ข่าวสาร > ข่าวธุรกิจ
เงินสมทบกรณีชราภาพ กองทุนประกันสังคม

        มนุษย์เงินเดือนล้วนทราบกันดีว่าจะโดนเรียกเก็บเงิน 5% ของเงินเดือนที่ได้รับในแต่ละเดือน แต่ไม่เกิน 1,000 บาท เข้ากองทุนประกันสังคม ซึ่งคุณรู้กันไหมว่า...เงินที่เราได้จ่ายกันไปทุกเดือนนั้น ส่วนหนึ่งเป็นค่ารักษาพยาบาล และอีกหนึ่งส่วนจะถูกกันไว้เป็นเงินออมไว้ใช้ในยามเกษียณ หรือที่รู้จักกันในชื่อว่า “บำเหน็จและบำนาญชราภาพ

        แต่เคยสงสัยกันไหมว่าสิทธิประกันสังคมส่วนนี้ เราจะไปรับเงินคืนได้จากไหน และเมื่อไหร่ มากหรือน้อยกว่าที่เราจ่ายทุก ๆ เดือน แล้วถ้าลาออกก่อนจะได้เงินที่จ่ายไปไหม มาลองอ่านตรงนี้แล้วคิดทบทวนกันว่าที่เสียไปกันอยู่เนี่ยมันคุ้มค่าหรือเปล่า

 

ประกันสังคม คืออะไร?

        ผู้ประกันตนภาคบังคับ ตามมาตรา 33 หรือลูกจ้าง พนักงานเงินเดือนจะถูกหักเงิน 5% ของเงินเดือนหรือค่าจ้างไปสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม โดยกำหนดฐานค่าจ้างสูงสุดอยู่ที่ 15,000 บาท นั่นแปลว่าต่อให้เราเงินเดือนเกิน 15,000 บาท ก็จะถูกหักเงินเข้าสมทบกองทุนเพียงเดือนละ 750 บาท โดยจะแบ่งไปสมทบไว้เป็นสิทธิประโยชน์แยกตามกรณี มีดังต่อไปนี้

  • 1.5% ของค่าจ้างหรือสูงสุด 225 บาท จะถูกเก็บไว้สำหรับกรณีเจ็บป่วยหรือประสบอุบัติเหตุ + กรณีคลอดบุตร + กรณีทุพพลภาพ + กรณีเสียชีวิต
  • 0.5% ของค่าจ้างหรือสูงสุด 75 บาท จะเก็บไว้สำหรับกรณีว่างงาน
  • 3% ของค่าจ้าง หรือสูงสุด 450 บาทจะถูกเก็บไว้เป็นเงินสมทบกรณีชราภาพ

        นอกจากเงินที่ลูกจ้างจ่ายแล้ว ยังมีเงินที่นายจ้างช่วยสมทบให้อีกเท่าตัว และยังมีเงินสมทบจากรัฐบาลช่วยสมทบบางกรณีอีกด้วย ตัวอย่างเช่น กรณีชราภาพ เราเริ่มสมทบในแต่ละเดือน 450 บาท และมีเงินสมทบจากนายจ้างอีก 450 บาท รวมแล้วเราจะมีเงินสมทบกรณีชราภาพเดือนละ 900 บาท ซึ่งเงินส่วนนี้จะกลายมาเป็นเงินบำเหน็จ หรือเงินบำนาญในวัยชราต่อไป

 

สิทธิประโยชน์กรณีชราภาพ  

  • เงินชราภาพประกันสังคม ใครมีสิทธิ์ ได้รับบ้าง?

          ต้องบอกก่อนว่า ใช่ว่าทุกคนจะมีสิทธิ์ได้รับเงินชราภาพเหมือนกันหมดทุกคน เนื่องจากกองทุนประกันสังคมก็จะมีเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ไว้ดังต่อไปนี้

  1. เป็นผู้ประกันตนภาคบังคับตามมาตรา 33 หรือผู้ประกันตนที่เป็นพนักงานบริษัทเอกชนทั่วไป ซึ่งมีสถานะเป็นลูกจ้างของสถานประกอบการที่มีพนักงานตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป มีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปีและไม่เกิน 60 ปี
  2. เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 หรือบุคคลที่เคยทำงานเป็นพนักงานบริษัทเอกชนตามมาตรา 33 มาก่อน แต่ได้ทำการลาออกแล้วต้องการรักษาสิทธิประกันสังคมของตนเอง สามารถสมัครเข้ากองทุนประกันสังคมเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 แทนได้ โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องเป็นผู้ประกันตนมาก่อนแล้วไม่ต่ำกว่า 12 เดือน และลาออกจากงานมาแล้วไม่ต่ำกว่า 6 เดือน รวมถึงต้องไม่เป็นบุคคลทุพพลภาพด้วย
  3. มีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์
  4. ความเป็นผู้กันตนได้สิ้นสุดลงแล้ว

 

        โดย "เงินบำนาญ" ที่ได้รับจะถูกทยอยจ่ายเป็นรายเดือนไปตลอดชีวิต โดยเราไม่สามารถเลือกได้เองว่าจะรับเป็นเงินบำเหน็จหรือบำนาญ เพราะจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมตามเงื่อนไข ซึ่งมีดังต่อไปนี้

        1. บำเหน็จชราภาพ คือการจ่ายเงินสมทบไม่ถึง 180 เดือน หรือ 15 ปี โดยแบ่งเป็น 2 กรณี ได้แก่

        - จ่ายเงินสมทบน้อยกว่า 12 เดือน ได้รับบำเหน็จเท่ากับเงินที่เราจ่ายสมทบเท่านั้น

        - จ่ายสมทบมากกว่า 12 เดือน แต่ไม่ถึง 180 เดือน ได้บำเหน็จเท่ากับเงินที่เราจ่ายสมทบ บวกกับเงินที่นายจ้างจ่ายสมทบ และผลประโยชน์ตอบแทนที่ประกันสังคมกำหนด

        2. บำนาญชราภาพ คือการจ่ายเงินสมทบมากกว่า 180 เดือน หรือ 15 ปี จะติดต่อกันหรือไม่ก็ได้ เมื่อผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบครบ 180 เดือน แม้ว่าจะหยุดส่งไปช่วงหนึ่งแล้วกลับมาเข้าระบบประกันสังคมใหม่ หรือส่งติดต่อกัน 15 ปีก็ตาม จะมีสิทธิ์รับบำนาญเท่ากับ 20% ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย

        แต่ถ้าหากมีการจ่ายเงินสมทบมากกว่า 180 เดือน ก็จะได้บำนาญบวกเพิ่มขึ้นไปอีก 1.5% ทุก ๆ 12 เดือน หรือ 1 ปี เช่น จ่ายเงินสมทบ 30 ปี ก็จะได้รับบำนาญเป็น 20% + (1.5% x 15 ปี) เท่ากับ 42.5%

        โดบปกติทางสำนักงานประกันสังคมจะเป็นผู้ส่งหนังสือแจ้งยอดเงินสมทบให้ผู้ประกันตน แต่ถ้าหากใครต้องการเช็คยอดเงินสะสมด้วยตนเอง ก็สามารถตรวจสอบได้เช่นกันทั้งทางช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ ดังต่อไปนี้

  • เข้าไปติดต่อสอบถามโดยตรงได้ที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่/จังหวัด/สาขาที่สะดวก
  • โทรสอบถาม สายด่วนประกันสังคม 1506 ตลอด 24 ชั่วโมง (ไม่เว้นวันหยุดราชการ)
  • ตรวจสอบผ่านเว็บไซต์ สำนักงานประกันสังคมได้ด้วยขั้นตอนง่าย ๆ แบบนี้ >>> เช็กสิทธิประกันสังคมของตัวเองผ่านเว็บไซต์
  • SSO Connect จะอัพเดทรายการอัตโนมัติให้กับเราโดยตรง และสามารถตรวจสอบยอดรวมสมทบปัจจุบัน (ไม่รวมผลประโยชน์จากดอกผล) สำหรับระบบปฏิบัติการ iOS สามารถเก็บข้อมูลไว้ใน Wallet ได้

 

ข้อมูลเพิ่มเติม

  • กรณีที่หนึ่ง ซึ่งเป็นคำถามยอดฮิตมาก ๆ เนื่องจากมีการเปลี่ยนงานกันในอายุของการทำงาน 30 ปีส่วนน้อยเท่านั้นที่จะยังคงทำงานเดิม ดังนั้นจึงเกิดคำถามว่า “ส่งเงินไป 15 ปี แล้วลาออกจากประกันสังคม มาตรา 33 มาสมัคร มาตรา 39 จะได้บำนาญไหม?”
  • เมื่ออายุครบ 55 ปี จะยังคงได้รับเงินบำนาญเหมือนเดิม แต่การคิดฐานเงินเดือนขั้นต่ำจะเปลี่ยนไปด้วย จากเดิม มาตรา 33 ฐานเงินเดือนขั้นต่ำสูงสุดอยู่ที่ 15,000 บาท จะเหลือเพียงเดือนละ 4,800 บาทหากเปลี่ยนมาเป็นผู้ประกันตน มาตรา 39 เนื่องจากผู้ประกันตนในมาตรา 39 กำหนดให้ผู้ประกันตนส่งเงินเข้ากองทุน 432  บาทต่อเดือน และรัฐบาลจะช่วยสมทบอีก 120 บาทต่อเดือนเท่านั้น นั่นหมายความว่าเวลาคำนวณเงินชราภาพ ก็จะคิดจากฐานเงินเดือนที่น้อยลงตามไปด้วยทันที
  • กรณีที่สอง “หากส่งเงินสมทบไป 12 ปี แล้วลาออกตอนอายุ 37 ปี จะได้เงินชราภาพประกันสังคมไหม?”

        คำตอบคือ ได้ แต่จะได้รับในส่วนของเงินบำเหน็จ ตามจำนวนเงินที่ได้จ่ายสมทบ บวกกับเงินที่นายจ้างและผลประโยชน์ตอบแทนอื่น ๆ โดยจะไม่มีสิทธิ์ได้รับเงินบำนาญ เพราะว่าสมทบไม่ถึง 15 ปี ซึ่งการรับเงินบำเหน็จนั้นจะได้รับเป็นเงินก้อน แต่ก็ต้องรอจนอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ก่อนถึงจะได้เงินส่วนนั้น

 

2019-11-06 10:39:40
ซื้อ Software มาใช้ในกิจการบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายหรือสินทรัพย์

     ไม่ว่าธุรกิจใดก็ตาม ต้องมีการซื้อซอฟต์แวร์ (Software) หรือโปรแกรม (Program) เพื่อนำมาใช้ในการทำงานภายในของธุรกิจ ซึ่งก็มักมีคำถามที่ค้างคาใจอยู่เสมอว่า ซอฟต์แวร์ที่ซื้อมาใช้ในกิจการนั้นสามารถนำมาบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายหรือบันทึกเป็นทรัพย์สินดี?

    ซอฟต์แวร์คืออะไร? >> ซอฟต์แวร์ หรือ Software คือชุดคำสั่งข้อมูลหรือโปรแกรมที่ใช้ในการใช้งานคอมพิวเตอร์และทำงานเฉพาะเจาะจง ซึ่งตรงข้ามกับฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์เป็นคำทั่วไปที่ใช้เพื่ออ้างถึงแอปพลิเคชัน, สคริปต์และโปรแกรมที่ทำงานบนอุปกรณ์ 

 

     ก่อนจะตัดสินใจว่าจะนำไปบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายหรือบันทึกเป็นทรัพย์สิน ต้องมาวิเคราะห์กันก่อนว่า เจ้าตัวซอฟต์แวร์ที่เราซื้อกันมานั้นจัดอยู่ในการลงทุนด้านเครื่องมือในการดำเนินงานของบริษัท และมีอายุการใช้งานมากกว่า 1 ปีหรือไม่ ถ้าหากว่าซอฟต์แวร์ที่นำมาใช้อยู่ในลักษณะนี้ก็ถือเป็นการซื้อทรัพย์สินที่มีลักษณะเป็นการลงทุน แต่กรณีที่เป็นรายจ่ายที่จ่ายเพื่อการหากำไร หรือเป็นการจ่ายเพื่อก่อให้เกิดกำไร อันนี้เรียกว่าเป็นค่าใช้จ่าย 

     อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่เรามองว่าเป็นการซื้อทรัพย์สิน เราต้องดูด้วยว่าทรัพย์สินนั้นมีอายุการใช้งานเท่าใด สามารถใช้งานได้นานแค่ไหน เพื่อนำมากำหนดอัตราค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินอีกที 

     แต่บางคนอาจจะคิดแค่ว่าซอฟต์แวร์นั้นเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องคอมพิวเตอร์ จึงคิดอัตราค่าเสื่อมราคาในอัตรา 33.33% ดูแล้วเป็นตัวเลขที่ฟังแล้วดูดีอยู่เหมือนกัน แต่ในทางประมวลรัษฎากรกลับมองว่าเจ้า Software ที่ว่านี้เป็นเรื่องของลิขสิทธิ์ล้วน ๆ พอเป็นเรื่องของลิขสิทธิ์เราต้องกลับไปดูตารางอัตราค่าเสื่อมราคาทรัพย์สินตามที่กฎหมายกำหนด จึงพบว่าค่าลิขสิทธิ์นั้นกฎหมายกำหนดให้หักค่าเสื่อมราคาได้ในอัตรา 10% เท่านั้น หากคิด 33.3% เหมือนหักค่าเสื่อมราคาเครื่องคอมพิวเตอร์อาจจะโดนสรรพากรเรียกตรวจสอบและอาจทำให้ต้องเสียค่าปรับภาษีเพิ่มจากเดิมอีกด้วย

 

2019-10-24 11:56:13
การทำลายสต็อก

เมื่อผลิตสินค้ามาไว้ในสต็อกแล้ว แต่ระหว่างเก็บสินค้าในสต็อกนั้นตัวสินค้ามีอายุการใช้งาน ซึ่งการทำลายสต็อกสินค้านั้นไม่ใช่อยู่ ๆ คิดอยากจะทำลายก็ทำลายเลย แต่ต้องดูเงื่อนไขและวิธีการทำลายด้วย

ทำไมต้องทำลายสินค้า

  1. สินค้าที่ถูกทำลายไม่ถือเป็นการขาย ดังนั้นจะไม่ต้องเสียภาษีขาย
  2. เมื่อทำลายสินค้า นิติบุคคลมีสิทธินำต้นทุนของสินค้าที่ถูกทำลายมาเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่ทำลายสินค้า

                     การทำลายสินค้าจะต้องทำถูกต้องตามที่กรมสรรพากรได้กำหนด
สินค้าที่สามารถทำลายได้
    สินค้าที่ต้องการทำลายเป็นสินค้าที่เน่าเสียได้ เช่น ผลิตภัณฑ์อาหาร เวชภัณฑ์ เคมีภัณฑ์ เป็นต้น สามารถทำลายได้เลยโดยไม่ต้องแจ้งสรรพากร
    สินค้าที่ต้องการทำลายเป็นสินค้าสามารถเก็บรักษาได้ รอปริมาณเยอะค่อยทำลายทีเดียว เมื่อจะทำลายสินค้าจะต้องดำเนินการแจ้งการทำลายให้สรรพากรพื้นที่หรือสรรพากรจังหวัดทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน ก่อนวันทำลายสินค้า
ขั้นตอนการทำลายสินค้าที่ถูกต้อง
1.ตรวจสอบสินค้าว่าเสียหายจริงหรือไม่ตามระเบียบของบริษัท ส่งให้ผู้มีอำนาจอนุมัติว่าเสียตามที่ระเบียบบริษัทกำหนด
2.กรณีที่สินค้าได้รับคืนมาจากลูกค้า บริษัทจะต้องเก็บหลักฐานการรับคืน เอกสารดังกล่าวจะต้องระบุ
       2.1 วันที่รับคืนสินค้า
       2.2 สาเหตุการรับคืน
       2.3 ชนิดสินค้า และปริมาณ
       2.4 เลขที่อ้างอิงการสั่งซื้อสินค้าชนิดนั้น
3. เมื่อได้รับอนุมัติให้ทำลาย จะมีผู้เข้าร่วมการทำลายสินค้าอย่างน้อยดังนี้ ฝ่ายคลังสินค้า ฝ่ายบัญชี ฝ่ายขายหรือฝ่ายตรวจสอบ (ถ้ามี) พร้อมผู้ตรวจสอบบัญชี เมื่อทำลายเสร็จให้ทุกคนลงลายมือชื่อเป็นพยานในการทำลายสินค้า
    อย่างไรก็ตาม หากจะทำลายสต๊อกสินค้าอย่าลืมร่างจดหมายทำลายสต็อก ถึงกรมสรรพากรพื้นที่ก่อนทำลายด้วย โดนระบุรายละเอียดดังต่อไปนี้


ตัวอย่างร่างจดหมายเรื่องทำลายสต็อก
วันที่ xx/xx/xx
เรียน : สรรพากรพื้นที่จังหวัดxxx
เรื่อง : แจ้งและขอเชิญมาเป็นพยานในการทำลายสินค้าที่เสื่อมคุณภาพและสินค้าที่มีตำหนิ
    เนื่องจาก บริษัท xxx ทะเบียนเลขที่xxx มีสินค้าที่เสื่อมคุณภาพและสินค้าที่มีตำหนิ ชำรุดบกพร่อง ไม่ได้มาตรฐาน ไม่สามารถจำหน่ายได้ มีจำนวน และมูลค่าของสินค้าดังรายการต่อไปนี้
    ประเภทสินค้า            จำนวนสินค้า (ชิ้น)             มูลค่าสินค้า (บาท)
     สินค้าสำเร็จรูป                 xxx                                  xxx
                   รวม                 xxx                                  xxx
    บริษัทxxx จะทำลายสินค้าที่เสื่อมคคุณภาพและสินค้าที่มีตำหนิ ชำรุดบกพร่อง มีรายละเอียดตามเอกสารที่แนบมาด้วย บริษัทฯ จะทำลายสินค้าดังกล่าวโดยวิธี xxx จากนั้นได้ว่าจ้าง บริษัท xxx เป็นตัวแทนในการขนส่งเศษซากโดยวิธีการใช้รถบดให้เสียรูป
    ณ วันที่ทำลายสินค้าดังกล่าว บริษัทฯ มีบุคคลอันประกอบด้วยฝ่ายคลังสินค้า, ฝ่ายบัญชี, ผู้บริหาร ร่วมสังเกตุการณ์ และลงลายมือชื่อเป็นพยานในการทำลาย เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการบันทึกบัญชี พร้อมทั้งได้เชิญผู้สอบบัญชี ในการตรวจสอบการทำลายส่วนสูญเสียมาเป็นพยานในการทำลาย
    ดังนั้นจึงเรียนมาเพื่อแจ้งทำลายและขอเชิญสรรพากรพื้นที่จังหวัดxxx ให้มาเป็นพยน (ตามคำสั่ง กรมสรรพากร ที่ ป.79/2541 เรื่อง แนวทางปฏิบัติ กรณีการทำลายของเสีย สินค้าที่เสื่อมคุณภาพ สินค้าที่มีตำหนิ สินค้าที่หมดสมัยนิยม สินค้าที่หมดอายุ และเศษซาก) ในการทำลายสินค้าที่เสื่อมคุณภาพและสินค้าที่มีตำหนิ ชำรุด บกพร่อง ของบริษัทxxx เวลา xx.xx – xx.xx น. จักเป็นพระคุณยิ่ง

ขอแสดงความนับถือ

ตำแหน่ง…………………………………………..
 

