ข่าวสาร > ข่าวภาษี
2018-11-16 14:06:44
มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์
มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์

       เป็นอีกหนึ่งยุทธศาสตร์ที่สำคัญ โดยเป็นโครงการย่อยที่มุ่งเน้นพัฒนาระบบชำระเงินของไทยให้ก้าวไปสู่การชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ที่อยู่ภายใต้โครงการย่อย คือการส่งเสริมให้ประชาชนลดการใช้เงินสดในการชำระเงินซื้อของทั่วไป เพื่อให้หันมาใช้การชำระเงินผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์กันมากยิ่งขึ้น และเพื่อกระจายอุปกรณ์รับชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Data Capture : EDC) หรือเครื่องรูดบัตรมือถือ (Mobile Point of Sale : MPOS) ซึ่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้ากำหนดให้ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี ตาม พ.ร.บ. การบัญชี พ.ศ. 2543 ติดตั้งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ณ สถานประกอบการ อย่างน้อยสถานที่ละ 1 เครื่อง โดยผู้ประกอบการที่ติดตั้งอุปกรณ์จะได้รับสิทธิประโยชน์ โดยไม่ต้องจ่ายค่าอุปกรณ์และค่าติดตั้ง นอกจากนี้ยังจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากกรมสรรพากรอีกด้วย ตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 640) พ.ศ. 2560

       มาตรา 4 ให้ยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สำหรับเงินได้เป็นจำนวนร้อยละหนึ่งร้อยของรายจ่ายที่ได้จ่าย เพื่อการลงทุนในอุปกรณ์รับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยต้องจ่ายตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2561 และบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นไม่เรียกเก็บค่าเช่าอุปกรณ์รับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์จากผู้รับชำระเงิน ผ่านอุปกรณ์ดังกล่าว และต้องเป็นการใช้สิทธิในรอบระยะเวลาบัญชีที่จ่ายไปทั้งจำนวน ทั้งนี้ ให้เป็นไป ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด

       มาตรา 5 อุปกรณ์รับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ตามมาตรา 4 ต้องมีลักษณะ ดังต่อไปนี้

- เป็นอุปกรณ์รับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ตามโครงการลงทุนที่ได้รับการรับรองจากคณะกรรมการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ แห่งชาติหรือผู้ที่คณะกรรมการดังกล่าวมอบหมาย และได้ใช้จริงในโครงการดังกล่าว

- ไม่เคยผ่านการใช้งานมาก่อน

- เป็นอุปกรณ์ที่หักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินได้ตามมาตรา 65 ทวิ (2) แห่งประมวลรัษฎากร และอยู่ในสภาพพร้อมใช้การได้ตามวัตถุประสงค์ภายในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2561

- ต้องมีการหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่าสามปี นับแต่วันที่อยู่ในสภาพพร้อมที่จะใช้การได้ตามวัตถุประสงค์ เว้นแต่ถูกทำลาย สูญหายหรือสิ้นสภาพ

- ไม่เป็นทรัพย์สินที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินนั้นตามพระราชกฤษฎีกา ที่ออกตามความในประมวลรัษฎากร ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน

- ไม่เป็นทรัพย์สินที่นำไปใช้ในกิจการที่ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามกฎหมาย ว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน

       มาตรา 6 ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลได้ใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ ตามพระราชกฤษฎีกานี้ และต่อมาไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในรอบระยะเวลาบัญชีใด ให้สิทธิที่จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ตามพระราชกฤษฎีกานี้สิ้นสุดลง และบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นจะต้องนำเงินได้ที่ได้ใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ไปแล้วไปรวมเป็นรายได้ ในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้ใช้สิทธินั้น เว้นแต่กรณีที่ทรัพย์สิน ถูกทำลาย สูญหาย หรือสิ้นสภาพ

       มาตรา 7 ให้ยกเว้นภาษีเงินได้ สำหรับเงินได้เป็นจำนวนร้อยละหนึ่งร้อยของรายจ่ายที่ได้จ่ายเป็นค่าธรรมเนียมจาก การรับชำระเงินด้วยบัตรเดบิตผ่านอุปกรณ์รับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้จ่ายตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2564 ให้แก่

- บุคคลธรรมดา ซึ่งมีเงินได้พึงประเมิน รวมกันไม่เกินสามสิบล้านบาทในปีภาษีที่ใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้

- บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งมีทุนที่ชำระแล้วไม่เกินห้าล้านบาทในวันสุดท้าย ของรอบระยะเวลาบัญชีที่ใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ และมีรายได้จากการขายสินค้าและการให้บริการ ไม่เกินสามสิบล้านบาท ในรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้ใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ การยกเว้นภาษีเงินได้ตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดี ประกาศกำหนด

       มาตรา 8 ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา 7 (2) มีทุนที่ชำระแล้ว เกินห้าล้านบาทในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีใด หรือมีรายได้จากการขายสินค้าและการให้บริการ เกินสามสิบล้านบาทในรอบระยะเวลาบัญชีใด ให้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ตามมาตรา 7 สิ้นสุดลงตั้งแต่ รอบระยะเวลาบัญชีนั้น

อ้างอิง : กรมสรรพากร