน สรรพากรพื้นที่ทุกแห่ง และศูนย์บริการข้อมูลสรรพากร RD Call Center โทร 1161

หากคุณไม่เข้าใจเรื่องการจัดทำบัญชีและการยื่นภาษี ARAC เราคือมืออาชีพพร้อมเป็นที่ปรึกษาให้แก่ธุรกิจของคุณ เรามีบริการรับทำบัญชี ที่ปรึกษาด้านภาษีอากร บริการด้วยทีมงานมืออาชีพ 

 

2018-11-16 14:08:56
ภาษีเรื่องง่าย ๆ ไม่วุ่นวาย กับ 3 แอพพลิเคชัน

       เชื่อว่าหลาย ๆ คนต้องปวดหัววุ่นวายกับภาษีเป็นอย่างมาก เพราะไหนจะต้องคำนวณภาษี ยื่นภาษี ตรวจสอบเอกสารต่าง ๆ ที่มีความซับซ้อน เพื่อความถูกต้องที่สุด ทำให้ต้องเสียเวลาไปกับการนั่งคิดคำนวณแล้วคำนวณอีก แต่ในปัจจุบันมีแอพพลิเคชั่นที่สามารถเข้ามาช่วยจัดการความซับซ้อนเหล่านั้นได้ ทำให้การคำนวณภาษี หรือยื่นภาษีไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป หลัก ๆ แล้วมี 4 แอพพลิเคชันดี ๆ ต่อไปนี้

  1. RD Smart Tax

RD Smart Tax เป็นแอพพลิเคชันให้บริการธุรกรรมภาครัฐจากกรมสรรพากร ซึ่งจะอำนวยความสะดวกให้ผู้เสียภาษีและบุคคลทั่วไป โดยมีคุณสมบัติมากมาย เช่น แจ้งข่าวสารเกี่ยวกับกฎหมายและภาษี คำนวณภาษี ยื่นภาษี และตรวจสอบการขอคืนภาษี เป็นต้น เพื่อชีวิตที่ง่ายขึ้นในการบริหารจัดการภาษี 

tax2tax3

สามารถดาวน์โหลดได้ทั้งระบบปฏิบัติการ iOS และ Andriod

 

  1. iTAX Pro

            iTAX Pro เป็นแอพพลิเคชันคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอย่างละเอียด มีคุณสมบัติที่สามารถช่วยวางแผนประหยัดภาษี เพื่อให้ผู้เสียภาษีสามารถคำนวณเงินภาษีที่ต้องจ่ายและต้องรับคืน โดยไม่ต้องคิดคำนวณเองให้เสียเวลาอีกต่อไป พร้อมกับเตรียมแบบ ภ.ง.ด. 90/91 ประจำปี ให้นำไปใช้ยื่นภาษีได้เลย

tax1

สามารถดาวน์โหลดได้ทั้งระบบปฏิบัติการ iOS และ Andriod

 

  1. iTAX Check Check

            iTAX Check Check ถูกสร้างขึ้นโดยบริษัทเดียวกับ iTAX Pro เป็นแอพพลิเคชันตรวจเช็คเงินคืนภาษีได้อย่างรวดเร็ว เพียงแค่กรอกข้อมูลที่จำเป็น และสามารถเข้าไปตรวจเช็คภาษีบ่อยแค่ไหนก็ได้เท่าที่ผู้ใช้ต้องการ โดยไม่ต้อง Login เข้าสู่ระบบหรือพิมพ์ข้อมูลส่วนตัวซ้ำ ๆ

tax4

สามารถดาวน์โหลดได้ทั้งระบบปฏิบัติการ iOS และ Andriod

หากคุณไม่เข้าใจเรื่องการจัดทำบัญชีและการยื่นภาษี ARAC เราคือมืออาชีพพร้อมเป็นที่ปรึกษาให้แก่ธุรกิจของคุณ เรามีบริการรับทำบัญชี ที่ปรึกษาด้านภาษีอากร บริการด้วยทีมงานมืออาชีพ 

 

2018-11-16 14:09:03
ขยายเวลามาตรการภาษีเพื่อการลงทุนในประเทศ

    ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2560 เห็นชอบขยายเวลามาตรการภาษี เพื่อส่งเสริมการลงทุนในประเทศตามที่กระทรวงการคลังเสนอออกไปอีก 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2560 โดยมีการปรับเงื่อนไขบางส่วนในเรื่องของจำนวนการหักรายจ่ายจากเดิม 2 เท่า เหลือ 1.5 เท่า นั้น
    นายสมชาย แสงรัตนมณีเดช รองอธิบดีกรมสรรพากร ในฐานะโฆษกกรมสรรพากร ชี้แจงว่า “มาตรการภาษีดังกล่าวเป็นการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีทำนองเดียวกับสิทธิประโยชน์ที่ได้ตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 604) พ.ศ. 2559 ซึ่งเป็นมาตรการภาษีของเดิมที่สิ้นสุดไปแล้ว มาตรการภาษีนี้เป็นการยกเว้นภาษีเงินได้ นิติบุคคลสำหรับรายจ่ายที่จ่ายไปเพื่อการลงทุนในทรัพย์สิน โดยให้หักรายจ่ายได้ 1.5 เท่า ให้แก่บริษัทที่มีการ จ่ายเงินลงทุนในทรัพย์สินประเภท

  • เครื่องจักร ส่วนประกอบ อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ เครื่องตกแต่ง และเฟอร์นิเจอร์
  • โปรแกรมคอมพิวเตอร์
  • ยานพาหนะที่มิใช่รถยนต์นั่งไม่เกิน 10 ที่นั่ง
  • อาคารถาวรแต่ไม่รวมที่ดินและที่อยู่อาศัย