2019-08-26 17:23:15
หลังจดทะเบียนบริษัทและห้างหุ้นส่วน มีหน้าที่ทำอะไรบ้าง

         หลังจากจดทะเบียนบริษัทและห้างหุ้นส่วน ไม่ใช่ว่าทุกอย่างจะจบ เพราะการจดทะเบียนเป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น ซึ่งบริษัทและห้างหุ้นส่วนมีหน้าที่อื่น ๆ ต้องดำเนินการต่อไปจากนี้ด้วย

 

หน้าที่ของบริษัทและห้างหุ้นส่วนที่ดำเนินการจดทะเบียนบริษัทและห้างหุ้นส่วนเรียกร้อยแล้ว

 

1. ต้องจัดให้มี "ผู้ทำบัญชี" ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนถูกต้องตาม พ.ร.บ. บัญชี พ.ศ. 2543 โดยต้องขึ้นทะเบียนเป็นผู้ทำบัญชีของบริษัท ซึ่งต้องมีผู้ทำบัญชีบริษัทละ 1 คน เพื่อเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดทำบัญชีของนิติบุคคล ทั้งนี้อาจเป็นพนักงานของนิติบุคคล ผู้รับทำบัญชีอิสระ หรือใช้บริการทำบัญชีกับสำนักงานรับทำบัญชีก็ได้

 

2. จัดทำบัญชีตามที่กฏหมายกำหนด โดยนับตั้งแต่วันที่ได้รับจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ซึ่งผู้ประกอบการที่จดทะเบียนบริษัทและห้างหุ้นส่วน จะต้องจัดทำบัญชีตามชนิดของบัญชีด้วย มีดังนี้

      - บัญชีรายวัน ได้แก่ บัญชีเงินสด บัญชีธนาคาร บัญชีรายวันซื้อ บัญชีรายวันขาย และบัญชีรายวันทั่วไป

      - บัญชีแยกประเภทสินทรัพย์ ได้แก่ หนี้สิน ทุน รายได้และค่าใช้จ่าย ลูกหนี้ เจ้าหนี้

      - บัญชีสินค้า และสต๊อกสินค้า

      - บัญชีรายวันและแยกประเภทอื่นตามความจำเป็นของบริษัท

 

3. ส่งมอบเอกสารประกอบการลงบัญชี ให้แก่ "ผู้ทำบัญชี" ให้ครบถ้วนและถูกต้อง

 

4. จัดให้มีการปิดบัญชี ครั้งแรกภายใน 12 เดือน และปิดบัญชีทุกรอบ 12 เดือน นับตั้งแต่วันปิดบัญชีครั้งก่อน

 

5. จัดทำงบการเงิน อย่างน้อยหนึ่งครั้ง ทุก ๆ สิบสองเดือน ซึ่งงบการเงินดังกล่าวจะต้องมีรายการย่อตามที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด และงบการเงินต้องมีผู้สอบบัญชีอย่างน้อยหนึ่งคนเป็นคนตรวจสอบงบการเงิน แล้วนำเสนอที่ประชุมใหญ่สามัญให้ผู้ถือหุ้นอนุมัติงบการเงินภายใน 4 เดือน นับแต่วันปิดรอบปีบัญชี

        พร้อมทั้งยื่นงบการเงินต่อสำนักบริการข้อมูลธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือที่สำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้ากระทรวงพาณิชย์ภายใน 1 เดือนด้วย นับตั้งแต่วันอนุมัติงบการเงิน (สำหรับห้างหุ้นส่วนต้องจัดทำงบการเงินยื่นภายใน 5 เดือน นับแต่วันปิดบัญชี) ทั้งนี้รวมถึง บริษัทและห้างหุ้นส่วนที่แม้ว่าจะยังมิได้ประกอบกิจการก็ตาม จะต้องส่งงบการเงินด้วย มิฉะนั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท

 

6. เก็บรักษาบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชี โดยเก็บรักษาไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี

 

7. จัดทำบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (เฉพาะกรณีบริษัทจำกัด) ณ วันที่ที่ประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้นและให้นำส่งต่อสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร หรือที่สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดแล้วแต่กรณี ภายใน 14 วัน นับจากวันที่ประชุม มิฉะนั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท

 

8. ต้องจัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญ (เฉพาะกรณี บริษัท จำกัด) ภายหลัง 6 เดือนนับแต่วันจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล และจัดประชุมครั้งต่อไปอย่างน้อย 1 ครั้ง ทุกระยะเวลา 12 เดือน

 

9. ต้องจัดทำใบหุ้น (เฉพาะกรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนบริษัทจำกัด) มอบให้ผู้ถือหุ้นของบริษัท มิฉะนั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท

 

10. ต้องจัดทำสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นของบริษัท (เฉพาะกรณีบริษัทจำกัด) มิฉะนั้นมีความผิดต้องระวางโทษ ปรับไม่เกิน 20,000 บาท

 

2019-06-17 13:03:44
กฎหมายแรงงานฉบับใหม่ ชดเชยลูกจ้างทำงาน 20 ปี แถมลาคลอดได้ 98 วัน

            พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฉบับใหม่ ให้สิทธิเพิ่มเติมเพียบ เพิ่มอัตราค่าชดเชยเลิกจ้าง อายุงาน 20 ปี ได้ค่าชดเชย 400 วัน หญิงมีครรภ์ เพิ่มวันลาคลอดได้ 98 วัน พ่วงไฟเขียวลากิจธุระ 3 วัน โดยยังได้รับค่าจ้างตามปกติ

           เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 โดยมีเนื้อหาสำคัญ เช่น ลูกจ้างมีสิทธิลากิจได้ค่าจ้าง 3 วันทำงานต่อปี, ลาคลอดได้ ไม่เกิน 98 วัน และวันลาเพื่อคลอดบุตร ให้รวมวันลาเพื่อตรวจครรภ์ก่อนคลอดบุตรด้วย ซึ่งนายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างให้ไม่เกิน 45 วัน

          นายจ้างต้องกำหนดค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด ให้แก่ลูกจ้างที่มีลักษณะ คุณภาพ และปริมาณงานเท่ากัน ไม่ว่าลูกจ้างนั้นจะเป็นชายหรือหญิง

          นอกจากนี้ ในกรณีนายจ้างหยุดกิจการทั้งหมด หรือบางส่วน ให้จ่ายชดเชยไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 ของค่าจ้างในวันทำงาน โดยลูกจ้างที่ทำงานครบ 10 ปี แต่ไม่ถึง 20 ปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน, 20 ปีขึ้นไป ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 400 วัน  พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 30 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป

          นายมนัส โกศล ประธานสภาองค์การลูกจ้างพัฒนาแรงงานแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กลุ่มลูกจ้างที่มีอายุงาน 20 ปีขึ้นไป ที่จะได้รับสิทธิประโยชน์หลังกฎหมายบังคับใช้ในช่วงปีแรก คาดว่าจะมีกว่า 3 แสนคน ซึ่งจะเป็นลูกจ้างในวัย 40 ปีขึ้นไป ทั้งนี้การออกกฎหมายฉบับดังกล่าว ถือว่าประเทศไทยมีความก้าวหน้ามากกว่าประเทศอื่น ๆ ในกลุ่มอาเซียน เพราะขณะนี้กฎหมายด้านการคุ้ม ครองแรงงานของไทย นำหน้าประเทศเพื่อนบ้านกว่า 4-5 ประเทศ อาทิ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อีกทั้งบางประเทศก็ยังไม่มีค่าชดเชย เพราะไม่ได้เป็นข้อบังคับตามอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ

         นายวิวัฒน์ ตังหงส์ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กระทรวงแรงงาน กล่าวว่า  ในส่วนของ กสร. ได้มีการดำเนินการเรื่องดังกล่าวมาตลอดตั้งแต่ที่ยังไม่มีการประกาศใช้ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสิทธิ หน้าที่ตามกฎหมายของนายจ้างและลูกจ้าง ทาง กสร.ได้มีการจัดอบรมหรือประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ปัญหา อุปสรรค แนวทางแก้ไขและมาตรการบังคับใช้กฎหมาย แก่เจ้าหน้าที่ในกระทรวง และนายจ้าง ลูกจ้าง ได้ทราบถึงหลักการและเหตุผล รวมถึงเนื้อหาสาระสำคัญของกฎหมาย ส่งผลให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างถูกต้อง เพื่อให้ความคุ้มครองแรงงานอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม

2019-05-08 16:31:42
ทำไมทุนจดทะเบียนตอนเปิดบริษัทเป็น 1 ล้านบาท

ทำไมทุนจดทะเบียนตอนเปิดบริษัทเป็น 1 ล้านบาท

คุณเคยสงสัยไหมว่า ทำไมเปิดบริษัทต้องใช้เงินในการลงทุนมากมายเป็นล้านบาท

  • ค่าธรรมเนียมของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
  • การลงทุน / กู้ยืมเงิน
  • สัญญารับงาน ภาครัฐ / ภาคเอกชน

 

3 เหตุผลอย่างง่าย

  • ค่าธรรมเนียมของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

ถ้าจดทะเบียนต่ำกว่า 1 ล้าน – 1 ล้านบาท เสียค่าธรรมเนียมเท่ากัน (หากจดทะเบียนต่ำกว่า แล้วภายหลังจะจดเพิ่มทุนธุรกิจของท่านก็ต้องเสียค่าธรรมเนียมเพิ่มทุนอีก)

  • การลงทุน / กู้ยืมเงิน

เมื่อธุรกิจของคุณ ต้องการขยายกำลังการผลิต มีการขอกู้เงิน 1 ล้านบาท แต่ทุนจดทะเบียนมีเพียง 5 แสนบาท ก็ไม่สามารถฏุ้ได้ เพราะบริษัทไม่มีทุนเพียงพอที่จะประกันหนี้ดังกล่าวได้

  • สัญญารับงาน ภาครัฐ/ภาคเอกชน

การรับงานไม่ว่าจะจ้างทำของ/จ้างตามสัญญา ในหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ/ภาคเอกชน จะมีข้อกำหนดว่าบริษัทที่จะรับงานได้ ต้องมีทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 1 ล้านบาทขึ้นไป (ตามสภาพของงาน)

 

** ** 1 25% 250,000 250,000 100%

2019-01-17 17:16:51
SMEs จดทะเบียนบริษัทเป็นนิติบุคคล หรือบุคคลธรรมดาเสียภาษีถูกกว่ากัน

            ธุรกิจ SMEs หรือวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ส่วนใหญ่จะจดทะเบียนบริษัทในรูปแบบบุคคลธรรมดา มากกว่านิติบุคคล เพราะส่วนใหญ่เป็นธุรกิจที่มีเจ้าของเพียงคนเดียวจึงไม่ต้องการความยุ่งยากมากนัก แต่รู้หรือไม่? SMEs ที่จดทะเบียนบริษัทเป็นนิติบุคคลเสียภาษีถูกกว่าการเป็นบุคคลธรรมดา

            ตามอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล หากมีกำไรสุทธิไม่เกิน 300,000 บาท จะได้รับการยกเว้นเสียภาษี แต่ถ้ามีกำไรสุทธิเกิน 3 แสน – 3 ล้านบาท อัตราภาษีอยู่ที่ 15% และกำไรสุทธิเกิน 3 ล้านบาทอัตราภาษีเพียง 20% เท่านั้น ในขณะที่อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพียงมีรายได้สุทธิตั้งแต่ 150,000 – 300,000 บาท อัตราภาษีอยู่ที่ 5% แล้ว และถ้าหากมากกว่า 5 ล้านบาท อัตราภาษีอยู่ที่ 35% ซึ่งมากกว่าอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลอยู่ 15% ดังนั้นถ้าธุรกิจ SMEs ที่มีกำไรสุทธิไม่เกิน 3 แสน และกำไรสุทธิเกิน 750,000 บาท จดทะเบียนนิติบุคคลจะเสียภาษีถูกกว่า นอกจากนี้การจดทะเบียนบริษัทเป็นนิติบุคคลยังได้รับสิทธิประโยชน์พิเศษอื่น ๆ อีกด้วย อย่างการหักค่าใช้จ่ายกิจการได้ 2 เท่า และถ้าหากเปลี่ยนจากบุคคลธรรมดามาเป็นนิติบุคคลภายในวันที่ 31 ธันวาคมนี้ จะได้รับสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้จากการโอนกิจการ และได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม SMEs ที่จดทะเบียนบริษัทในรูปแบบนิติบุคคลมีเงื่อนไขดังต่อไปนี้

  • ธุรกิจ SMEs ต้องมีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท
  • ธุรกิจ SMEs ต้องมีรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท

ข้อมูลเพิ่มเติม : ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย สายด่วนโทร. 1357

            ใครสนใจแปลงสภาพจากบุคคลธรรมดา มาเป็นนิติบุคคลต้องรีบตัดสินใจแล้ว เพราะสิทธิประโยชน์อีกหนึ่งต่อใกล้จะหมดเขตสิ้นปีนี้แล้ว ปรึกษาการจดทะเบียนนิติบุคคล หรือแปลงสภาพรูปแบบธุรกิจสามารถติดต่อได้ที่ 02–439-4600

           

2018-11-15 16:40:05
ครม. มีคำสั่งยุติยกเลิกการสำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้านในส่วนราชการแล้ว

            การสำเนาบัตรประชาชนเป็นทางออกเดียวที่ทำให้ประชาชนมีหลักฐานในการยืนยันตัวตนกับหน่วยงานราชการ ไม่ว่าเราจะติดต่อทำอะไรกับหน่วยงานราชการจะต้องพกบัตรประชาชนหรือสำเนาบัตรประชาชนไว้ เพื่อนำไปเก็บเป็นฐานข้อมูล แต่การสำเนาบัตรประชาชนก็มีความเสี่ยงเช่นกัน ถึงแม้ว่าจะมีการเซ็นชื่อกำกับพร้อมระบุเหตุผลไว้ก็ตาม นอกจากนี้การสำเนาบัตรประชาชนคือการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว ดังนั้นจึงไม่มีความปลอดภัย อีกทั้งยังทำให้ยุ่งยากและเปลืองกระดาษอีกด้วย

            ด้วยเหตุผลหลาย ๆ อย่างจึงทำให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติให้ยกเลิกการสำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้านภายในหน่วยงานราชการ เพื่อการขับเคลื่อนการปฏิรูปเป็นรัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) ตามนโยบาย Thailand 4.0 และเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่เข้ามาติดต่อกับหน่วยงานราชการ ทำให้ภายในเดือนสิงหาคมนี้หน่วยงานราชการและหน่วยงานในกำกับของรัฐจะต้องให้บริการประชาชน โดยไม่ต้องใช้สำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านอีกต่อไป แต่หลังจากนี้จะมีการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ และแอปพลิเคชันเข้ามาปรับใช้การบริการข้อมูลแทนการใช้กระดาษแบบเดิม ส่วนในเดือนมกราคม พ.ศ. 2562 จะเปิดใช้ระบบให้ประชาชนสามารถให้คะแนนความพึงพอใจในการใช้บริการ รวมถึงแสดงความคิดเห็นและข้อร้องเรียนด้วย

            ดังนั้นหน่วยงานทุกหน่วยงานของภาครัฐจะมีการติดตั้งเครื่อง สำหรับเสียบบัตรประชาชนสมาร์ทการ์ด และทุก ๆ เครื่องจะต้องมีเจ้าหน้าที่ประจำเครื่อง เพื่อดูแลความปลอดภัยของข้อมูลและการใช้งานของประชาชน ซึ่งการเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวเจ้าหน้าที่ประจำเครื่องสามารถเข้าถึงข้อมูลได้เพียงคนเดียว ซึ่งในอนาคตจะมีการพัฒนาให้ใช้เพียงเลขประจำตัวบัตรประชาชน 13 หลักเท่านั้น โดยไม่ต้องถือบัตรประชาชนอีกต่อไป

 

 

2018-11-16 14:39:51
วงการธุรกิจอาหารสะเทือน!! ห้ามผลิต นำเข้าและจำหน่ายอาหารที่มีไขมันทรานส์

            เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศจากกระทรวงสาธารณสุข เกี่ยวกับไขมันทรานส์หรือ Trans Fat ซึ่งกำหนดให้ผู้ประกอบการหรือเจ้าของเครื่องหมายการค้าห้ามผลิต นำเข้าและจำหน่ายอาหารที่มีไขมันทรานส์ โดยประกาศฉบับนี้ส่งผลกระทบโดยตรงกับธุรกิจที่จำหน่ายเบเกอรี่ ฟาสต์ฟู้ด ครีมเทียม เนย เป็นต้น เนื่องจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มีการทดสอบและระบุไว้อย่างชัดเจนว่า “กรดไขมันทรานส์ (Trans Fatty acid)” ที่เป็นไขมันอิ่มตัวเกิดจากน้ำมันพืชที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจน (Partially Hydrogenated Oils) ทำให้น้ำมันพืชเดิมที่เป็นของเหลวแปรสภาพไปอยู่ในสถานะของแข็ง หรือที่หลาย ๆ คนเรียกกระบวนการนี้ว่า “ไฮโดรจีเนชั่น”

            ทางการแพทย์ให้ความเห็นว่า ไขมันทรานส์เป็นไขมันที่สามารถทำลายสุขภาพของผู้บริโภคได้ง่ายดาย เพราะการที่เรารับไขมันทรานส์มากเกินไปมันจะเข้าไปทำลายการทำงานของระบบเอนไซม์ในร่างกาย และสามารถทำลายไขมันดีในร่างกายของเราลดลง ซึ่งเมื่อเรารับประทานไขมันชนัดนี้เข้าไปมันจะไปเกาะหรืออุดอยู่ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายทำให้ตับของเราทำงานหนัก เพิ่มความเสี่ยงให้เกิดโรคภัยต่าง ๆ ทั้งโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง ไขมันอุดตันในหลอดเลือดและเส้นเลือด ดังนั้นเพื่อเป็นการลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเหล่านี้ กระทรวงสาธารณสุขจึงให้ความสำคัญกับไขมันทรานส์ โดยประกาศดังกล่าวมีผลบังคับใช้อีก 180 วันหรือ 6 เดือน

            เหตุผลนี้จึงทำให้เครื่องหมายการค้าที่ผลิต จำหน่ายและนำเข้าส่วนประกอบที่มีไขมันทรานส์จะต้องเปลี่ยนแปลงวิธีในการผลิตสินค้าใหม่ทั้งหมด โดยเฉพาะกับร้านขนม ร้านกาแฟต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวของคนไทย ซึ่งการเปลี่ยนแปลงสูตรในครั้งนี้อาจส่งผลถึงราคาและรสชาติของสินค้า แต่ตอนนี้ก็มีหลายธุรกิจที่ปรับตัวและผลิต จำหน่ายสินค้าไร้ไขมันทรานส์กันแล้ว เช่น KFC, เบเกอรี่ของเทสโก้ โลตัส เป็นต้น สำหรับธุรกิจใหม่ที่กำลังจดทะเบียนธุรกิจหรือกำลังจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าอาจต้องระวังและใส่ใจในส่วนประกอบต่าง ๆ ที่นำมาผลิตสินค้านั้นดีต่อสุขภาพของผู้บริโภคด้วย เพราะว่าหากผู้ใดไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ. 2522 มาตรา 50 ซึ่งระบุบทลงโทษไว้ว่า ผู้ใดฝ่าฝืนซึ่งออกตามมาตรา 6 (8) ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนจนถึง 2 ปี และปรับตั้งแต่ 5,000 บาทถึง 20,000 บาท

 

 

2018-11-16 14:39:57
SMEs ควรเลือกจดทะเบียนธุรกิจรูปแบบใดได้บ้าง

           SMEs หรือ Small To Medium Enterprise ซึ่งเอสเอ็มอีเป็นคำสั้น ๆ ที่ใช้เรียกธุรกิจและองค์กรอื่น ๆ ที่ดำเนินธุรกิจด้านการผลิตและจำหน่ายขนาดย่อม เป็นธุรกิจที่ค่อนข้างมีอิสระในการดำเนินธุรกิจและมีต้นทุนค่อนข้างต่ำ พนักงานไม่เกิน 500 คน

            ในปัจจุบัน SMEs เป็นธุรกิจขนาดย่อมที่ช่วยพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ เนื่องธุรกิจเอสเอ็มอีช่วยกระจายรายได้ไปสู่กลุ่มคนต่าง ๆ และทำให้เกิดการจ้างและประชาชนทุกคนก้มีรายได้อย่างทั่วถึง อีกทั้งเอสเอ็มอียังเป็นอีกหนึ่งจุดที่นำไปสู่การเริ่มต้นของธุรกิจขนาดใหญ่ โดยประเทศไทยของเราได้ประกาศกฎหมายเพื่อสนับสนุนส่งเสริมธุรกิจ SMEs อย่างเช่น ลดอัตราภาษีเงินได้ ยกเว้นภาษีเงินได้และอื่น ๆ ซึ่งใครที่กำลังสงสัยว่าทำธุรกิจ SMEs ต้องจดทะเบียนหรือไม่ กรมสรรพากรได้ระบุรูปแบบธุรกิจอยู่กฎหมายดังกล่าวด้วย ดังนั้นธุรกิจเอสเอ็มอีจะต้องจดทะเบียนธุรกิจให้ถูกต้องตามกฎหมายด้วยรูปแบบดังต่อไปนี้

จดทะเบียนธุรกิจ : รูปแบบบุคคลธรรมดา หรือธุรกิจที่กระทำตั้งแต่คนเดียวขึ้นไป

            การเลือกทำธุรกิจเอสเอ็มอี รูปแบบบุคคลธรรมดาสามารถจดทะเบียนธุรกิจได้เพียงแค่ 1 คน ธุรกิจรูปแบบนี้ทำให้มีการดำเนินการที่ซับซ้อนและมีความคล่องตัวสูงในการตัดสินใจต่าง ๆ

จดทะเบียนธุรกิจ : รูปแบบนิติบุคคล หรือธุรกิจที่มีหุ้นส่วนร่วมกันหลายคน

            การเลือกทำธุรกิจเอสเอ็มอี หากมีหุ้นส่วนร่วมลงทุนกันหลายคนสามารถจดทะเบียนธุรกิจนิติบุคคลได้ การจดทะเบียนรูปแบบนี้ทำให้เมื่อเกิดปัญหาสามารถจำกัดความรับผิดชอบได้ตามสัดส่วนการถือหุ้นของแต่ละคน อีกทั้งยังเสียภาษีน้อยลงได้ หาก 3 แสนบาทแรกไม่ต้องเสียภาษีและถ้ามีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทเสียภาษีเพียง 10%

            นอกจากนี้ยังสามารถนำรายจ่ายที่ได้จ่ายในการดำเนินธุรกิจเอสเอ็มอีมาลดหย่อนภาษีได้อย่างเช่น ค่าอบรมพนักงาน, ค่าวิจัย, ค่าเสื่อมเครื่องจักรเป็นต้น

 

 

2018-11-16 14:40:04
สถิติจัดตั้งบริษัทเพิ่มมากขึ้นในทุก ๆ เดือน คาดทั้งปีแตะ 80,000 ราย

            หลังจากที่นางกุลณี อิศดิศัย อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเปิดเผยถึงสถิติการจดทะเบียนบริษัทใหม่ในเดือนเมษายนสูงถึง 5,120 ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงสุดในรอบ 10 ปี โดยประเภทธุรกิจที่มีจำนวนจดทะเบียนบริษัทสูงสุดคือ ธุรกิจก่อสร้างพวกอาคารทั่วไป รองลงมาคืออสังหาริมทรัพย์ การขนส่งสินค้า/คน ร้านอาหาร ที่กำลังเติบโตอยู่ในปัจจุบันซึ่งเราจะสังเกตเห็นได้ว่าในปัจจุบันมีร้านอาหารและบริการขนส่งต่าง ๆ เพิ่มขึ้นอย่างมาก

             โดยตั้งแต่เดือนมกราคม-พฤษภาคม มีผู้ประกอบการรายใหม่จดทะเบียนบริษัทรวม 31,034 ราย เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 5% ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยเริ่มมีทิศทางการขยายตัวที่ดีขึ้น และคาดว่าในปี 2561 นี้จำนวนผู้ประกอบการจดทะเบียนบริษัทใหม่จะมีมากขึ้นถึง 80,000 ราย จากเดิมที่มีการตั้งเป้าไว้ที่ 75,000 ราย หลังจากที่หน่วยงานภาครัฐพยายามที่จะปรับปรุงวิธีและการดำเนินการจดทะเบียนบริษัทให้มีความง่ายยิ่งขึ้น อีกทั้ง ครม. ยังมีมติอนุมัติให้ขยายระยะเวลามาตรการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการที่เป็นบุคคลธรรมดาหันมาประกอบธุรกิจในรูปแบบของนิติบุคคลอีกด้วย

              ในปัจจุบันมีธุรกิจจดทะเบียนบริษัทแล้วดำเนินกิจการอยู่ 703,770 ราย มีมูลค่าทุนจดทะเบียนรวมกว่า 17 ล้านล้านบาท แม้ว่าในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาจะมีธุรกิจที่เลิกประกอบกิจการไป 1,014 รายหรือคิดเป็น 6% ถือเป็นจำนวนที่ไม่ได้มากเท่าไหร่ เมื่อเทียบกับการเพิ่มขึ้นของจำนวนธุรกิจที่จดทะเบียนบริษัทในเดือนพฤษภาคม ส่วนอัตราค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนบริษัทยังมีอัตราคงที่ แต่สำหรับอัตราค่าธรรมเนียมสำหรับระบบจดทะเบียนบริษัททางอิเล็กทรอนิกส์ได้มีการปรับอัตราค่าธรรมเนียมลดลง 30% ซึ่งได้มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 21 เม.ย. 2561 ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจสามารถจดทะเบียนบริษัทได้สะดวกมากยิ่งขึ้น

               สำหรับใครที่สนใจจดทะเบียนบริษัท สามารถมั่นใจให้บริษัท เอ.อาร์.แอ็คเคานติ้ง คอนซัลแตนท์ จำกัด (ARAC) เป็นผู้ช่วยในการดูแลและให้คำปรึกษาการจดทะเบียนบริษัทของคุณ รับรองว่าผู้ประกอบการที่วางใจใช้บริการจะได้รับความสะดวกในการจัดตั้งธุรกิจเป็นอย่างดี สนใจติดต่อได้ที่ 02-439-4600 หรือ E-mail : arac@ar.co.th และทาง Facebook : ARAccounting

 

 

2018-11-16 14:40:11
3 ประโยชน์ที่ธุรกิจควรรู้!! เมือจดทะเบียนการค้า

            การจดทะเบียนการค้าหรือ การจดทะเบียนพาณิชย์เป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับธุรกิจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะกับธุรกิจที่ต้องมีการกู้ยืมเงินจากแหล่งเงินทุน หรือธุรกิจที่มีการร่วมลงทุน ดังนั้นเอกสารทะเบียนพาณิชย์จึงมีประโยชน์อย่างมากในการสร้างความน่าเชื่อถือ และแสดงความเป็นตัวตนของธุรกิจ อีกทั้งการจดทะเบียนมีกฎหมายและข้อบังคับที่ผู้ประกอบการควรให้ความสนใจอย่างยิ่ง

            ผู้ประกอบการหลาย ๆ คนกังวลเรื่องการจัดเก็บภาษี หลังจากจดทะเบียนพาณิชย์ไปแล้ว ซึ่งไม่น่าจะใช่เรื่องที่น่ากังวลอะไร เพราะถ้าเรามีรายได้เราต้องเสียภาษีกันอยู่แล้วเป็นเรื่องที่กฎหมายกำหนดไว้ โดยผู้ที่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ คือผู้ประกอบการที่ขายสินค้าในหนึ่งวันเป็นเงิน 20 บาทขึ้นไป หรือมีสินค้าไว้ขายรวมทั้งสิ้นเป็นเงิน 500 บาทขึ้นไป ยกเว้นการค้าเร่ การค้าแผงลอย พาณิชยกิจเพื่อการบำรุงพระพุทธศาสนา พาณิชยกิจของกระทรวง, กรม, สหกรณ์, สมาคม, มูลนิธิและพาณิชยกิจของกลุ่มเกษตร โดยประโยชน์ที่ผู้ประกอบการจะได้รับจากการจดทะเบียนพาณิชย์นั้นได้แก่

สร้างความน่าเชื่อถือ โดยการใช้เป็นหลักฐานทางการค้าได้

            แน่นอนว่าการจดทะเบียนพาณิชย์ เป็นการยืนยันว่าธุรกิจดังกล่าวมีอยู่จริง นั่นหมายความว่าการจดทะเบียนพาณิชย์สามารถสร้างความน่าเชื่อถือ ส่งผลให้ลูกค้าเชื่อมั่น, ซื้อสินค้าและร่วมลงทุนกับธุรกิจได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ทางกรมพัฒนาธุรกิจการค้ายังเปิดให้ผู้ประกอบการสามารถจดทะเบียนการค้าอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อนำเครื่องหมายไปแสดงไว้ในเว็บไซต์ เมื่อลูกค้าเห็นก็จะมั่นใจในการทำธุรกรรมมากขึ้น

เป็นช่องทางในการประชาสัมพันธ์ธุรกิจ

            หลังจากเราได้จดทะเบียนพาณิชย์ไปแล้วเรียบร้อย ทางกรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะนำมาจัดทำเป็นฐานข้อมูล และเผยแพร่ออกสู่สาธารณะผ่านเว็บไซต์ของกรมพัฒนาธุรกิจ ซึ่งจะเป็นการช่วยประชาสัมพันธ์ธุรกิจได้อีกหนึ่งช่องทาง

เป็นตัวช่วยในการตัดสินใจลงทุนของภาครัฐ

            การจดทะเบียนพาณิชย์ทำให้ภาครัฐมีข้อมูลธุรกิจ ซึ่งทำให้ภาครัฐทราบว่าขณะนี้มีธุรกิจอะไรเกิดขึ้นบ้าง ในแต่ละพื้นที่มีธุรกิจประเภทใดบ้าง ส่งผลให้ภาครัฐสามารถตัดสินใจลงทุนและส่งเสริม สนับสนุนธุรกิจในพื้นที่นั้นให้มีความก้าวหน้าต่อไปได้

            ในปัจจุบันการจดทะเบียนพาณิชย์ไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่คิด โดยคุณสามารถจดทะเบียนด้วยตนเองหรือใช้บริการจดทะเบียนธุรกิจกับบริษัทให้บริการจดทะเบียนพาณิชย์ได้ ซึ่งถ้าคุณใช้บริการของบริษัท เอ.อาร์.แอ็คเคานติ้ง คอนซัลแตนท์ จำกัด (ARAC) ผู้ให้บริการจดทะเบียนธุรกิจทุกประเภทจะทำให้การจดทะเบียนพาณิชย์สามารถดำเนินการได้ง่ายขึ้น ด้วยบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ คุณจะสามารถปรึกษาและได้รับคำแนะนำในการดำเนินการที่ดีอย่างแน่นอน สามารถติดต่อเราได้ที่ 02-439-4600 หรือ Email : arac@ar.co.th

 

 

 

2018-11-16 14:40:19
เครื่องหมายรับรองการจดทะเบียนการค้าสำคัญอย่างไรกับธุรกิจค้าออนไลน์

            เนื่องจากร้านค้าออนไลน์ไม่สามารถระบุตัวตนและยืนยันว่าร้านค้านั้นมีอยู่จริงได้อย่างชัดเจน อีกทั้งลูกค้ายังไม่สามารถสัมผัสกับสินค้าได้ด้วยตนเอง การซื้อขายสินค้าออนไลน์จึงอาจมีความเสี่ยงที่ลูกค้าจะไม่ได้รับสินค้าและอาจถูกหลอกลวงได้ ดังนั้นการที่ธุรกิจออนไลน์จดทะเบียนการค้าอิเล็กทรอนิกส์จะทำให้ธุรกิจดูน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น ซึ่งการที่ธุรกิจได้รับเครื่องหมาย DBD Registered หรือ DBD Verified นอกจากจะเป็นเครื่องยืนยันตัวตนแล้วยังทำให้ธุรกิจได้รับสิทธิประโยชน์มากมายจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

            เครื่องหมายรับรองการจดทะเบียนการค้าหรือพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์จะได้รับหลังจากที่ธุรกิจได้ทำการยื่นจดเบียนการค้ากับทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือที่เรียกเครื่องหมายนี้ว่า DBD Registered โดยสามารถขอรับเครื่องหมายนี้ เพื่อติดตั้งที่ร้านค้าออนไลน์ได้ ซึ่งหลักฐานที่ใช้ประกอบไปด้วย สำเนาแบบ พ.ค. 0403 และสำเนาแนบแบบ ท.พ. (ที่ใช้เมื่อยื่นจดทะเบียนการค้า) และสถานที่ในการขอเครื่องหมายสามารถขอผ่านออนไลน์ได้ที่ www.trustmarkthai.com หรือจะเดินทางไปขอด้วยตนเองที่ กองพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า

  

            ส่วนเครื่องหมาย DBD Verified หรือเครื่องหมายรับรองความน่าเชื่อถือในการประกอบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อสร้างความมั่นใจในการซื้อสินค้าให้กับผู้บริโภค สำหรับผู้ที่ต้องการเครื่องหมาย DBD Verified สามารถขอเครื่องหมายผ่านทางออนไลน์ได้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่การขอเครื่องหมายนี้ธุรกิจจะต้องมีคุณสมบัติที่ครบถ้วนและผ่านเกณฑ์ตามที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้กำหนดไว้

ธุรกิจจะได้รับประโยชน์จากเครื่องหมาย ดังนี้

  • ได้รับความน่าเชื่อถือว่าเป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการตรวจสอบและรับรองมาตรฐาน
  • สร้างความน่าเชื่อถือให้กับสินค้า/บริการ
  • ส่งเสริมภาพลักษณ์และเพิ่มศักยภาพ
  • ได้รับประโยชน์ทางการตลาด, การประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อ และช่องทางต่าง ๆ ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า 

 

 

2018-11-16 14:40:25
Jack Ma ช่วยผลักดันเศรษฐกิจไทย ด้วยการส่งเสริมลงทุนในพื้นที่ EEC

            Alibaba Group บริษัทอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ของจีนได้มุ่งมั่นที่จะลงทุนในประเทศไทย เพื่อช่วยให้ประเทศไทยสามารถใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับประเทศอื่น ๆ ได้

           โดย Jack Ma ได้กล่าวในพิธีลงนาม MOUs ซึ่งเป็นการร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระหว่างอาลีบาบาและรัฐบาลไทยว่า “อาลีบาบาคาดหวังที่จะใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อช่วย SMEs ไทยพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สามารถส่งออกไปสู่ตลาดโลกได้ เราเชื่อว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า 80% ของธุรกิจในโลกจะอยู่บนแพลตฟอร์มออนไลน์หรือโครงสร้างพื้นฐานบนระบบดิจิทัลเกือบทั้งหมด และในอีก 5 ปีข้างหน้าจีนจะพยายามสร้างโอกาสให้ประเทศไทยนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในประเทศไทยไปยังทั่วโลกด้วย” ทั้งนี้การร่วมมือของอาลีบาบาจะเป็นการส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษตะวันออก หรือ EEC และยังเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยภายใต้ยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 อีกด้วย เนื่องจากอาลีบาบาจะใช้โครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีและความสามารถด้านดิจิทัล เพื่อช่วยให้ SMEs ในภูมิภาคเอเชียมีความก้าวหน้าเทียบเท่ากับ SMEs ของสหรัฐฯ

            เป้าหมายของอาลีบาบาคือเพื่อให้เกิดความยั่งยืน และมีความหวังว่าทุกคนบนโลกจะได้รับการศึกษาที่ดีเกี่ยวกับเทคโนโลยีรูปแบบใหม่ ๆ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้รัฐบาลไทยใช้เวลากว่า 8 เดือนในการหารือเกี่ยวกับความร่วมมือที่สามารถเป็นไปได้เพื่อช่วยเหลือประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว อีกทั้ง Jack Ma ยังมีความเชื่อมั่นในประเทศไทยทำให้ต้องการลงทุนอย่างจริงจังและยาวนาน ซึ่งต้องการให้เอเชียได้รับประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานระบบคลาวด์และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี

            พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้กล่าวว่าการลงทุนดังกล่าวของ Alibaba Group ถือเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่มีประโยชน์ต่อประเทศไทยอย่างมาก ด้วยการนำเทคโนโลยีและการสื่อสารเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนการปฏิรูป ซึ่ง E-Commerce เป็นสิ่งสำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยให้ไปสู่เป้าหมายได้ โดยประเทศไทยยินดีที่ทางอาลีบาบกรุ๊ปเชื่อมั่นและสนใจวางแผนลงทนสร้าง Smart Digital Hub ในพื้นที่โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ Eastern Economic Corridor : EEC (ประกอบด้วย 3 จังหวัดได้แก่ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา) ด้วยการมุ่งสร้างความแข็งแกร่งให้ผู้ประกอบการ SMEs อีกทั้งยังตั้งเป้าให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในศูนย์กลางทางด้านการค้า E-Commerce อีกด้วย

 

 

2018-11-16 14:40:53
BOI กับการส่งเสริมการลงทุนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ( SEZ)

           BOI หรือสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ซึ่งมีหน้าที่ส่งเสริมผู้ลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจต่าง ๆ ของประเทศ ด้วยนโยบายของรัฐบาลที่มุ่นเน้นไปที่การพัฒนาเศรษฐกิจตามจังหวัดที่ติดกับประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคอาเซียน เช่นพม่า ลาว กัมพูชา และมาเลเซีย เป็นต้น นอกจากนี้นโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจดังกล่าวยังเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน รวมถึงเพิ่มรายได้สู่ท้องถิ่นได้มากยิ่งขึ้น

           รัฐบาลจึงได้มีการกำหนดให้ตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษพื้นที่บริเวณชายแดนที่สามารถเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้านได้ โดยเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษนี้เรียกอีกอย่างว่า Special Economic Development Zones หรือ SEZ ซึ่งมีพื้นที่รวมแล้ว 10 จังหวัดได้แก่ เชียงราย หนองคาย นครพนม  มุกดาหาร ตาก กาญจนบุรี สระแก้ว ตราด สงขลา และนราธิวาส ด้วยพื้นที่ในจังหวัดเหล่านี้สามารถเดินทาง ขนส่งสินค้าและวัตถุดิบเข้าและออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านได้ง่ายจึงเป็นที่สนใจของนักลงทุนอย่างมาก โดยธุรกิจและอุตสาหกรรมที่เหมาะกับการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษนั้นได้แก่ อุตสาหกรรมการผลิตที่ต้องใช้แรงงานจำนวนมาก เช่น อุตสาหกรรมชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์, อุตสาหกรรมการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์กระดาษ, อุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็น, อุตสาหกรรมพลาสติก, อุตสาหกรรมรองเท้า, อุตสาหกรรมหนังและผลิตภัณฑ์หนัง หรืออุตสาหกรรมสิ่งทอ เป็นต้น รวมถึงอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่ต้องพึ่งพาวัตถุดิบจากประเทศเพื่อนบ้าน และธุรกิจที่ต้องการขยายสินค้าของตนเองไปขายยังประเทศเพื่อนบ้าน

           ทั้งนี้นโยบายของรัฐบาลดังกล่าวยังทำให้ธุรกิจหรืออุตสาหกรรมที่ได้ลงทุนใน SEZ ได้รับสิทธิประโยชน์และการสนับสนุนจากรัฐบาลอีกด้วย อย่างเช่น มาตรการสนับสนุนภาษี การอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ทั้งพื้นที่ตั้ง เส้นทางและอื่น ๆ นอกจากนี้ยังได้รับสิทธิประโยชน์สำหรับการลงทุนจากมาตราการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI อีกด้วยหากธุรกิจหรืออุตสาหกรรมใดอยู่ในประเภทที่ทางสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนได้กำหนดไว้

 

ที่มา : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI), กรุงเทพธุรกิจ

 

 

2018-11-16 14:41:01
การต่อวีซ่าต่างด้าว เพิ่มอายุการทำงานในประเทศไทยอย่างถูกต้อง

            ปัจจุบันประเทศไทยของเรามีคนต่างด้าว เข้ามาทำงานในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ทั้งจุดประสงค์เข้ามาเพื่อประกอบธุรกิจของตัวเอง หรือเข้ามาเป็นลูกจ้าง โดยเฉพาะคนต่างด้าวที่มีสัญชาติเมียนมา กัมพูชา และลาวมีจำนวนมากกว่า 1 ล้านคนที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย ด้วยอัตราของคนต่างด้าวที่เพิ่มมากขึ้นทำให้รัฐบาลต้องการให้คนต่างด้าวที่เข้ามาทำงานมีวีซ่าที่แตกต่างจากวีซ่าทั่วไป เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย รวมถึงการดูแลคนต่างด้าวให้ได้สิทธิ์ได้รับความสะดวกระหว่างการทำงานอยู่ในประเทศไทย ดังนั้นคนต่างด้าวที่จะเข้ามาทำงานได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายต้องมีวีซ่าทำงาน (หรือที่เรียกว่า NON - IMMIGRANT – B) และใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ซึ่งการที่คนด่างด้าวจะเข้ามาทำงานได้อย่างถูกกฎหมายก็ต้องได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการด้วยเช่นกัน หากตรวจสอบแล้วพบว่าคนต่างด้าวเข้ามาทำงานอย่างผิดกฎหมายและไม่ได้ต่อวีซ่าคนต่างด้าวจะไม่ได้รับโทษเพียงผู้เดียวแต่ผู้ประกอบการจะต้องได้รับโทษด้วยเช่นกัน