ทรัพย์สินที่จะนำมาหักรายจ่าย 1.5 เท่าตามมาตรการภาษีนี้ จะต้องเป็น 

  • ทรัพย์สินใหม่ที่มีการจ่ายเงินลงทุนในปี 2560 และพร้อมใช้งานภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2560 เว้นแต่เครื่องจักรและอาคารถาวรจะพร้อมใช้งานหลังวันที่ 31 ธันวาคม 2560 ก็ได้ 
  • กรณีที่เป็นทรัพย์สินที่ได้ใช้สิทธิหักรายจ่าย 2 เท่าตามมาตรการภาษีของเดิมที่สิ้นสุดไปแล้ว แต่ยังจ่ายเงินลงทุนไม่ครบถ้วนและมาจ่ายต่อในปี 2560 ก็ได้รับสิทธิหักรายจ่าย 1.5 เท่าตามมาตรการภาษีนี้ได้

ทั้งนี้ ต้องมีการจัดทำโครงการลงทุน และแผนการจ่ายเงินให้กรมสรรพากรทราบด้วย” 
สำหรับผู้ที่มีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ทุกพื้นที่ และ ศูนย์สารนิเทศสรรพากร โทร.1161

และหากคุณไม่เข้าใจเรื่องการจัดทำบัญชีและการยื่นภาษี ARAC เราคือมืออาชีพพร้อมเป็นที่ปรึกษาให้แก่ธุรกิจของคุณ เรามีบริการรับทำบัญชี ที่ปรึกษาด้านภาษีอากร บริการด้วยทีมงานมืออาชีพ 

ที่มา : กรมสรรพากร

 

2018-11-16 14:09:10
กรมสรรพากรได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจถึง 2 มาตรการ

สรรพากรได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

กรมสรรพากร : กรมสรรพากรได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจถึง 2 มาตรการ ช่วงนี้ โดยในช่วงวันสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 9 - 17 เม.ย. 2559 นี้ ให้บุคคลธรรมดา สามารถนำค่าใช้จ่าย ดังต่อไปนี้

1) ค่าอาหาร และเครื่องดื่ม จากร้านอาหาร หรือโรงแรม

2) ค่า Package Tour ในประเทศ

3) ค่าที่พักโรงแรมในประเทศ

สามารถหัก ลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 15,000 บาท เอกสารที่ต้องมี : ใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ (ย้ำนะคะ - เต็มรูปแบบ เท่านั้น) และมาตรการเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว และจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศ บุคคลธรรมดา : หักลดหย่อน ได้ไม่เกิน 15,000 บาท นิติบุคคล : หัก เป็นรายจ่ายได้ 2 เท่า ข่าวดีๆ แบบนี้ ใช้สิทธิกัน และวางแผนภาษีได้ให้เต็มที่นะคะ ^ ^

หากคุณไม่เข้าใจเรื่องการจัดทำบัญชีและการยื่นภาษี ARAC เราคือมืออาชีพพร้อมเป็นที่ปรึกษาให้แก่ธุรกิจของคุณ เรามีบริการรับทำบัญชี ที่ปรึกษาด้านภาษีอากร บริการด้วยทีมงานมืออาชีพ 

 

2018-11-16 14:15:53
ข่าวกรมสรรพากร

ข่าวกรมสรรพากร : จากข่าวที่เผยแพร่ จากรัฐบาลจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงสงกรานต์ ให้สิทธิผู้มีเงินได้ สามารถนำค่าใช้่จ่ายที่เป็นค่าอาหาร ค่าเครื่องดื่ม ค่าที่พักโรงแรม ที่จ่ายในช่วงวันที่ 9 - 17 เมษายน 2559 (จำนวน 9 วัน) ไปหักลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมได้ โดยต้องมีหลักฐานเป็นใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบทีได้รับจากผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) นั้น สูงสุด 15,000 บาท ดังนั้นเราต้องทำความเข้าใจในการออกใบกำกับภาษีที่ถูกต้อง เพื่อนำไปใช้หัก ลดหย่อนได้นะคะ โดยมีรายละเอียดสรุปดังนี้

1) ผู้ขายสินค้า หรือให้บริการ ที่เป็นผู้ประกอบการจด VAT ต้องออกใบกำกับภาษี โดยระบุ "เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร" ของลูกค้าที่เป็นผู้ซื้อสินค้า หรือรับบริการเสมอ "เฉพาะกรณีลูกค้าเป็นผู้่ประกอบการจด VAT" เหมือนกันเท่านั้น

- กรณีลูกค้าไม่บอก หรือ ไม่ได้จด VAT ก็ต้องออกใบกำกับภาษี โดยไม่ต้องระบุเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร ได้คะ ถือว่า มิได้มีเจตนาที่จะออกใบกำกับภาษีไม่ครบถ้วน แต่อย่างใด

2) ผู้ซื้อสินค้า หรือรับบริการ ที่ได้รับใบกำกับภาษีที่ไม่มีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรดังกล่าว ไม่สามารถนำภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีไปใช้ได้ ถือว่า เป็นเป็นภาษีซื้อต้องห้าม

3) ลูกค้าผู้ซื้อสินค้า หรือรับบริการ ที่ไม่ได้จดทะเบียน VAT ไม่ต้องแจ้งเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรให้แก่ผู้ขายวินค้า หรือให้บริการทราบ ได้คะ

หากคุณไม่เข้าใจเรื่องการจัดทำบัญชีและการยื่นภาษี ARAC เราคือมืออาชีพพร้อมเป็นที่ปรึกษาให้แก่ธุรกิจของคุณ เรามีบริการรับทำบัญชี ที่ปรึกษาด้านภาษีอากร บริการด้วยทีมงานมืออาชีพ 

 

2018-11-16 14:16:00