            สำหรับคนต่างด้าวที่ต้องการต่อวีซ่าหรือใบอนุญาตทำงาน สามารถยื่นต่อวีซ่าและใบอนุญาตทำงานได้ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองหรือศูนย์บริการวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน โดยต้องยื่นแบบคำขอต่ออายุใบอนุญาตทำงานก่อนที่ใบอนุญาตจะสิ้นอายุ ถึงจะทำการต่อวีซ่าทำงานได้ สำหรับการยื่นต่อวีซ่า Non-B เพื่อทำงานต่อต้องใช้เอกสารทั้งของคนต่างด้าวและผู้ประกอบการ/นายจ้างในการยื่นต่อวีซ่า ซึ่งมีเอกสารที่ต้องใช้ยื่นต่อวีซ่าหลัก ๆ แล้วมีดังนี้

สำหรับคนต่างด้าว

  • หนังสือเดินทาง
  • แบบคำขอ ตม.7 พร้อมรูปถ่ายขนาด 1.5 นิ้ว จำนวน 1 รูป
  • สำเนาหนังสือเดินทาง โดยต้องสำเนาหนังสือเดินทางทุกหน้าที่มีข้อมูล
  • ใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ที่ได้ต่ออายุแล้ว
  • ใบอนุญาตให้พำนักอาศัยชั่วคราว (ทร.38/1)
  • ใบรับรองแพทย์

สำหรับผู้ประกอบการ/นายจ้าง

  • สำเนาทะเบียนบ้านและสำเนาบัตรประชาชนของผู้ประกอบการ/นายจ้าง
  • ใบโควตารับคนต่างด้าวเข้ามาทำงาน
  • แผนที่ของธุรกิจ

หมายเหตุ : หากคนต่างด้าวมีการเปลี่ยนนายจ้างต้องมีใบยืนยันการเปลี่ยนนายจ้าง

 

อ้างอิง : สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง

 

2018-11-16 14:41:10
บีโอไอมั่นใจ สมาร์ทวีซ่า ช่วยพัฒนา 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายของไทย

           สำนักคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) มุ่งเน้นการกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในกิจการฐานความรู้ ที่เป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยได้ให้ความมั่นใจว่า “สมาร์ทวีซ่า” จะสามารถช่วยดึงดูดนักลงทุนต่างชาติแผู้เชี่ยวชาญทักษะสูง รวมถึงผู้ประกอบวิสาหกิจเริ่มต้นเข้ามาลงทุนในกิจการที่ต้องใช้เทคโนโลยีและอยู่ใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย (10 S-Curve) ได้แก่

  • อุตสาหกรรมดิจิทัล
  • อุตสาหกรรมแพทย์ครบวงจร
  • อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่
  • อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ
  • อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ
  • อุตสาหกรรมการเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ
  • อุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต
  • อุตสาหกรรมระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์
  • อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์
  • อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ

           นางสาวดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เปิดเผยถึงความมั่นใจของสมาร์ทวีซ่าว่า สมาร์ทวีซ่า (Smart Visa) ซึ่งเป็นวีซ่าประเภทพิเศษที่ทางคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบ เมื่อวันที่ 16 มกราคมที่ผ่านมา จะเป็นปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนให้เกิดการลงทุนใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย และขับเคลื่อนประเทศไปสู่ Thailand 4.0

          “โดยปัจจัยที่จะช่วยดึงดูดการลงทุน นอกเหนือจากนโยบายส่งเสริมการลงทุนแล้ว และสิทธิประโยชน์แล้ว การดำเนินความสะดวกในการดำเนินธุรกิจก็เป็นส่วนที่สำคัญเช่นกัน ซึ่งในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมารัฐบาลได้ยกระดับการให้บริการแก่ภาคธุรกิจ จนทำให้ผลการจัดอันดับความยากง่ายในการดำเนินธุรกิจของประเทศไทยดีขึ้นจากอันดับที่ 46 มาอยู่อันดับที่ 26 ดังนั้นสมาร์ทวีซ่าจะยิ่งช่วยอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจมากขึ้นด้วย”

            อย่างไรก็ตาม สมาร์ทวีซ่านี้เป็นวีซ่าพิเศษสำหรับชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงาน หรือลงทุนในกิจการที่ต้องใช้เทคโนโลยีเป็นฐานในการผลิตและบริการ

ที่มา : ศูนย์บริการลงทุน สำนักคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน

 

 

2018-11-16 14:41:31
รัฐลดหย่อนภาษีให้กับผู้มีเงินได้ สำหรับเงินที่จ่ายเพื่อบริจาคกองทุนและการลงทุนในสตาร์ทอัพ

           ครม. เห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ที่มีสาระสำคัญเกี่ยวกับการยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่บุคคลธรรมดา และบริษัทห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ในการบริจาคเงินให้กับ 4 กองทุน ได้แก่ กองทุนเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ, กองทุนสนับสนุนการวิจัย, กองทุนเพื่อการพัฒนาระบบมาตรวิทยา และกองทุนเพื่อการพัฒนาระบบสาธารณะสุข ซึ่งสามารถนำเงินที่บริจาคมาหักเป็นรายจ่ายหรือลดหย่อนภาษีได้ถึง 2  เท่าของยอดบริจาค โดยมีผลตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2562

            นอกจากนี้ในมาตรการสิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่นักลงทุนที่ลงทุนในวิสาหกิจเริ่มต้น หรือ Angel Investor ได้กำหนดให้ผู้มีเงินได้ที่ได้จ่ายเงินลงทุนในหุ้นเพื่อจัดตั้ง หรือลงทุนในหุ้นเพิ่มทุนวิสาหกิจเริ่มต้น หรือที่เราคุ้นเคยกันในชื่อของ Start Up สามารถนำเงินในการลงทุนมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามที่จ่ายจริง ซึ่งต้องมียอดรวมกันไม่เกินหนึ่งแสนบาท โดยผู้มีเงินได้จะต้องถือหุ้นในบริษัทนั้น ๆ ต่อเนื่องกันไม่น้อยกว่า 2 ปี นับตั้งวันที่ได้ทำการลงทุน และรายจ่ายจะนับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 ไปจนถึง 31 ธันวาคม 2562 อย่างไรตามมาตรการดังกล่าว เป็นมาตรการเพื่อส่งเสริมให้มีการลงทุนในหุ้นของผู้ประกอบการวิสาหกิจเริ่มต้น (Start Up) ที่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้จดทะเบียนบริษัทขึ้นตามกฎหมายของไทย รวมถึงประกอบธุรกิจที่มีศักยภาพในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศด้วย ทั้งนี้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนโดยเป็นบริษัทที่จัดตั้งขึ้นระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2558 จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2562 ที่มีทุนชำระแล้วทั้งสิ้นไม่เกิน 5 ล้านบาท และมีรายได้จากการขายสินค้าและบริการไม่เกิน 30 ล้านบาทในรอบระยะบัญชี

Source : thairath

 

2018-11-16 14:43:39
จีนปรับวีซ่า Multiple Entry ให้สิทธิชาวต่างชาติที่มีเชื้อสายจีน

เมื่อวันที่ 30 มกราคมที่ผ่านมา สำนักข่าวรายใหญ่ของจีนอย่าง SOUTH CHINA MORNING POST ได้รายงานว่า ประเทศจีนมีนโยบายฉบับใหม่ ซึ่งได้ปรับปรุงวีซ่า Multiple Entry เกี่ยวกับการอนุญาตให้ชาวต่างชาติที่มีเชื้อสายจีน สามารถขยายเวลาการพักอาศัย และเข้าออกประเทศจีนเป็นเวลา 5 ปี อย่างไรก็ตามชาวต่างชาติที่มีเชื้อสายจีนจะต้องมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่ทางประเทศจีนกำหนดด้วย

การปรับวีซ่า Multiple Entry ในครั้งนี้ จีนคาดว่าจะเป็นอีกหนึ่งทางที่จะสามารถดึงดูดคนที่มีเชื้อสายจีน เข้ามาทำธุรกิจและพักอาศัยอยู่ในประเทศจีนเพิ่มมากขึ้น การปรับครั้งนี้เป็นการเอื้ออำนวยต่อการขอใบอนุญาตทำงาน ต่อวีซ่าในกับชาวต่างชาติที่มีเชื้อสายจีน ที่จะช่วยการส่งเสริมการลงทุนในประเทศจีน โดยจะกระตุ้นเศรษฐกิจและพัฒนาประเทศจีนให้ก้าวหน้าเพิ่มมากขึ้นได้ ตามที่กระทรวงความมั่นคงสาธารณะประกาศเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยชาวต่างชาติที่มีเชื้อสายจีนจะสามารถใช้สิทธินี้ได้นั้นต้องเป็นผู้มีคุณสมบัติต่อไปนี้

  • พลเมืองจีนเดิมที่ได้รับสัญชาติต่างประเทศ
  • ชาวต่างชาติที่มีพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย หรือบรรพบุรุษคนใดคนหนึ่งเป็นพลเมืองจีน

อย่างไรก็ตามไม่ได้มีการจำกัดจำนวนคน หรือลำดับขั้นของการสืบเชื้อสายจีนแต่อย่างใด แค่ต้องสามารถพิสูจน์ชาติกำเนิดจีนได้ก็เพียงพอแล้ว ตัวอย่างเช่น เอกสารของคนใดคนหนึ่งที่เป็นพลเมืองจีนที่สืบเชื้อสายเดียวกัน หรือเอกสารประจำตัวที่สามารถพิสูจน์ถึงแหล่งกำเนิดของเชื้อสายในประเทศจีนได้ เป็นต้น ซึ่งมีผลตั้งแต่วันนี้ (1 กุมภาพันธ์ 2561 )

นอกจากนี้ยังมีการรายงานจาก ไชน่าเรดิโออินเตอร์เนชั่นแนล (CRI) ว่า เมื่อวันที่ 4 มกราคม ที่ผ่านมา กรมผู้เชี่ยวชาญต่างชาติ ของกระทรวงต่างประเทศและกรมสันติบาลจีน ประกาศเตรียมออก “กฎระเบียบเกี่ยวกับการออกวีซ่าให้แก่ชาวต่างชาติที่มีความสามารถพิเศษ” ซึ่งจะสามารถทำงานอยู่ในจีนได้ตั้งแต่ 5-10 ปี โดยต้องมีคุณสมบัติดังนี้

  • เป็นผู้ที่มีทักษะทางวิชาชีพขั้นสูง ในสาขาอาชีพต่าง ๆ เช่น นักวิทยาศาสตร์, ผู้ประกอบการ, นักธุรกิจ, ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี และอื่น ๆ
  • หากเป็นผู้ได้รับรางวัลโนเบล จะได้รับสิทธิ์การพิจารณาก่อน

ที่ผ่านมาจีนยังได้ประกาศปรับรายการวีซ่าอื่น ๆ อย่าง การอนุมัติฟรีวีซ่าเพิ่มให้กับชาวต่างชาติ 53 ประเทศได้สิทธิเข้าเมือง พักอาศัยอยู่ในเมืองปักิ่ง เทียนจิน และเหอเป่ย โดย ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนตามนโยบายเส้นทางสายไหม และเป็นการผสานกลยุทธ เพื่อการเติบโตของกรุงปักกิ่ง เทียนจิน และเหอเป่ยในอนาคต

 

Source : mgronline, trueid

 

 

2018-11-16 14:43:30
ประโยชน์การซื้อขายสินค้าและชำระเงินออนไลน์ ผ่าน e-Marketplaces

          หลังจากที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้อนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์และบริษัทในกลุ่มธุรกิจของธนาคารพาณิชย์ให้บริการช่องทางการซื้อขายสินค้าและบริการ รวมถึงการให้ชำระเงินออนไลน์อย่างครอบคลุมผ่านแพลตฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์อย่าง e-Marketplace Platform เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า ยกระดับคุณภาพและประสิทธิภาพการซื้อขาย ชำระเงินออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์ และเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการและธุรกิจด้วย วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับ e-Marketplace Platform กันว่าคืออะไร และมีประโยชน์ต่อผู้บริโภค และธุรกิจมากน้อยแค่ไหน

            e-Marketplace Platform คือแพลตฟอร์มทางการตลาดออนไลน์แบบ ซึ่งบริษัทต่าง ๆ สามารถลงทะเบียนเป็นผู้ซื้อและผู้ขายเพื่อดำเนินธุรกิจกับธุรกรรมทางการเงินผ่านอินเทอร์เน็ต โดยใช้อินเทอร์เน็ตเป็นตัวกลางในการทำธุรกรรม เป็นระบบข้อมูลบนเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน ตัวอย่างของการซื้อขายบน e-Marketplace Platform เช่น การซื้อขายสินค้าที่มีหลักฐานอยู่ในรูปของอิเล็กทรอนิกส์ (QR Code, Bar Code) หรือการซื้อขายสินค้าที่ต้องมีการขนส่งและส่งมอบให้กับผู้บริโภค เป็นต้น โดยการที่ ธปท. ได้อนุญาตธนาคารพาณิชย์และบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินสามารถให้บริการซื้อขาย และชำระเงินออนไลน์ผ่าน e-Marketplace Platform จะสามารถมอบประโยชน์ที่มากมายให้กับธุรกิจและผู้ซื้อสินค้าและบริการ (ผู้บริโภค)

ประโยชน์ของ e-marketplace

สำหรับธุรกิจ

  •  เพิ่มโอกาสให้มีโอกาสมากขึ้นสำหรับซัพพลายเออร์ที่จัดหาสินค้าและบริการให้กับธุรกิจอื่น และผู้ซื้อในการสร้างความสัมพันธ์ทางการค้าใหม่ ๆ
  • e-Marketplaces เพิ่มความโปร่งใสมากขึ้นในกระบวนการจัดซื้อ เนื่องจากความพร้อมใช้งาน ราคาและจำนวนสต็อกทั้งหมดที่ธุรกิจสามารถเข้าถึงได้
  • ไม่ต้องกังวลถึงข้อจำกัดด้านเวลา และปัญหาเกี่ยวกับเวลาที่แตกต่างกันสำหรับการค้าระหว่างประเทศ เนื่องจากสามารถทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สำหรับผู้ซื้อหรือผู้บริโภค

  • ทำให้ผู้ซื้อสามารถทราบข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับราคาและจำนวนสินค้าหรือบริการที่ยังเหลืออยู่ ช่วยทำให้สามารถเลือกสินค้าได้ง่ายขึ้น
  • e-Marketplaces จะเสนอวิธีที่สะดวกในการเปรียบเทียบราคาและผลิตภัณฑ์จากแหล่งเดียวกัน โดยที่ผู้ซื้อไม่ต้องติดต่อกับผู้ขายสินค้าและบริการ
  • e-Marketplaces ทำให้ผู้ซื้อสามารถไว้วางใจในการซื้อสินค้าได้ เนื่องจากผู้ให้บริการ e-Marketplaces จะเป็นตัวกลางในการติดต่อกับผู้จัดหาสินค้าหรือผู้ขายโดยตรง ซึ่งมีข้อบังคับต่าง ๆ ที่ทำให้ผู้บริโภคคลายความกังวลในการซื้อสินค้าได้
  • ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้ง่ายยิ่งขึ้น

 

 

2018-11-16 14:43:00
รู้หรือไม่!! ร้านค้าขายออนไลน์ต้องจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ด้วย

         ไม่ว่าจะทำธุรกิจอะไรสิ่งที่ควรมีคือความน่าเชื่อถือ ยิ่งเป็นร้านค้าออนไลน์ หรือ e-Commerce ยิ่งต้องใส่ใจ เนื่องจากผู้บริโภคไม่ทราบว่า ธุรกิจอยู่ที่ไหน ใครเป็นเจ้าของ หรือมีตัวตนจริง ๆ หรือไม่ ถ้าหากมีปัญหาจะสามารถติดต่อได้หรือเปล่า ทำให้ผู้บริโภคไม่เชื่อมั่นในธุรกิจ รวมถึงผลิตภัณฑ์และสินค้าด้วยเช่นกัน ด้วยความเชื่อถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับธุรกิจในปัจจุบัน ดังนั้นถ้าธุรกิจ e-Commerce ต้องการสร้างความน่าเชื่อถือ ควรจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

          กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้กำหนดให้ผู้ประกอบการอิเล็กทรอนิกส์ที่จัดตั้งอยู่ในประเทศไทย ต้องทำการจดทะเบียนพาณิชย์ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเข้าไปตรวจสอบตัวตนของธุรกิจนั้น ๆ ได้ว่าอยู่ที่ไหน ผู้ประกอบการคือใคร เป็นต้น

ประโยชน์ของการจดทะเบียนอิเล็กทรอนิกส์

1.ได้รับเครื่องหมายรับรองความน่าเชื่อถือ (Trustmark)

           เมื่อผู้ประกอบการจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์แล้ว สามารถยื่นเรื่องขอเครื่องหมาย DBD Verified เพื่อรับรองมาตรฐานประกอบธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ สร้างความเชื่อถือให้กับธุรกิจ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคได้ โดยผู้ที่ได้รับเครื่องหมายรับรองนี้จะต้องเป็นธุรกิจตามที่กรมพัฒนาธุรกิจกำหนดไว้

2.สร้างความน่าเชื่อถือ

            นอกจากการจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ จะมีเครื่องหมายที่รับรองความน่าเชื่อถือแล้ว ก็จะได้รับเลขทะเบียน ซึ่งสามารถนำไปแสดงไว้บนเว็บไซต์ เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจว่าธุรกิจมีอยู่จริง

3.สิทธิพิเศษ

            สิทธิพิเศษเหล่านี้ผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์สามารถติดตามได้จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ทั้งการเข้าร่วมอบรมเกี่ยวกับกฎหมายต่าง ๆ รวมถึงข้อมูลข่าวสารด้านการทำธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น

 

Source : กรมพัฒนาธุรกิจ

 

2018-11-16 14:42:46
ระบบชำระเงินผ่าน QR Code จ่ายง่าย สะดวก สู่ยุคไร้เงินสดในอนาคต

           ในยุคที่เทคโนโลยีกำลังมีการแข่งขันและเติบโตอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงตาม เช่นเดียวกับธุรกรรมทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็นการชำระเงิน การโอนเงิน เทคโนโลยีสามารถทำให้ทุกสิ่งดูง่ายไปหมด ซึ่งเร็ว ๆ นี้เราได้พบกับการเปลี่ยนแปลงด้านการซื้อขายสินค้า โดยการนำ QR Code มาใช้แทนเงินสด ทำให้การดำเนินธุรกิจหรือทำธุรกรรมต่าง ๆ ได้สะดวกมากยิ่งขึ้น

            ระบบชำระเงินผ่าน QR Code หรือ Quick Response Code ซึ่ง QR Code จะแตกต่างจากบาร์โค้ดปกติคือ QR code จัดเก็บข้อมูลไว้ในสองมิติ เป็นรหัสที่มีข้อมูลเพื่อใช้เป็นธุรกรรมในการโอนเงิน ชำระเงิน ดังนั้นจึงจะปรากฏเป็นสี่เหลี่ยมสีดำและสีขาวที่มี Pixel แต่ละรูปแบบมีเอกลักษณ์ นอกจากนี้ยังได้รับการออกแบบมาให้อ่านด้วยกล้องโทรศัพท์มือถือได้ด้วย ในขณะที่บาร์โค้ดปกติต้องใช้เครื่องสแกนเนอร์ โดยขนาดของ QR Code มีอยู่ 2 ขนาดได้แก่ 1.5 ซม. x 1.5 ซม. และ 3.4 ซม. x 3.4 ซม. ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานสากล ISO/IEC 18004 เราจะพบการใช้ QR Code ในประเทศจีนเป็นส่วนใหญ่ เพราะจีนกำลังพัฒนาให้การชำระเงินเป็นแบบไร้เงินสด ซึ่งในอนาคตประเทศไทยก็กำลังดำเนินการไปในรูปแบบเดียวกัน เพื่อทำให้การชำระเงินสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ในประเทศไทยเราจะพบร้านค้าที่รับชำระสินค้าผ่าน QR Code มากมายทั้งร้านชั้นนำ หรือร้านค้าทั่ว ๆ ไป ส่วนประโยชน์ที่จะได้รับจากการใช้ QR Code คือ เพิ่มประสิทธิภาพในการชำระเงินได้รวดเร็วด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น Mobile Payment, e-Commerce และทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลสามารถชำระเงินผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์สะดวกมากขึ้น

            นอกจากการะชำระเงินค่าสินค้าแล้ว ทางกรมสรรพากรยังเตรียมความพร้อมในการชำระภาษี ซึ่งในอนาคตเราอาจจะได้เห็นกับระบบ QR Code เพื่อชำระของกรมสรรพากรก็เป็นไปได้ โปรดอดใจรอกันสักนิด

 

2018-01-22 11:53:35
เริ่มต้นขายสินค้าและบริการ อย่าลืม!! จดทะเบียนพาณิชย์

           ในประเทศไทยมีธุรกิจ และกิจการอยู่มากมาย การที่จะควบคุมกิจการเหล่านี้ได้ง่ายก็คือผู้ประกอบการเหล่านั้นต้องทำการจดทะเบียนพาณิชย์ ซึ่งมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการจดทะเบียนพาณิชย์ด้วยเช่นกัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมข้อมูล สถิติของผู้ประกอบการพาณิชย์ที่เชื่อถือได้ รวมถึงทำให้หน่วยงานที่ทำหน้าที่ดูแลกิจการเหล่านี้สามารถควบคุมหรือส่งเสริมด้านพาณิชย์และอุตสาหกรรม เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศให้ก้าวทันประเทศอื่น ๆ

            โดยผู้ประกอบการที่มีหน้าที่จดทะเบียนพาณิชย์ ได้แก่บุคคลธรรมดา ห้างหุ้นส่วนสามัญ ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด และนิติบุคคล ซึ่งเป็นกิจการหรือธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรม หัตถกรรม พาณิชยกรรม การบริการ และอื่น ๆ ตัวอย่างเช่น นายหน้าหรือตัวแทน, โรงสีข้าว, ขายสินค้า (สำหรับขายสินค้าได้ 20 บาทขึ้นไป หรือสินค้าที่ขายรวมแล้วต้องมีมูลค่าทั้งสิ้น 500 บาทขึ้นไป), ผู้ประกอบการขนส่งรถสาธารณะ, ร้านอินเทอร์เน็ต, ร้านเกม และ ร้านบริการร้องเพลง เป็นต้น สำหรับกิจการที่ประกอบพาณิชยกิจที่ไม่ได้ทำการจดทะเบียนพาณิชย์ และแสดงเอกสารที่ถูกปลอมขึ้น เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท ซึ่งในกรณีไม่จดทะเบียนเป็นความผิดต่อเนื่อง ต้องโดนปรับอีกวันละไม่เกิน 100 บาท จนกว่าผู้ประกอบการกิจการจะดำเนินการตามพระราชบัญญัติ

            สำหรับผู้ประกอบการพาณิชยกิจรายใหม่ที่ต้องการจดทะเบียนพาณิชย์ต้องเสียค่าธรรมเนียม การดำเนินการตาม พ.ร.บ.ทะเบียนพาณิชย์ด้วย โดยจดทะเบียนพาณิชย์ใหม่ เสียค่าธรรมเนียม 50 บาท ซึ่งต้องทำการจดทะเบียนพาณิชย์ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันแรกที่เริ่มกิจการ กิจการใดที่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์สามารถตรวจสอบได้ที่เว็บไซต์ของกรมพัฒนาธุรกิจ : http://www.dbd.go.th แล้วเข้าไปที่ บริการข้อมูล เลือกจดทะเบียนธุรกิจและคลิกที่ทะเบียนพาณิชย์

 

อ้างอิง : กรมสรรพากร, กรมพัฒนาธุรกิจ

2018-01-12 13:05:19
กรมสรรพากร เริ่มบังคับใช้ข้อตกลงเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนไทย – กัมพูชา แล้ววันนี้

           ความตกลงเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อน หรืออนุสัญญาภาษีซ้อน เป็นการเอื้ออำนวยด้านภาษีให้กับนักลงทุนทั้ง 2 ประเทศ และยังเป็นการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุนในประเทศ ซึ่งประเทศไทยของเราได้บังคับใช้อนุสัญญาภาษีซ้อนแล้วกว่า 61 ประเทศ โดยประเทศที่ไทยได้มีการใช้อนุสัญญาภาษีซ้อนฉบับแรกด้วยคือ ประเทศเยอรมัน มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2511 ตามด้วยประเทศสิงคโปร์ในปี 2519

           โดยเป็นภาษีที่จัดเก็บจากเงินได้ ซึ่งมีขอบข่ายที่จัดเก็บภาษีที่บังคับโดยเฉพาะ ได้แก่ ในกรณีของประเทศไทย คือ ภาษีเงินได้ และภาษีเงินได้ปิโตรเลียม กรณีของประเทศกัมพูชา คือ ภาษีเงินเดือน และภาษีกำไรรวม ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ภาษีกำไรส่วนเพิ่มที่จัดเก็บจากการจ่ายเงินปันผล และภาษีผลได้จากทุน

         

            อธิบดีกรมสรรพากร นายประสงค์ พูนธเนศ ได้เปิดเผยว่า “ความตกลงเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อน ระหว่างประเทศไทย – กัมพูชา หรืออนุสัญญาภาษีซ้อน มีผลบังคับใช้แล้ว ตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2560 ที่ผ่านมา โดยผู้เสียภาษีจะสามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 เป็นต้นไป โดยผลประโยชน์ของความตกลงดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อผู้เสียภาษีในการขจัดหรือบรรเทาภาระภาษีซ้ำซ้อนระหว่างประเทศ เพื่อเสริมสร้างบรรยากาศการลงทุนระหว่างกันให้ดีมากยิ่งขึ้น ซึ่งทำให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันกับประเทศอื่น ๆ ได้ เช่น หากนักลงทุนไทยได้รับเงินได้ประเภท เงินปันผล ดอกเบี้ย หรือค่าสิทธิ จากกัมพูชา ก็จะได้รับการลดอัตราภาษีที่ต่ำกว่าอัตราภาษีภายในประเทศ ดังนั้น ผู้เสียภาษีหรือนักลงทุนไทยที่ทำธุรกรรมหรือมีภาระภาษีจากการประกอบธุรกิจระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา สามารถนำข้อตกลงดังกล่าวมาพิจารณาเพื่อใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้”

             ทั้งนี้ ความตกลงเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนไทย – กัมพูชา นับเป็นความตกลงเพื่อการเว้น การเก็บภาษีซ้อนฉบับที่ 61 ที่รัฐบาลไทยจัดทำกับรัฐบาลต่างประเทศ หลังจากได้มีการทำอนุสัญญากับประเทศไอรแลนด์ไปในปี 2558 และได้มีการปรับปรุงแก้ไขอนุสัญญาดังกล่าวกับอินเดียและสิงค์โปร์ในปี 2559

              สำหรับผู้ที่มีข้อสงสัย สามารถศึกษารายละเอียดของความตกลงเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อน ของทั้ง 61 ประเทศ ได้ที่เว็บไซต์กรมสรรพากร www.rd.go.th เมนูความรู้เรื่องภาษี หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์สารนิเทศสรรพากร (RD Intelligence Center) โทร. 1161

        

2018-11-16 14:44:04
การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า

           สำหรับเครื่องหมายการค้า เป็นตราหรือสัญลักษณ์ที่จะสื่อถึงสินค้าและบริการของแต่ละธุรกิจ ซึ่งในปัจจุบันมีจำนวนธุรกิจมากมายทำให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาต้องมีการออกกฎหมายคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า โดยแบ่งออกเป็น 4 ประเภทด้วยกัน ได้แก่ เครื่องหมายการค้า (Trade Mark), เครื่องหมายบริการ (Service Mark), เครื่องหมายร่วม (Collective Mark), เครื่องหมายรับรอง (Certification Mark)

            โดยเครื่องหมายการค้าที่มีรูปร่าง หรือรูปทรงที่แสดงถึงความกว้าง ความยาวและความลึกอย่างชัดเจน แตกต่างจากภาพถ่าย หรือภาพประดิษฐ์ก็ต้องมีหลักเกณฑ์ในการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าด้วยเช่นกัน ซึ่งมีวิธีการยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ดังต่อไปนี้

      - ผู้ที่ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าจะต้องแสดงเครื่องหมายการค้าที่เป็นรูปร่างหรือรูปทรงของวัตถุที่เป็นเครื่องหมายการค้า ที่มีความสำคัญกับความประสงค์ที่จะขอความคุ้มครอง โดยเป็นภาพถ่ายหรือรูปในคำขอจดทะเบียน

      - นอกจากนี้ผู้ขอจดทะเบียนคำอธิบายถึงรูปร่างหรือรูปทรง เพื่อประกอบคำขอจดทะเบียน ซึ่งจะต้องมีจำนวนคำไม่เกิน 100 คำและยื่นพร้อมคำขอจดทะเบียน

           การขอจดทะเบียนการค้าอาจดูเหมือนง่าย แต่จะมีการตรวจสอบความคล้าย ลักษณะเฉพาะหรือลักษณะต้องห้าม เช่น ต้องไม่เป็นเครื่องหมายที่คล้ายคลึงกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้ก่อนแล้ว หรือไม่เป็นเครื่องหมายต้องห้าม เป็นต้น ผู้ที่ต้องการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา หรือบริษัทที่รับดูแลเรื่องจดทะเบียนบริษัท หรือจดทะเบียนค้าต่าง ๆ

           หากสนใจจดทะเบียนธุรกิจ สามารถสอบถามบริษัท เอ.อาร์.แอ็คเคานติ้ง คอนซัลแตนท์ จำกัด (ARAC) เราให้บริการและให้คำปรึกษาบริการจดทะเบียนธุรกิจ ทุกประเภท ทั้งการจดทะเบียนนิติบุคคล การจดทะเบียนบริษัท การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า การจดสิทธิบัตร และอื่น ๆ โดยทีมงานผู้มีประสบการณ์โดยตรงมายาวนานกว่า 20 ปี ในสายการจดทะเบียนธุรกิจ ติดต่อได้ที่ 02-439-4600 หรือ Email : arac@ar.co.th และ facebook.com/ARAccounting

 

 

2018-11-16 14:44:28
กรมสรรพากร เชิญชวนให้ประชาชนแจ้งเบาะแสธุรกิจหลีกเลี่ยงภาษี ผ่านทางออนไลน์

           ในยุคของเทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ตเป็นสิ่งสำคัญ และก็มีกลุ่มคนที่ใช้สิ่งเหล่านี้ในการหลบเลี่ยงการเสียภาษีได้ง่ายมากขึ้น โดยเฉพาะกับธุรกิจออนไลน์ที่มีการขยายตัวและเติบโตสูงในช่วง 2  ปีที่ผ่านมา ทำให้ทางกรมสรรพากรเพิ่มช่องทางใหม่ ที่ต้องได้รับความร่วมมือจากประชาชนในการแจ้งเบาะแส หรือข้อมูลแหล่งภาษี เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการเสียภาษีให้เกิดขึ้นไปพร้อม ๆ กับการขยายฐานภาษีเงินได้ เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 ผ่านมือถือ และเว็บไซต์ของกรมสรรพากร โดยกรมสรรพากรออกประกาศเชิญชวนให้ประชาชนแจ้งข้อมูล แชร์ภาพ หรือแชร์ตำแหน่งที่ตั้งของธุรกิจ สำหรับกิจการที่หลีกเลี่ยงภาษี กิจการที่ไม่ยอมออกใบกำกับภาษี กิจการเปิดใหม่ กิจการที่มีการซื้อขายใบกำกับภาษี กิจการ e-Commerce และอื่น ๆ

            นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า “ปัจจุบันประเทศไทยยังมีธุรกิจที่ปฏิบัติ หน้าที่ทางภาษีไม่ถูกต้องครบถ้วน และพบว่าบางส่วนยังไม่อยู่ในระบบภาษีอาทิเช่น ธุรกิจเงินสด (Cash Economy) และธุรกิจออนไลน์ซึ่งมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง” โดยการแจ้งข้อมูลสามารถทำได้ 5 ขั้นตอนด้วยกันดังนี้

            - ผ่านเว็บไซต์กรมสรรพากร หรือโทรศัพท์มือถือ โดยเข้าไปที่ www.rd.go.th คลิกที่ เมนู “การแจ้งแหล่งภาษี” โดยประชาชนสามารถส่งภาพถ่าย และที่ตั้งกิจการ (Location) ให้กรมสรรพากรทราบ เพื่อตรวจสอบ ข้อเท็จจริงของกิจการ ซึ่งข้อมูลผู้แจ้งจะไม่ถูกเปิดเผยในทุกกรณี และข้อมูลทั้งหมดจะถูกเก็บรักษาเป็นความลับของทางราชการ

            อย่างไรก็ตามการแจ้งเบาะแสต้องเป็นข้อมูลที่ไม่เป็นเท็จ หรือเป็นข้อมูลที่ทำขึ้นเพื่อใส่ร้ายผู้อื่น โดยกรมสรรพากรเชื่อว่าการเปิดระบบฯ ดังกล่าวจะช่วยสร้างความเป็นธรรมในการเสียภาษีของประชาชน และช่วยนำผู้ที่อยู่นอกระบบเข้าสู่ระบบภาษี ซึ่งเป็นการขยายฐานภาษีและเสริมสร้างความมั่นคงทางรายได้ของประเทศในระยะยาว

 

 

2018-11-16 14:44:36
รัฐยืดเวลาลดหย่อนภาษีออกไปอีก 1 ปี ให้กลับธุรกิจ Starup

            เรียกว่าเป็นข่าวดีต้อนรับปีใหม่ให้กับกลุ่มธุรกิจสตาร์ทอัพ เพราะ ครม. สัญจร เห็นชอบให้ขยายเวลาการจดทะเบียนบริษัท หรือการจดทะเบียนธุรกิจที่เป็นห้างหุ้นส่วน เพื่อให้ผู้ประกอบการสตาร์ทอัพทั้ง 10 กลุ่มเป้าหมายได้รับสิทธิประโยชน์ในการยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับกำไรสุทธิเป็นระยะเวลา 5 รอบบัญชี และยังเป็นการส่งเสริมผู้ประกอบการขนาดย่อยรายใหม่ หรือกลุ่มธุรกิจ Starup และกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลาง ออกไปอีกหนึ่งปี จากเดิมที่มาตรการเก่าจะสิ้นสุดในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2560 เลื่อนออกไปเป็น 31 ธันวาคม พ.ศ. 25601ให้ผู้ประกอบการสตาร์ทอัพได้หายใจกันคล่องยิ่งขึ้น

            ถึงแม้ว่าการขยายมาตรการนี้จะทำให้รัฐบาลมีรายได้น้อยลงก็ตาม แต่ทางรัฐบาลก็ยังเล็งเห็นถึงความสำคัญของธุรกิจสตาร์ทอัพ ที่สามารถขยายและเติบโตได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากเป็นกลุ่มธุรกิจที่จัดตั้งขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการกับสังคมในยุคปัจจุบัน อีกทั้งยังมีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าและทันสมัย ส่งผลให้สามารถพัฒนาทั้งด้านสังคมและเศรษฐกิจธุรกิจของประเทศได้ โดยได้มีกิจการยื่นเรื่องกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือสวทช. ที่ได้รับการรับรองแล้ว 32 ราย แต่ก็มีเพียงกิจการอยู่ 23 รายเท่านั้นที่เข้าไปขอใช้สิทธิกับกรมสรรพากร ดังนั้นผู้ประกอบการสตาร์ทอัพรายใดที่กำลังสร้างธุรกิจของตนเองสามารถยื่นเรื่องกับสำนักงานที่กำกับดูแลได้ เพื่อให้ธุรกิจของท่านได้รับประโยชน์อย่างคุ้มค่า

 

อ้างอิง : Thairath

 

2018-11-16 14:45:16
กิจการที่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์

            รู้หรือไม่ว่าการที่เราจะสร้างกิจการขึ้นมาหนึ่งกิจการ ไม่ใช่แค่มีความอยากหรือมีแค่เงินทุนเท่านั้น เพราะเราจะต้องดูว่าการทำกิจการของเรานั้นต้องมีกฎ หรือข้อบังคับทางกฎหมายอะไรบ้าง เราจะต้องจดทะเบียนการค้า จดทะเบียนพาณิชย์ อะไรก็ไม่รู้เต็มไปหมด ซึ่งการจดทะเบียนแต่ละรูปแบบก็มีความแตกต่างกันไป ก่อนหน้านี้เราเคยกล่าวถึงการจดทะเบียนธุรกิจกันไปแล้ว วันนี้เราจะมากล่าวถึงการจดทะเบียนพาณิชย์กันบ้างว่า ทำไมกิจการต้องจดทะเบียนพาณิชย์

            การจดทะเบียนพาณิชย์ นั้นให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เป็นผู้กำกับดูแลการรับจดทะเบียนพาณิชย์ เพื่อเป็นตัวกลางในการรวบรวมสถิติและหลักฐานต่าง ๆ ของผู้ประกอบการที่ได้ทำการจดทะเบียนพาณิชย์ ส่วนผู้ประกอบกิจการที่ต้องทำการจดทะเบียนพาณิชย์ คือ บุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคล ที่ได้ประกอบพาณิชยกิจเป็นอาชีพของตน รวมทั้งห้างหุ้นส่วนด้วยเช่นกัน หลาย ๆ คนคงกำลังงง กันใช่ไหมว่าแล้วกิจการพาณิชยกิจมีอะไรบ้าง

- กิจการที่เกี่ยวข้องกับการซื้อ ขาย และการแลกเปลี่ยน

- กิจการที่ให้เช่า หรือให้เช่าซื้อ

- กิจการขนส่ง

- กิจการที่ผู้ประกอบการเป็นนายหน้าหรือตัวแทนค้า

- กิจการให้กู้ยืม รับจำนำ และรับจำนอง

- กิจการรับจ้างทำของ

- กิจการที่เกี่ยวข้องกับหัตถกรรม และอุตสาหกรรม

- คลังสินค้า

- กิจการรับแลกเปลี่ยน หรือซื้อ - ขายเงินตราต่างประเทศ และการซื้อ-ขายตั๋วเงิน รวมถึงการธนาคารด้วย

- กิจการประกันภัย

- อื่น ๆ ที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา

            กิจการที่เกี่ยวข้องกับที่กล่าวไป อาจมีบางอาชีพที่ได้รับการยกเว้น เช่น อาชีพค้าแผงลอย ค้าเร่ พาณิชยกิจที่เกี่ยวกับการกุศลหรือเพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา พาณิชยกิจของกระทรวง พาริชยกิจของมูลนิธิ สหกรณ์ สมาคม และอื่น ๆ

 

2018-02-13 14:29:22
SME คืออะไรกันแน่ ?

            SME นับเป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจ และความเจริญรุ่งเรืองทั่วโลก โดยสร้างมูลค่าและโอกาสให้กับชุมชน แรงงาน และครอบครัวของหลาย ๆ คน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจาก SME (Small-To-Medium Enterprise) หรือวิสาหกิจขนาดกลาง และเล็ก เป็นบริษัทย่อยที่ไม่ใช่ บริษัทอิสระที่มีพนักงานน้อยกว่าจำนวนที่กำหนด โดยจำนวนพนักงานนี้จะแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ  ซึ่งขีดจำกัดสูงสุดที่กำหนดบ่อยที่สุดของ SME คือ 250 คน เช่นเดียวกับในสหภาพยุโรป อย่างไรก็ตามบางประเทศกำหนดขีดจำกัดที่ 200 คนในขณะที่สหรัฐอเมริกาพิจารณา SMEs รวม บริษัทที่มีพนักงานไม่ถึง 500 คน นอกจากนี้ SME ยังหมายถึง Society of Manufacturing Engineers

            SME เป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการผลิต จัดจำหน่ายขนาดย่อม โดยมีเอกชนเป็นเจ้าของในการลงทุนของธุรกิจ ถึงแม้ว่าจะเป็นธุรกิจที่มีจำนวนคนไม่มาก แต่ธุรกิจ SME ก็เป็นธุรกิจที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพราะทำให้ผู้ประกอบการมีการลงทุน สามารถกระจายรายได้ให้เกิดการจ้างงาน เป็นธุรกิจที่กล้าลองและกล้าเสี่ยง เนื่องจากมีการคิดอะไรใหม่ ๆ และยังรวมถึงการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นมาดำเนินธุรกิจอีกด้วย ดังนั้นการทำธุรกิจ SME จะเติบโตได้ง่ายกว่าธุรกิจใหญ่ ๆ

            บริษัทขนาดเล็กมักมีพนักงานน้อยกว่า 50 คน ขณะที่วิสาหกิจมีมากที่สุด 10 คนหรือในบางกรณี 5 คน เป็นธุรกิจที่มีอยู่มากในประเทศไทย ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มักประกอบธุรกิจในรูปแบบของบุคคลธรรมดา ห้างหุ้นส่วน ที่ไม่ใช่นิติบุคคล ซึ่งก็ได้มีกฎหมายรองรับสำหรับธุรกิจ SME แล้วเช่นกัน คือพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม พ.ศ.2543 และตามประมวลรัษฎากร โดยมีกฎ ระเบียบ และผลประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการ SME ด้วย

 

 

2018-11-16 14:45:23
ธุรกิจ Startup เริ่มจากอะไร

         Startup เป็นบริษัทที่อยู่ในขั้นตอนแรกของการดำเนินงาน บริษัทเหล่านี้มักจะเริ่มต้นจากการมีเงินทุนสำหรับโครงการหนึ่งเท่านั้น จากเงินทุนของผู้ก่อตั้งหรือนักลงทุน เมื่อต้องการใช้ประโยชน์จากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ หรือบริการที่พวกเขาเชื่อว่าผู้คนส่วนใหญ่มีความต้องการและอยากได้จึงทำให้ธุรกิจ Startup เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่เติบโตได้อย่างรวดเร็ว แต่เนื่องจากรายได้ที่จำกัด หรือค่าใช้จ่ายสูงการดำเนินงานส่วนเล็ก ๆ เหล่านี้จะไม่ยั่งยืนในระยะยาว หากไม่มีเงินทุนเพิ่มเติมจากผู้ร่วมทุน

          Startup เป็นรูปแบบบริษัทที่เกิดขึ้นมาเพื่อให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างรวดเร็ว โดยส่วนใหญ่แล้วเป็นธุรกิจที่เกิดขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาในชีวิตประจำวันของผู้คนบนโลกและเพิ่มความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ส่วนใหญ่เราจึงเห็น Startup เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี เนื่องจากเทคโนโลยีมีการพัฒนาไว และธุรกิจแบบ Startup ก็ต้องการเติบโตไวเช่นกัน ดังนั้นการพัฒนาธุรกิจให้ควบคู่ไปกับเทคโนโลยีจะทำให้ประสบความสำเร็จได้ดีกว่า เช่น Facebook มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว และมีการเพิ่มคุณลักษณะหรือไอเดียใหม่ ๆ เพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้า เราจะเห็นได้ว่า Facebook เติบโตเร็วมาก เพราะส่วนหนึ่งมีความสะดวกในการติดต่อสื่อสาร ซึ่งเหมาะกับคนในยุคปัจจุบัน

          ส่วนการที่ธุรกิจ Startup จะได้รับเงินลงทุนได้นั้น จะต้องเสนอไอเดียกับนักลงทุนก่อน ถ้านักลงทุนเห็นว่าไอเดียที่เรานำเสนอมันน่าสนใจ เขาจึงจะยอมลงทุนและให้เงินทุนเรา โดยเขาก็จะต้องได้ผลประโยชน์ด้วยเหมือนกัน เช่นการถือหุ้น หรือการแบ่งปันรายได้ เป็นต้น ในปัจจุบันเราจะเห็นรูปแบบธุรกิจ Startup ได้มากขึ้น เช่นแอปพลิเคชันควบคุมน้ำหนัก แอปพลิเคชันหาร้านในห้างสรรพสินค้า หรือแอปพลิเคชันจองคิวร้านอาหาร เป็นต้น เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้ในขณะนี้ที่เน้นการใช้โทรศัพท์ ชีวิตผูกอยู่กับแอปพลิเคชัน และบางส่วนก็เริ่มต้นจากการทำธุรกิจบนอินเทอร์เน็ต เช่น Amazon.com หรือ eBay เป็นต้น

            จากที่กล่าวมาสรุปได้ง่าย ๆ ว่า Startup เป็นรูปแบบที่ธุรกิจที่พึ่งเริ่มต้นเท่านั้น ต้องใช้เงินทุนจากนักลงทุน ไม่ใช้เงินทุนของตัวเอง ไม่มีแผนดำเนินธุรกิจที่ชัดเจน หลังจากนั้นจะทำการขยายธุรกิจโดยการหาเงินเข้าบริษัท ดังนั้นจะสร้างธุรกิจ Startup ได้ต้องมีไอเดียที่น่าสนใจมากพอที่จะทำให้นักลงทุนตัดสินใจลงทุนกับธุรกิจใหม่ของเรา 

 

2018-11-16 14:45:33
สิทธิประโยชน์ที่จะได้รับในการได้รับการส่งเสริมการลงทุน BOI

            สิทธิประโยชน์ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุนที่ผู้ขอรับการส่งเสริมการลงทุนจำเป็นต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนตามที่ระบุในบัตรด้วยส่งเสริมการลงทุนด้วย ซึ่งแบ่งสิทธิประโยชน์ออกเป็น 2 ประเภทดังนี้ คือ

สิทธิประโยชน์ทางภาษีอากร

            ผู้ขอรับการส่งเสริมการลงทุนจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอากร ดังนี้

  • ตามมาตรา 28 และ 29 ผู้ขอรับการส่งเสริมการลงทุน จะได้รับการยกเว้น หรือลดหย่อนอากรขาเข้าสำหรับเครื่องจักร
  • ตามมาตรา 30 ผู้ขอรับการส่งเสริมการลงทุน จะได้รับการลดหย่อนอากรขาเข้าสำหรับวัสดุหรือวัตถุดิบที่จำเป็นต่อธุรกิจ
  • ตามมาตรา 31 และมาตรา 34 ผู้ขอรับการส่งเสริมการลงทุน จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ระยะเวลาไม่เกิน 8 ปี
  • ตามมาตรา 35 (1) จะได้รับการลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลร้อยละ 50 ระยะเวลาไม่เกิน 5 ปี
  • ตามมาตรา 35 (2) จะหักค่าขนส่ง ค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปา เป็นสองเท่า
  • ตามมาตรา 35 (3) จะหักค่าติดตั้ง หรือก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวก เพิ่มขึ้นร้อยละ 25
  • ตามมาตรา 36 สำหรับการผลิตเพื่อการส่งออก จะได้รับการยกเว้นอากรขาเข้าวัตถุดิบหรือวัสดุที่จำเป็น

สิทธิประโยชน์ที่ไม่เกี่ยวกับภาษีอากร

            ผู้ขอรับการส่งเสริมการลงทุนจะได้รับสิทธิประโยชน์ที่ไม่เกี่ยวกับภาษีอากร ดังนี้

  • ตามมาตรา 24 อนุญาตให้นำคนต่างด้าวเข้ามา เพื่อศึกษาลู่ทางลงทุน
  • ตามมาตรา 25 และมาตรา 26 อนุญาตให้นำช่างฝีมือ และผู้ชำนาญการเข้ามาทำงานในกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน
  • ตามมาตรา 27 อนุญาตให้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดิน
  • ตามมาตรา 37 อนุญาตให้นำและส่งออกเงินตราต่างประเทศ

 

 

2018-11-16 14:45:44
คนต่างด้าวต้องขอรับใบผ่านภาษีอากรก่อนออกนอกประเทศไทย

           การจะได้รับอนุญาตทำงานในประเทศไทยได้นั้นมีเงื่อนไข และการพิจารณาอยู่ด้วยกันหลายขั้นตอน และเมื่อคนต่างด้าวคนนั้นต้องการเดินทางออกนอกประเทศ ก็จะต้องมีเงื่อนไขและขั้นตอนการพิจารณาเสียภาษีอากรอีกด้วยเช่นกัน โดยต้องยื่นก่อนออกเดินทาง 15 วัน ไม่ว่าจะมีภาษีอาการที่ต้องทำการชำระหรือไม่

           ในกรณีที่มีภาษีค้างชำระ หรือมีภาษีที่ต้องชำระ จะต้องทำการชำระภาษีก่อน จึงจะสามารถเดินทางออกนอกประเทศได้ ถ้าหากไม่ยื่นคำร้องขอรับใบผ่านภาษีอากร และพยายามจะเดินทางออกนอกประเทศ จะมีความผิดตามประมวลรัษฎากร และต้องเสียเงินเพิ่มร้อยละ 20 ของภาษีอากรที่ต้องชำระ และต้องระวางโทษปรับ ไม่เกิน 1,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือทั้งจำทั้งปรับ

            การที่คนต่างด้าวต้องเสียภาษี เนื่องจากคนต่างด้าวมีเงินได้ เหมือนกับคนไทยทั่วไป เมื่อเดินทางออกนอกประเทศจะต้องทำการยื่นภาษีอากรเช่นกัน แต่ในกรณีที่บุคคลนั้นเข้ามาอยู่ในประเทศไทยไม่เกิน 90 วัน และไม่มีเงินได้พึงประเมินจึงไม่จำเป็นต้องยื่นใบคำร้องขอรับใบผ่านภาษีอากร ซึ่งคนที่ต้องการยื่นใบคำร้องนั้นคือบุคคลดังต่อไปนี้

  • คนต่างด้าวที่ต้องรับผิดเสียภาษีอากร หรือนำส่งภาษีอากรค้างชำระ
  • คนต่างด้าวที่มีเงินได้พึงประเมินจากการเป็นนักแสดงสาธารณะในประเทศไทย
  • คนต่างด้าวผู้มีเงินได้พึงประเมินจากการขายพลอย ขายทับทิม นิล หยก และอัญมณีที่มีลักษณะเดียวกันโดยยังไม่ผ่านการเจียระไน
  • คนต่างด้าวผู้ที่มีหน้ารับผิดชอบในการยื่นรายการและเสียภาษีเงินได้แทนบริษัทตามกฎหมายของประเทศในการประกอบกิจการ

 

2017-12-06 08:55:35
รวมเอกสารที่ต้องใช้ขอต่อใบอนุญาตทำงานของคนต่างด้าว

เมื่อมีการขออนุญาตแล้ว ก็จะสามารถทำงานในประเทศได้โดยไม่ใช่แรงงานเถื่อน และรู้หรือไม่ว่าใบอนุญาตทำงานนั้นก็มีวันหมดอายุเหมือนกัน โดยอายุของใบอนุญาตทำงานนั้นจะมีการพิจารณาตามความเหมาะสมหรือตามที่ได้ขอมา ได้ไม่เกิน 2 ปีต่อครั้ง ทั้งนี้เมื่อใบอนุญาตทำงานนั้นหมดอายุ เจ้าของใบอนุญาตสามารถทำการต่ออายุใบอนุญาตทำงานได้ ซึ่งมีเอกสารที่ต้องใช้ ดังนี้

- กรอกแบบคำขอต่ออายุใบอนุญาตทำงาน ตท.5 ตามมาตรา 23

- ใบอนุญาตใบเก่าที่หมดอายุ พร้อมสำเนา

- แบบหนังสือรับรองการจ้าง โดยต้องกรอกข้อมูลให้ครบถ้วน

- สำเนาใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ในกรณีที่เป็นการประกอบอาชีพที่กฎหมายกำหนดว่า ผู้ที่จะทำงานในตำแหน่งงานนั้น ๆ ได้ ต้องเป็นผู้ที่ได้รับใบประกอบวิชาชีพ

- หนังสือเดินทาง ที่ได้มีการต่ออายุ VISA ใหม่เรียบร้อยแล้ว หรือใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว และใบสำคัญถิ่นที่อยู่ พร้อมสำเนา

- ใบรับรองแพทย์ ซึ่งต้องมีการรับรองจากแพทย์ว่าไม่เป็นโรคดังต่อไปนี้ ไม่เป็นบุคคลวิกลจริตมีจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ, โรคเรื้อน, วัณโรคระยะอันตราย, โรคเท้าช้างในระยะปรากฏอาการ, โรคติดยาเสพติด, โรคพิษสุราเรื้อรัง และโรคซิฟิลิสในระยะที่ 3

- เอกสารตามเงื่อนไขที่กำหนดในใบอนุญาตทำงาน (ถ้ามี)

กรณีคนต่างด้าวหรือแรงงานต่างชาติไม่ได้ยื่นเรื่องด้วยตนเองต้องมีหนังสือมอบอำนาจจากคนต่างด้าว โดยติดอากรแสตมป์ 10 บาท พร้อมกับสำเนาบัตรประชาชนของผู้รับมอบอำนาจ

เอกสารประกอบการพิจารณาตามประเภทกิจการ

เอกสารสถานประกอบการเอกชน

- สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคลไทย และรายชื่อผู้ถือหุ้น โดยต้องมีอายุไม่เกิน 6 เดือน ถ้าหากว่านิติบุคคลนั้นเป็นต่างด้าวให้ใช้สำเนาใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พร้อมกับหลักฐานการนำเงินสกุลต่างประเทศเข้ามาใช้จ่ายภายในประเทศไทย

- ถ้าหากนายจ้างเป็นคนต่างด้าว ให้แนบสำเนาในอนุญาตทำงานของนายจ้างด้วย และหากนายจ้างไม่ได้อยู่ในประเทศไทย ต้องให้ Notary Public และสถานทูตไทยรับรอง เพื่อมอบอำนาจให้กรรมการบริษัทหรือบุคคลใดในบริษัทลงนามรับรองแทน

- สำเนางบการเงินของปีล่าสุด ภ.พ.30 เมื่อตรวจแล้วจะส่งคืน

- สำเนา ภ.ง.ด. 90 หรือ 91ของคนต่างด้าวปีล่าสุด

โรงเรียนเอกชน หรือมหาวิทยาลัยเอกชน

- สำหรับโรงเรียนเอกชน ใช้สำเนาหนังสือแต่งตั้งครูผู้สอน พร้อมสัญญาจ้าง

- สำหรับมหาวิทยาลัยเอกชน ให้แสดงหนังสือรับรองจากหน่วยงานของกระทรวงศึกษาธิการ ระบุชื่อ ตำแหน่ง และระยะเวลาการจ้างทำงาน

- ใบประกอบวิชาชีพครู ยกเว้นแต่ต่างด้าวคนนั้นมีตำแหน่งเป็นผู้ฝึกสอน

- สำเนาใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียน หรือสำเนาหนังสือการจัดตั้งมหาวิทยาลัย

หน่วยงานราชการ หรือมูลนิธิ และสมาคม

- สำหรับหน่วยงานราชการ ใช้หนังสือรับรองจากหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และเขตการศึกษา ที่ระบุชื่อคนต่างด้าว ตำแหน่งงาน และระยะเวลาการจ้างทำงาน

- สำหรับมูลนิธิ หรือสมาคม ใช้หนังสือรับรองนิติบุคคลของมูลนิธิ และสมาคม โดยมีวัตถุประสงค์ พร้อมกับบัญชีรายชื่อคณะกรรมการ

โดยเอกสารเป็นภาษาไทยทั้งหมด ในกรณีที่เป็นภาษาต่างประเทศ ให้จัดคำแปลเป็นภาษาไทยและรับรองความถูกต้องโดยหน่วยงานราชการ หรือผู้มีใบอนุญาต

 

 

 

 

           

2018-11-16 14:45:59
การพิจารณาอนุญาตการทำงานของคนต่างด้าว

การนำคนต่างด้าว หรือคนต่างชาติเข้ามาทำงานในประเทศไทย ไม่ใช่ว่าจะทำได้เลยแต่ต้องรู้ข้อกำหนดและกฎหมายในการนำคนต่างด้าวเข้ามาทำงานด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์ของบริษัทและตัวคนต่างด้าวเอง ไม่งั้นจะถือว่าคนคนนั้นที่เข้ามาทำงานเป็นแรงงานเถื่อน ดังนั้นบริษัทหรือผู้ประกอบการควรให้สำคัญกับเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน ซึ่งการจะได้รับอนุญาตทำงานนั้น ก็มีเงื่อนไขในการพิจารณาอีกเช่นกัน โดยการพิจารณาจะคำนึงถึง ความมั่นคงภายในราชอาณาจักร การพัฒนาเศรษฐกิจ การประกอบอาชีพของคนไทย และความต้องการแรงงานต่างด้าวที่จำเป็นต่อประเทศ เช่น กิจการนั้นส่งเสริมการนำรายได้เข้าประเทศหรือไม่ เป็นต้น มีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาหลัก ๆ ดังต่อไปนี้

- คนต่างด้าวที่เข้ามาทำงานต้องมีหนังสือรับรองจากหน่วยงานราชการ หรือรัฐวิสาหกิจ และองค์กรมหาชนตามกฎหมาย

- ผู้ประกอบการ หรือนายจ้างสถานประกอบการที่เป็นนิติบุคคลไทย และมีทุนจดทะเบียนชำระแล้ว 2 ล้านบาท หรือนิติบุคคลที่เป็นคนชาวต่างชาติ มีการนำเงินโอนมาลงทุนจากต่างประเทศ จำนวน 3 ล้านบาท ซึ่งจะพิจารณาอนุญาตได้ 1 คน และอนุญาตให้ได้ไม่เกิน 10 คน

- ประโยชน์จากการนำคนต่างด้าวเข้ามาทำงานในตำแหน่งงานนั้น หรือการพัฒนาฝีมือคนไทย ซึ่งได้รับการถ่ายทอดจากคนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตทำงาน

- มีความรู้และความสามารถในการทำงานตามที่ได้ขออนุญาต

- ไม่เป็นบุคคลวิกลจริตหรือมีจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ

- ไม่เป็นผู้เจ็บป่วย ได้แก่ โรคเรื้อน วัณโรคในระยะอันตราย โรคเท้าช้างอันเป็นที่รังเกียจแก่สังคม โรคติดยาเสพติดให้โทษ และโรคพิษสุราเรื้อรัง

- ไม่เคยได้รับโทษจำคุกในความผิดตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองหรือกฎหมายว่าด้วยการทำงานของคนต่างด้าว (ในระยะเวลาหนึ่งปีก่อนวันขอรับใบอนุญาต)

สามารถดูรายละเอียดอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ สำนักบริหารแรงงานต่างด้าว

             

2018-02-13 14:33:14
M-Commerce มีข้อดีข้อเสียที่ควรรู้ ก่อนตัดสินใจใช้ทำธุรกิจ

M-Commerce เป็นประโยชน์สำหรับทั้งประเภทธุรกิจขนาดใหญ่ และขนาดเล็ก เนื่องจากผู้ใช้อุปกรณ์เคลื่อนที่มีเพิ่มขึ้นทุกวัน ดังนั้นด้วย M-Commerce จะทำให้ธุรกิจของคุณกลายเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่และกำลังเติบโตสำหรับสินค้าและบริการที่หลากหลายในอนาคต

- โทรศัพท์มือถือเป็นเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวที่จำเป็นสำหรับทุกคนในปัจจุบัน ทั้งทางสังคมและธุรกิจมากกว่าคอมพิวเตอร์ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องง่ายที่จะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายผ่าน M-Commerce

- เมื่อมีผู้ใช้ได้ใช้ M-Commerce มากขึ้น บริษัทอื่น ๆ ก็ใช้เว็บไซต์ M-Commerce เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย โดยการเสนอข้อเสนอที่แตกต่างและดีกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่ง

- บริษัทสามารถพยายามเข้าถึงผู้บริโภคได้โดยตรงผ่าน M-Commerce ดังนั้นผู้ใช้จึงไม่จำเป็นต้องไปไกลถึงร้านค้า ซึ่งจะช่วยประหยัดเวลาและเงินของผู้ใช้

- ผู้ซื้อสามารถดูสินค้านับพันรายการในโทรศัพท์มือถือของตน และไม่จำเป็นต้องมีทำการดำเนินการ Checkout ออนไลน์

ข้อเสียที่ควรรู้ของ M-Commerce

ทุกสิ่งประดิษฐ์มีประโยชน์และ ข้อบกพร่องของตัวเอง ซึ่งข้อเสียสามารถใช้ได้กับธุรกิจ M-Commerce นี้ด้วยเช่นกัน

- ข้อจำกัดของสมาร์ทโฟน คือ เมื่อมือถือมีขนาดหน้าจอไม่ใหญ่ เช่นเดสก์ท็อป หรือแล็ปท็อป ดังนั้นบางครั้งผู้ใช้จึงเบื่อในการเลือกใช้ที่ต้องการเลือกสินค้ามากกว่าหนึ่งรายการ ซึ่งมีผลต่ออัตราการช็อปปิ้ง

- ทุกเทคโนโลยีใหม่ ๆ มักมีปัญหาในระยะเริ่มต้น M-Commerce ก็ด้วยเช่นกัน เนื่องจากเป็นแอปพลิเคชันใหม่ ดังนั้นบางครั้งผู้คนจึงหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ตามที่เคยทำมา จึงยังคงซื้อผลิตภัณฑ์จาก M-Commerce

- ปัจจัยเสี่ยง เนื่องจากในแต่ละธุรกิจมีความเสี่ยง เช่นเดียวเดียวกันกับ Moblie Commerce ที่กำลังเติบโตและทำให้การลงทุนก็มีความเสี่ยงด้วย เนื่องจากเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงทุกวัน นอกจากนี้มีความปลอดภัยน้อยกว่าในเครือข่ายไร้สาย ดังนั้นในการถ่ายโอนข้อมูลจะทำให้เกิดโอกาสในการถูกแฮกมากขึ้น

- การเชื่อมต่อที่ไม่เสถียร เนื่องจาก Moblie Commerce ต้องการการเชื่อมต่อความเร็วสูงของ 3G, 4G มิฉะนั้นผู้ใช้จะใช้ เพื่อซื้อผลิตภัณฑ์ที่ต้องการไม่ได้

2017-11-23 11:41:11
ว่าด้วยเรื่อง M-Commerce การทำธุรกิจซื้อ-ขายผ่าน Smart Phone

            M-Commerce หรือ Mobile Commerce เป็นหนึ่งในระบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งแตกต่างจาก E-Commerce ตรงที่ M-Commerce เกี่ยวข้องกับการซื้อ-ขายผ่านโทรศัพท์มือถือ ในขณะที่ E-Commerce เกี่ยวข้องกับการซื้อ-ขายออนไลน์ทางคอมพิวเตอร์ ดังนั้นการใช้เทคโนโลยี M-Commerce จะช่วยเร่งการเติบโตให้กับธุรกิจในการทำธุรกรรมผ่านเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์ได้เร็วกว่าการดำเนินธุรกรรมผ่าน E-Commerce เพราะในปัจจุบันผู้คนส่วนใหญ่คุ้นเคยกับโทรศัพท์มือถือ ที่ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็ตามก็ต้องใช้โทรศัพท์ในการติดต่อสื่อสาร รับข่าวสาร หรือแม้แต่ซื้อ-ขายของ ส่งผลให้สามารถทำการตลาด และธุรกรรมเชิงพาณิชย์ได้ง่ายยิ่งขึ้น ถึงแม้ว่า E-Commerce มีการเพิ่มขึ้นอย่างหนาแน่นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ก็อาจไม่ใช่แนวทางสำหรับการช็อปปิ้งเสมอไป เนื่องจาก M-Commerce ยังคงเป็นที่นิยมมากขึ้น

            M-Commerce มีความพร้อมมากที่จะเข้าสู่กระแสหลักในการทำธุรกิจ ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ช่วยให้ผู้คนซื้อสินค้าบนโทรศัพท์ของตนได้ง่ายขึ้น แต่อย่างไรก็ตามการทำธุรกรรมต่าง ๆ จะมีกฎระเบียบและมีหน้าที่ต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายต่าง ๆ ที่หน่วยงานกำกับดูแล อย่างการอบรมและให้ความรู้เกี่ยวกับการทำธุรกิจผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงการจดทะเบียนธุรกิจ จากกรมพัฒนาธุรกิจ, กฎหมายการใช้สื่อออนไลน์ ที่มีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมคอยกำกับดูแล และการกำกับดูแลเกี่ยวกับการปฏิบัติทางภาษีให้ถูกต้อง จากกรมสรรพากร เช่นเดียวกับธุรกิจรูปแบบอื่น ๆ ที่ต้องเสียภาษีเหมือนกัน ซึ่งหากผู้ที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ที่กำหนด มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือภาษีเงินได้นิติบุคคล

 

 

2018-11-16 14:46:17
ธุรกิจบริการ เพื่อสุขภาพ

บริการภายใต้แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ โดยรัฐบาลได้สนับสนุนและประกาศนโยบายด้านสุขภาพ เช่น ธุรกิจความงาม ธุรกิจเพื่อสุขภาพ สปา รวมถึงนวดแผนไทย ซึ่งได้มีการเริ่มต้น ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 จากคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รวมกับกระทรวงสาธารณะสุข ได้กำหนดวิสัยทัศน์ ‘Thailand as World Class Healthcare Destination’ มีธุรกิจที่เกี่ยวข้องอยู่ดังนี้

ธุรกิจฟิตเนส

            เราจะเห็นธุรกิจเกี่ยวกับสุขภาพมากมายเต็มไปหมด แต่สิ่งที่เราคุ้นเคยและได้เห็นบ่อย ๆ ก็คงเป็นธุรกิจฟิตเนส ที่ไม่ว่าที่ใดมีชุมชนหรืออยู่ในหมู่บ้านจะพบเห็นได้ ธุรกิจเหล่านี้สร้างเพื่อให้ผู้ใช้บริการมีสุขภาพที่ดี เพราะในธุรกิจประเภทนี้ เป็นธุรกิจที่ครบวงจรที่มีความพิเศษน่าดึงดูด ตัวอย่างเช่น คลาสโยคะ คลาสเต้น เป็นต้น

ธุรกิจสปา

            คำว่าสปามาจากภาษาลาติน Sanus  per Aquam แปลว่าสุขภาพจากสายน้ำ ซึ่งเป็นการดูแลสุขภาพโดยใช้น้ำที่อยู่ภายใต้การดูแลของนักบำบัด แพทย์ และผู้เชี่ยวชาญ ที่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมตามกฎหมาย หรือ พรบ. การสาธารณสุขและประกาศกระทรวงสาธารณสุข ตาม พรบ. สถานบริการ นอกจากนั้นยังรวมถึงกฎหมายอื่น ๆ อีกด้วย โดยทางกระทรวงสาธารณะสุข ได้แบ่งสถานประกอบการเพื่อสุขภาพและเพื่อเสริมสวย ออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้

1. สถานประกอบการสปาเพื่อสุขภาพ เช่น การนวดเพื่อสุขภาพ การอบตัวเพื่อสุขภาพ โดยอาจมีการใช้สมุนไพรหรือผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ หรือทางเลือกการแพทย์อื่น ๆ

2. สถานประกอบการนวดเพื่อเสริมสวย เช่น การนวดในร้านเสริมสวย

3. สถานประกอบการนวดเพื่อสุขภาพ เช่น การนวดแผนไทย การนวดฝ่าเท้า เป็นต้น

ธุรกิจนวดแผนไทย

            เป็นการนวดที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก เพราะการนวดแผนไทยเป็นการรักษาโรคโดยสุขสัมผัส รวมถึงการบีบนวดบนร่างกายอย่างเป็นระบบ สามารถบรรเทาโรคได้ ดังนั้นผู้ที่ให้บริการนวกแผนไทยจึงต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ทำการขึ้นทะเบียนและได้รับใบอนุญาตด้วย

 

           

2018-11-16 14:46:46
การขอใบอนุญาตทำงาน (Work Permit ) สำหรับชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย

           Work Permit หรือใบอนุญาตทำงาน คือการอนุญาตให้ทำงานในต่างประเทศ นอกจากนี้ยังอาจเป็นใบอนุญาตให้แก่ผู้เยาว์ที่จะอนุญาตให้ทำงานตามกฎหมายภายใต้กฎหมายแรงงานเด็ก ในอุตสาหกรรม ซึ่งอาจต้องมีใบอนุญาตทำงานในบางโรงงาน หรือภายในโรงงานที่อยู่นอกเหนือการปฏิบัติงานตามปกติ เช่น งานซ่อมบำรุงในบางแห่งอาจเรียกว่า Permit to Work (PTW)

            Work permit ในประเทศไทย คือสำหรับชาวต่างชาติที่ต้องการทำงานในประเทศไทย เพื่อประกอบธุรกิจ กิจการ หรือลูกจ้าง ทุกอาชีพ จึงจำเป็นต้องยื่นขอการเปลี่ยนประเภทการลงตราตามกฎหมายของราชอาณาจักรไทย ว่าด้วยชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาทำงานในประเทศไทย จะต้องยื่นขอการเปลี่ยนแปลงประเภทการลงตราให้เป็นวีซ่าประเภทธุรกิจ หรือ Non-Immigrant Visa ‘B’ เสียก่อน ถ้าชาวต่างชาติคนใดไม่ได้ขอใบอนุญาติทำงานจะไม่สามารถทำงานในราชอาณาจักรไทยได้ ดังนั้นบริษัทใดมีเหตุจำเป็นในการนำบุคคลชาวต่างชาติเข้ามาทำงานในประเทศไทย สามารถยื่นขอวีซ่าได้ที่สถานทูตหรือสถานกงสุลไทยที่ตั้งอยู่ในประเทศที่ตนอาศัยอยู่ ก่อนเดินทางเข้ามาทำงานในประเทศไทย

เอกสารสำหรับยื่นคำขอรับใบอนุญาตทำงาน

ใบขออนุญาตทำงานครั้งแรก หรือเมื่อใบอนุญาตเดิมขาดต่ออายุจึงขอใหม่ พร้อมรูป

- แบบคำขอ ตท.1 ถ่ายขนาด 3 x 4 ซม. หรือ 1 นิ้วครึ่ง จำนวน 3 รูป โดยไม่ใช่รูปภาพจากเครื่องคอมพิวเตอร์หรือโพลาลอยด์ และต้องถ่ายไม่เกิน 6 เดือน

- หนังสือรับรองการจ้าง โดยต้องกรอกข้อมูลให้ครบถ้วน

- สำเนาหนังสือเดินทาง หรือสำเนาใบสำคัญถิ่นที่อยู่และใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว พร้อมฉบับจริง

- สำเนาหลักฐานการศึกษา

- สำเนาใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ (ในกรณีที่เป็นการประกอบอาชีพที่กฎหมายกำหนดให้ต้องได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ

- ใบรับรองแพทย์ (ที่ต้องมีการรับรองว่าผู้ขอไม่มีโรคต้องห้าม ได้แก่ โรคเรื้อน วัณโรคในระยะอันตราย โรคเท้าช้าง โรคติดยาเสพติด โรคพิษสุราเรื้อรัง โรคซิฟิลิสในระยะที่ 3)

- หนังสือมอบอำนาจจากนายจ้าง โดยติดอากรแสตมป์ 10 บาท และสำเนาบัตรประชาชน ของนายจ้างและผู้รับมอบอำนาจ

หมายเหตุ : ในกรณีที่ผู้ขอไม่ได้เดินทางมายื่นด้วยตนเอง ต้องมีหนังสือมอบอำนาจจากคนต่างด้าว ติดอากรแสตมป์ 10 บาท และสำเนาบัตรประชาชนของผู้รับมอบอำนาจ

 

2018-11-16 14:46:55
รูปแบบธุรกิจบริษัทจำกัด

           บริษัทจำกัด (Limited company : LC) คือรูปแบบของการจัดตั้งบริษัทที่จำกัดความรับผิดของผู้ถือหุ้นของบริษัท ซึ่งเป็นรูปแบบธุรกิจที่มีตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป ที่ได้นำเงินมาลงทุนร่วมกันในการทำธุรกิจ โดยทุนแต่ละทุนเรียกว่า ‘หุ้น’ ผู้ถือหุ้นแต่ละคนอาจจะมีจำนวนหุ้นไม่เท่ากันก็ได้ โดยหุ้นแต่ละหุ้นของบริษัทนั้นจะมีมูลค่าเท่ากัน ดังนั้นผู้ถือหุ้นจะได้รับกำไรของบริษัทตามสัดส่วนที่ตนเองได้ทำการถืออยู่เท่านั้น

            ธุรกิจบริษัทจำกัดจะมีความแตกต่างจากธุรกิจแบบเจ้าของคนเดียว เนื่องจากมีผู้ร่วมลงทุนหลายคน การตัดสินใจและการรับผิดชอบในธุรกิจจะไม่ได้อยู่ที่คน ๆ เดียวเท่านั้น แต่ผู้ถือหุ้นทุกคนมีส่วนในการตัดสินใจและช่วยดำเนินธุรกิจอีกด้วย บริษัทจำกัดมีสถานะเป็น ‘นิติบุคคล’ ที่จำเป็นต้องจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท และมีข้อบังคับต่าง ๆ มากกว่าธุรกิจรูปแบบอื่น

 

บริษัท เอ.อาร์.แอ็คเคานติ้ง คอนซัลแตนท์ จำกัด เป็นสำนักงานบัญชีคุณภาพ ให้บริการสนับสนุนการจัดทำข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลในรูปแบบต่าง ๆ โดยเฉพาะข้อมูลทางด้านบัญชี การเงิน และการบริหารให้แก่ผู้ประกอบการและองค์กรต่าง ๆ โดยเรามีกลุ่มทีมงานผู้เชี่ยวชาญ สามารถติดต่อเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ arac@ar.co.th หรือโทร. (662) 439-4600

 

2018-11-16 14:47:13
บุคคลธรรมดากับนิติบุคคล มีความแตกต่างกันอย่างไร

       การดำเนินธุรกิจบุคคลธรรมดาหรือธุรกิจที่มีเจ้าของคนเดียว กับนิติบุคคลที่มีบุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปมาร่วมลงทุนกัน ซึ่งไม่ได้มีเพียงความหมายที่แตกต่าง ๆ กันเท่านั้น แต่กฎหมายต่าง ๆ ที่เป็นข้อบังคับในการดำเนินธุรกิจก็มีความแตกต่างกันเช่นกัน ด้วยตัวธุรกิจบุคคลธรรมดา มีเจ้าของเพียงคนเดียวจึงไม่จำเป็นต้องทำการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจกับหน่วยงานราชการ โดยเป็นธุรกิจที่สามารถเกิดขึ้นเองได้ แต่กับธุรกิจที่เป็นนิติบุคคลจะไม่สามารถเกิดขึ้นเองได้เหมือนกับธุรกิจบุคคลธรรมดา แต่จะต้องทำการจดทะเบียนธุรกิจก่อนถึงจะสามารถเริ่มธุรกิจได้ เพราะธุรกิจนิติบุคคลนั้นมีสถานะที่แตกต่างและมีภาระหนี้สินที่แยกจากตัวเจ้าของกิจการ ซึ่งยังมีข้อแตกต่างในด้านภาษีและข้อบังคับต่าง ๆ

       โดยธุรกิจที่เป็นบุคคลธรรมดา มีหน้าที่ในการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ในส่วนของนิติบุคคลมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่งรูปแบบภาษีที่เป็นที่นิยม ได้แก่ บริษัท และห้างหุ้นส่วนจำกัด จึงจำเป็นต้องมีการจัดทำรายงานทางบัญชีและต้องจัดให้มีผู้ตรวจสอบรายงานบัญชีด้วย แต่ธุรกิจบุคคลธรรมดาเพียงแค่จัดทำบัญชีของกิจการ (บัญชีรายรับ-รายจ่าย) เท่านั้น ไม่จำเป็นต้องมีผู้ตรวจสอบบัญชี นอกจากนี้ยังมีอัตราการเสียภาษีที่แตกต่างกันอีกด้วย อย่างไรก็ตามทั้ง 2 ประเภทมีทั้งข้อดีและข้อเสียที่ไม่สามารถบอกได้ว่าธุรกิจรูปแบบใดเป็นธุรกิจที่ดีที่สุด เพราะขึ้นอยู่กับเจ้าของธุรกิจว่าจะต้องการดำเนินธุรกิจไปในทิศทางใด

 

บริษัท เอ.อาร์.แอ็คเคานติ้ง คอนซัลแตนท์ จำกัด เป็นสำนักงานบัญชีคุณภาพ ให้บริการสนับสนุนการจัดทำข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลในรูปแบบต่าง ๆ โดยเฉพาะข้อมูลทางด้านบัญชี การเงิน และการบริหารให้แก่ผู้ประกอบการและองค์กรต่าง ๆ โดยเรามีกลุ่มทีมงานผู้เชี่ยวชาญ สามารถติดต่อเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ arac@ar.co.th หรือโทร. (662) 439-4600

 

2018-11-16 14:47:22
รูปแบบธุรกิจห้างหุ้นส่วนจำกัด

ห้างหุ้นส่วนจำกัด เป็นกิจการที่มีคนตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปมาร่วมลงทุนกัน ซึ่งรูปแบบห้างหุ้นส่วนจำกัดจะแตกต่างจากห้างหุ้นส่วนสามัญ เพราะห้างหุ้นส่วนจำกัดจะต้องจดทะเบียนนิติบุคคลด้วย เช่นเดียวกันถ้าหากธุรกิจเข้าข่ายกิจการที่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ เจ้าของจะต้องทำการจดทะเบียนพาณิชย์ด้วย ตาม พรบ. ทะเบียนพาณิชย์ และการโอนหุ้นของห้างหุ้นส่วนจำกัดจะทำได้ง่ายกว่าห้างหุ้นส่วนสามัญ เพราะห้างหุ้นส่วนจำกัด ประเภทจำกัดความรับผิดชอบจะสามารถโอนหุ้นไปให้ผู้อื่นได้ไม่ต้องได้รับการยินยอมจากหุ้นส่วนหรือผู้ร่วมลงทุนทุกคน โดยรูปแบบธุรกิจห้างหุ้นส่วนจำกัดสามารถแบ่งออกได้ 2 ประเภทด้วยกัน ได้แก่

ประเภทหุ้นส่วนจำกัดความรับผิดชอบ : การที่หุ้นส่วนต้องรับผิดชอบในหนี้สินของกิจการโดยการจำกัดจำนวน หรือไม่เกินจำนวนเงินที่ตนได้ลงทุนไป

ประเภทหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดชอบ : การที่หุ้นส่วนต้องรับผิดชอบในหนี้สินไม่จำกัดจำนวนที่เกิดขึ้นขึ้นในทุกกรณี

 

บริษัท เอ.อาร์.แอ็คเคานติ้ง คอนซัลแตนท์ จำกัด เป็นสำนักงานบัญชีคุณภาพ ให้บริการสนับสนุนการจัดทำข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลในรูปแบบต่าง ๆ โดยเฉพาะข้อมูลทางด้านบัญชี การเงิน และการบริหารให้แก่ผู้ประกอบการและองค์กรต่าง ๆ โดยเรามีกลุ่มทีมงานผู้เชี่ยวชาญ สามารถติดต่อเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ arac@ar.co.th หรือโทร. (662) 439-4600

 

2018-11-16 14:47:29
รูปแบบธุรกิจห้างหุ้นส่วนจำกัดสามัญ

           ธุรกิจรูปแบบห้างหุ้นส่วนจำกัดสามัญ เป็นธุรกิจที่มีตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปมาร่วมลงทุนในธุรกิจ โดยผู้ที่มาร่วมลงทุน มักเรียกกันว่า หุ้นส่วน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1012 อันว่าสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป ตกลงเข้ากัน เพื่อทำกิจการร่วมกัน ด้วยประสงค์จะแบ่งกำไรอันจะพึ่งได้แด่กิจการที่ทำนั้น

            ทุนที่หุ้นส่วนได้นำมาร่วมลงทุนในธุรกิจนั้นอาจจะเป็นเงิน สินทรัพย์ และอื่น ๆ ที่มูลค่า โดยหุ้นส่วนทุกคนจะต้องร่วมรับผิดชอบต่อหนี้สินในธุรกิจโดยไม่จำกัดจำนวน ซึ่งถ้าหากก่อนที่จะมาเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดสามัญได้มีสถานะเป็น บุคคลธรรมดา จะมีหน้าที่ในการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และถ้าหากห้างหุ้นส่วนสามัญจะไปจดทะเบียนนิติบุคคลก็สามารถทำได้เช่นกัน โดยห้างหุ้นส่วนสามัญจะมีสถานะเป็น นิติบุคคล ที่ต้องทำการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล

            ห้างหุ้นส่วนสามัญจะมีความยุ่งยากและมีข้อจำกัดในการโอนหุ้น คือ การโอนความเป็นหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนสามัญจำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากหุ้นส่วนหรือผู้ร่วมลงทุนก่อน ถึงจะสามารถทำการโอนหุ้นได้ นอกจากนี้ในด้านกฎหมาย หากมีการดำเนินคดีทางกฎหมายในกรณีห้างหุ้นส่วนสามัญที่ไม่ได้จดทะเบียนนิติบุคคลได้เกิดคดีความฟ้องร้องผู้ฟ้องร้องจะฟ้องหุ้นส่วนหรือผู้ร่วมลงทุนคนใดก็ได้ แต่ในกรณีที่ห้างหุ้นส่วนสามัญได้ทำการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแล้ว การฟ้องร้องจะต้องการฟ้องร้องที่ห้างหุ้นส่วนก่อน แต่เมื่อใดที่ทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนมีไม่เพียงพอ ถึงจะไปฟ้องร้องที่ตัวหุ้นส่วน

 

บริษัท เอ.อาร์.แอ็คเคานติ้ง คอนซัลแตนท์ จำกัด เป็นสำนักงานบัญชีคุณภาพ ให้บริการสนับสนุนการจัดทำข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลในรูปแบบต่าง ๆ โดยเฉพาะข้อมูลทางด้านบัญชี การเงิน และการบริหารให้แก่ผู้ประกอบการและองค์กรต่าง ๆ โดยเรามีกลุ่มทีมงานผู้เชี่ยวชาญ สามารถติดต่อเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ arac@ar.co.th หรือโทร. (662) 439-4600

 

2018-11-16 14:47:36
รูปแบบธุรกิจเจ้าของคนเดียว

รูปแบบธุรกิจเจ้าของคนเดียว หรือธุรกิจที่สถานะทางกฎหมายเรียกว่า ธุรกิจบุคคลธรรมดา คือธุรกิจที่มีเจ้าของเพียงคนเดียว เป็นการลงทุนธุรกิจเพียงคนเดียว สามารถจัดตั้งธุรกิจได้เองและทำได้ง่าย เพราะเป็นการตัดสินใจเพียงคนเดียว ทำให้การบริหารธุรกิจเป็นไปอย่างคล่องตัว เวลาลงทุนก็ลงคนเดียว ได้กำไรก็ไม่ต้องแบ่งใคร แต่ถ้าหากธุรกิจขาดทุน เจ้าของธุรกิจต้องเป้นผู้รับผิดชอบทุกอย่างเพียงคนเดียวเท่านั้น ธุรกิจบุคคลธรรมดาจึงเป็นธุรกิจที่มีกำหมายข้อบังคับที่น้อยกว่าธุรกิจรูปแบบอื่น ซึ่งมีข้อดีและข้อเสียในการทำธุรกิจ ดังต่อไปนี้

ข้อดี

- ตัดสินใจทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง ธุรกิจมีความคล่องตัว

- สามารถจัดตั้งได้ง่าย ไม่ต้องมีหุ้นส่วนหรือผู้ร่วมลงทุน

- กำไรที่ได้เป็นของตัวเอง

- ข้อบังคับตามกฎหมายน้อย

ข้อเสีย

- มีความเสี่ยงสูง

- ต้องรับผิดชอบธุรกิจคนเดียว

- ไม่ค่อยมีความน่าเชื่อถือเท่ารูปแบบอื่น

ผู้ที่ตั้งธุรกิจรูปแบบธุรกิจบุคคลธรรมดา เจ้าของธุรกิจจะมีหน้าที่ยื่นแบบเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และถ้าหากว่าธุรกิจเข้าข่ายที่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ เจ้าของธุรกิจต้องดำเนินการจดทะเบียนพาณิชย์ด้วย ตาม พรบ. ทะเบียนพาณิชย์ ตัวอย่างเช่น ธุรกิจที่ซื้อขายสินค้าหรือบริการ โดยการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต หรือธุรกิจที่ขายสินค้าได้ 20 บาทขึ้นไปในหนึ่งวัน หรือมีสินค้าขายใน 1 วันตั้งแต่ 500 บาทขึ้นไป เป็นต้น

 

 

2018-11-16 14:47:47
ประโยชน์ของธุรกิจออนไลน์

       ในปัจจุบันการทำธุรกิจออนไลน์กำลังได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะลูกค้าอาจต้องการเยี่ยมชมเว็บไซต์ของแบรนด์ เพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และบริการของแบรนด์ แทนการไปชมสินค้าของแบรนด์ด้วยตนเอง นอกจากนี้ลูกค้ายังคาดหวังที่จะเห็นที่อยู่เว็บไซต์ของแบรนด์ และอีเมลของคุณในนามบัตรหรือเอกสารส่งเสริมการขายอื่น ๆ อีกด้วย และนี่คือ 6 ประโยชน์หลักของธุรกิจออนไลน์ที่อาจจะเปลี่ยนให้แบรนด์หรือธุรกิจของคุณให้ความสำคัญกับการใช้ออนไลน์ในการขายผลิตภัณฑ์และบริการมากขึ้น

การเข้าถึงลูกค้าได้ทั่วโลกตลอด 24 ชั่วโมงใน 7 วันต่อสัปดาห์ : การทำธุรกิจออนไลน์ไม่เพียงแต่จะทำให้ธุรกิจสามารถเติบโตแค่ในประเทศเท่านั้น แต่สังคมออนไลน์ยังสามารถพาธุรกิจของคนกระจายไปยังต่างประเทศได้ โดยคุณสามารถให้บริการลูกค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง

บริการลูกค้าที่ดีขึ้น ทำให้ธุรกิจมีความยืดหยุ่นมากขึ้น  : การทำธุรกิจออนไลน์จะทำให้ธุรกิจของคนมีการบริการลูกค้าได้อย่างเต็มที่และทั่วถึง ซึ่งไม่มีขีดจำกัดในการให้บริการและเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับธุรกิจของคุณเองได้ด้วย

ประหยัดค่าใช้จ่าย : แน่นอนอยู่แล้วว่าธุรกิจออนไลน์ในตอนนี้สามารถช่วยคุณประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้เยอะเลยทีเดียว เพราะคุณไม่ต้องมีการตกแต่งหน้าร้าน แต่แค่มีการจัดการหน้าเพจ หรือเว็บไซต์ของคุณให้น่าดึงดูดเพียงเท่านั้นก็สามารถเรียกลูกค้าได้ไม่น้อย

ผลิตภัณฑ์จัดส่งได้เร็วขึ้น : การจัดส่งในปัจจุบันในออนไลน์สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว เพียงลูกค้าคลิกสั่งซื้อและชำระเงิน ธุรกิจก็สามารถจัดการส่งสินค้าได้เลยทันที

ความเป็นมืออาชีพที่เพิ่มขึ้น : เมื่อธุรกิจของคุณเปิดกว้างมากขึ้น จะส่งผลให้คุณมีความเป็นมืออาชีพในการจัดการธุรกิจได้

มีโอกาสในการจัดการธุรกิจของคุณจากทุกที่ในโลก : ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดเพียงคุณมีอินเทอร์เน็ตเท่านั้นคุณก็จะสามารถสื่อสารและจัดการธุรกิจของคุณกับลูกค้าได้จากทุกมุมโลก

 

 

2018-11-16 14:47:58
เอกสารที่ต้องในการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท

เอกสารที่ต้องในการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท

- คำขอจดทะเบียนบริษัทจำกัด

- แบบคำรับรองการจดทะเบียนบริษัทจำกัด

- หนังสือบริคณห์สนธิ โดยผนึกอากรแสตมป์ 200 บาท

- รายการจดทะเบียนจัดตั้ง

- แบบวัตถุประสงค์

- รายละเอียดกรรมการ

- แบบแจ้งผลการจองชื่อนิติบุคคลที่ยังไม่ครบกำหนด

- เอกสารยืนยันในการเห็นชอบจัดตั้งบริษัท เพื่อประกอบธุรกิจ จากหน่วยงานที่เชื่อถือได้ เช่น ธุรกิจหลักทรัพย์ ธุรกิจธนาคาร เป็นต้น

- บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น

- สำเนาบัญชีรายชื่อผู้เข้าซื้อหุ้นหรือผู้รับมอบฉันทะพร้อมลายมือชื่อ

- สำเนารายงานการประชุมตั้งบริษัท

- สำเนาข้อบังคับ ผนึกอากร 200 บาท

- สำเนาหลักฐานการรับชำระหุ้นที่บริษัทออกให้กับผู้ถือหุ้น

- แบบ สสช. หรือแบบแสดงรายการเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจของห้างหุ้นส่วนบริษัท จำนวน 1 ฉบับ

- แผนที่แสดงที่ตั้งของสำนักงานใหญ่โดยสังเขป

- สำเนาบัตรประจำตัวของผู้เริ่มก่อตั้งบริษัทและกรรมการทั้งหมด

- สำเนาหลักฐานการเป็นผู้รับรองรายมือชื่อ

- หนังสือมอบอำนาจ

       กรณีบริษัทจำกัดมีผู้ถือหุ้นเป็นคนต่างชาติ ซึ่งถือหุ้นไม่เกินในบริษัทไม่ถึงร้อยละ 50 ของทุนจดทะเบียน หรือคนต่างชาติเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามและร่วมลงนามผูกพันกับบริษัท ให้ส่งเอกสารหลักฐานรับรองหรือแสดงฐานะทางการเงินที่ธนาคารออกให้ ของผู้ถือหุ้นที่เป็นคนไทยทั้งหมด โดยเอกสารดังกล่าวต้องมีความสอดคล้องกับจำนวนเงินที่นำมาลงหุ้นของผู้ถือหุ้นแต่ละราย

หมายเหตุ : สำเนาเอกสารประกอบคำขอจดทะเบียนทุกฉบับ ต้องใช้ผู้ขอจดทะเบียนอย่างน้อย 1 คน เป็นคนรับรองความถูกต้อง ยกเว้นก็แต่สำเนาบัตรประจำตัว หรือเอกสารประจำตัวอื่น ๆ ให้ผู้เป็นเจ้าของบัตร หรือผู้ขอจดทะเบียนอย่างน้อย 1 คนเป็นผู้ลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้อง

 

 

2018-11-16 14:48:05
ข้อมูลสำคัญที่ต้องใช้ในการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท

1. ชื่อของบริษัท(ที่ได้ทำการจองเรียบร้อยแล้ว)

2. ที่ตั้งสำนักงาน (ที่อยู่, E-mail และหมายเลขโทรศัพท์ของบริษัทหรือกรรมการ)

3. วัตถุประสงค์ของบริษัท และดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับอะไร

4. ทุนจดทะเบียนของบริษัท โดยต้องแบ่งเป็นหุ้น ๆ ซึ่งมูลค่าของหุ้นต้องไม่ตำกว่า 5 บาท

5. ชื่อ-ที่อยู่ ของผู้เริ่มก่อตั้งธุรกิจ และจำนวนผู้ถือหุ้นที่ผู้เริ่มก่อตั้งได้จองชื่อไว้

6. ชื่อ-ที่อยู่ ของพยาน 2 คน

7. อากรแสตมป์ 200 บาท

8. จำนวนทุนที่เรียกชำระ ซึ่งต้องชำระเบื้องต้นอย่างน้อยร้อยละ 25 ของทุนจดทะเบียน

9. รายชื่อและจำนวนกรรมการ พร้อมบระบุอำนาจกรรมการในการเซ็นเอกสาร

10. ชื่อ-ที่อยู่ อายุของกรรมการ

11. ชื่อ-ที่อยู่ และสัญชาติ ของผู้ถือหุ้น

12. ตราสำคัญของบริษัท

 

 

2018-11-16 14:48:12
การจดทะเบียนธุรกิจ

หรือการจัดตั้งบริษัท ผู้เริ่มก่อตั้งจะต้องจดทะเบียนธุรกิจกับกรมพัฒนาธุรกิจเสียก่อน ถึงจะเริ่มดำเนินการธุรกิจได้ โดยการจดทะเบียนบริษัทนั้นสามารถเสร็จสิ้นได้ภายในวันเดียว ซึ่งในปัจจุบันการจดทะเบียนมีอยู่ 2 รูปแบบด้วยกัน ได้แก่

  • การจดทะเบียนบริษัทโดยถือเอกสารไปที่กรมพัฒนาธุรกิจด้วยตนเอง
  • การจดทะเบียนบริษัทออนไลน์ โดยสามารถเข้าไปจดได้ที่ www.dbd.go.th

ส่วนใหญ่ผู้เริ่มก่อตั้งจะนิยมจดทะเบียนธุรกิจด้วยการยื่นเอกสารด้วยตัวเอง โดยก่อนที่ผู้เริ่มก่อตั้งบริษัทจะจดทะเบียนเพื่อจัดตั้งบริษัทนั้นจะมีขั้นตอนหลัก ๆ อยู่ดังต่อไปนี้

  1. ผู้เริ่มก่อการ/ผู้ถือหุ้น/จะต้องคิดชื่อบริษัทของตนเอง เพื่อนำไปตรวจสอบว่ามีชื่อซ้ำกับบริษัทอื่นแล้วหรือไม่
  2. หลังจากตรวจสอบเรียบร้อยแล้วว่ามีชื่อไม่ซ้ำกับบริษัทอื่น ผู้เริ่มก่อตั้งสามารถจองชื่อได้ โดยการเข้าระบบจองชื่อ/ตรวจคำขอจดทะเบียนนิติบุคคล ใน www.dbd.go.th ซึ่งต้องทำการสมัครสมาชิกเสียก่อนถึงจะเข้าสู่ระบบจองชื่อได้
  3. ยื่นเอกสารประกอบการจดทะเบียนบริษัทให้ครบถ้วน

 

บริษัท เอ.อาร์.แอ็คเคานติ้ง คอนซัลแตนท์ จำกัด เป็นสำนักงานบัญชีคุณภาพ ให้บริการสนับสนุนการจัดทำข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลในรูปแบบต่าง ๆ โดยเฉพาะข้อมูลทางด้านบัญชี การเงิน และการบริหารให้แก่ผู้ประกอบการและองค์กรต่าง ๆ โดยเรามีกลุ่มทีมงานผู้เชี่ยวชาญ สามารถติดต่อเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ arac@ar.co.th หรือโทร. (662) 439-4600

 

2018-11-16 14:48:47
BOI มอบสิทธิประโยชน์ให้กับผู้นำโทรคมนาคมวางเครือข่ายเคเบิลใยแก้วใต้น้ำ

            การกำหนดกฎเกณฑ์ใหม่จากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BoI) ที่ให้เพิ่มการแปลงสัญญาณดิจิทัล จะช่วยกระตุ้นการใช้สายเคเบิลใยแก้วใต้น้ำและทำให้ไทยสามารถเลือกสายเคเบิลในภูมิภาคได้มากขึ้น  

            ซึ่งในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา BoI ได้ระบุว่า สายเคเบิลใต้น้ำ เป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานของธุรกิจในระบบดิจิทัลที่มีสิทธิ์ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยมีวงเงินไม่เกิน 988 ล้านบาทเป็นเวลา 8 ปี โดยบริษัท ซิมโฟนี่ คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทแรกที่ได้รับสิทธิพิเศษนี้ และเมื่อเร็ว ๆ นี้ ซิมโฟนี่ ก็ได้เปิดตัวระบบสายเคเบิลใต้น้ำระหว่างมาเลเซีย, กัมพูชา และไทย (MCT) รวมระยะทางกว่า 1,300 กิโลเมตร ด้วยเงินลงทุนทั้งสิ้น 2 พันล้านบาท ผ่านการร่วมทุนกับคู่ค้าทั้ง 2 ประเทศที่กำลังพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเหมือนกัน ซึ่งซิมโฟนี่ได้ลงทุนสถานีเชื่อมต่อสายเคเบิลในจังหวัดระยองแล้ว

            นายธีรรัตน์ ปัณฑรสูตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซิมโฟนี่ คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ประเทศไทยมีศักยภาพมากพอที่จะเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างประเทศในอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งไทยเป็นทางผ่านสู่อินโดจีน ซึ่งถ้าเราสามารถเพิ่มจำนวนสายเคเบิลใยแก้วใต้น้ำได้ จะทำให้เราลดค่าใช้จ่ายทางอินเทอร์เน็ตได้ โดยเดิมไทยมีสายเคเบิลอยู่ 6-7 สายเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นของรัฐวิสาหกิจ จึงทำให้ค่าอินเทอร์เน็ตมีราคาแพงเป็น 3 เท่าเมื่อเทียบกับสิงคโปร์และมาเลเซีย

           ดังนั้นถ้าไทยสามารถเพิ่มสายเคเบิลใยแก้วใต้น้ำได้อย่างน้อยถึง 12 ระบบ ที่มีกำลังผลิตที่สูงขึ้นจะทำให้ลดต้นทุนได้ไม่มากก็น้อย แต่รัฐบาลจำเป็นต้องมีกฎเกณฑ์ที่โปร่งใสเกี่ยวกับศูนย์ข้อมูลและระบบคลาวด์เพื่อให้มีนโยบายที่สอดคล้องกันและเพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ  

           โดยระบบสายเคเบิลใยแก้วใต้น้ำ MCT จะสามารถส่งข้อมูลที่ความจุรวมสูงสุดถึง 30 เทราบิตต่อวินาที และรองรับเทคโนโลยีอีเธอร์เน็ต (Ethernet) 100 จิกะบิท พร้อมมุ่งเน้นระบบรักษาความปลอดภัยและความเสถียรภาพ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านการสื่อสารโทรคมนาคม และสนับสนุนนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลของรัฐบาล

 

Source : bangkokpost. https://www.bangkokpost.com/business/telecom/1335459/boi-benefits-drawing-in-cable-carriers

 

 

2018-11-16 14:48:55
8 กิจการ e-commerce ที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษี

          ในปัจจุบันมีกิจการ e-commerce เกิดขึ้นมากมายบนโลกอินเทอร์เน็ต ซึ่งกิจการดังต่อไปนี้ เป็น 8 กิจการยอดฮิตที่สามารถพบเจอง่าย ๆ ในการซื้อขายสินค้าออนไลน์

  1. E-Shopping : เว็บไซต์ขายสินค้า เป็นเว็บไซต์ที่เจ้าของแบรนด์สร้างขึ้นเพื่อขายสินค้าของตนเอง ส่วนใหญ่จะใช้ชื่อเว็บไซต์ที่เป็นชื่อแบรนด์ เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้ามาเลือกซื้อสินค้าได้บนออนไลน์ ซึ่งจะมีตระกร้าสินค้า และระบบชำระเงินให้กับลูกค้าเรียบร้อย โดยลูกค้าไม่จำเป็นต้องมาเลือกสินค้าด้วยตัวเองที่ร้าน
  2. Community Web : เว็บให้บริการที่ให้กลุ่มคนที่สนใจในเรื่องเดียวกันมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นหรือซื้อ-ขายสินค้าระหว่างกันได้ เป็นเหมือนกับเว็บบอร์ด ตัวอย่างเช่น เว็บคนชอบกล้อง ก็จะมีทั้งพื้นที่แชร์ความรู้ ความคิดเห็น และพื้นที่ในการขายสินค้าเกี่ยวกลับกล้อง เป็นต้น
  3. Catalog Website : เป็นรูปแบบสินค้าบนเว็บไซต์ออนไลน์ที่มีรูปภาพและรายละเอียดของสินค้า ที่มาพร้อมกับที่อยู่ และเบอร์โทรติดต่อกลับ เป็นเหมือนพื้นที่ไว้แสดงสินค้า และประชาสัมพันธ์สินค้าในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น หากผู้ที่ต้องการซื้อสินค้าต้องติดต่อผู้ขายสินค้าเองจากข้อมูลที่มีอยู่บนเว็บไซต์
  4. E-Marketplace : เป็นตลาดหรือห้างสรรพสินค้าออนไลน์ ที่เป็นเว็บไซต์สื่อกลางในการให้ข้อมูลและติดต่อซื้อ-ขาย ขนาดใหญ่ ตัวอย่างเช่น เว็บไซต์ของเซ็นทรัลที่รวบรวมของแบรนด์เนมมากมายมาให้คุณเลือกซื้อ
  5. E-Auction  : หรือเว็บไซต์ในการประมูลสินค้าออนไลน์ เป็นการประมูลสินค้าบนอินเทอร์เน็ตทำให้ผู้ซื้อและผู้ขายสามารถทราบความเคลื่อนไหวการประมูลได้แบบเรียลไทม์ โดยไม่ต้องไปทำการประมูลด้วยตัวเอง อีกทั้งการประมูลสินค้าออนไลน์ ยังสามารถเพิ่มลูกค้าที่อยู่ห่างไกลได้อีกด้วย
  6. Stock Photo : เป็นพื้นที่รวบรวมรูปภาพ ให้เหล่านักถ่ายภาพได้มาขายภาพบนเว็บไซต์ออนไลน์ แต่ภาพที่นำมาขายนั้นไม่ได้ขายขาด ฉะนั้นคุณสามารถนำภาพของคุณไปขายกี่เว็บไซต์ก็ได้ และสำหรับผู้ซื้อภาพก็สามารถนำภาพไปใช้การเผยแพร่ในสื่อของคุณได้ หรือจะนำไปจัดพิมพ์ในโอกาสต่าง ๆ ซึ่งไม่ใช่เพียงภาพถ่ายเท่านั้น เพราะยังสามารถนำภาพที่ออกแบบจากโปรแกรมคอมพิวเตอร์มาขายได้อีกด้วย
  7. Affiliate Marketing : หรือนายหน้าในการขายสินค้าบนเว็บไซต์ออนไลน์ เป็นการช่วยขายสินค้า โดยผ่านตัวแทนจำหน่าย, คนช่วยขายสินค้า, Salesman และผู้รับรีวิวสินค้า ซึ่งในปัจจุบันสามารถทำ Affiliate Marketing ได้ง่ายมาก ๆ ผ่าน Facebook, Twitter, Instagram เป็นต้น
  8. Game Online : เป็นการเล่นเกมบนระบบออนไลน์ โดยมีเว็บไซต์ให้บริการที่แต่ต่างกันไป ซึ่งบางเกมอาจต้องมีค่าใช้จ่ายในการเล่น ทั้งนี้ผู้เล่นจะต้องทำงการติดตั้งโปรแกรม เพื่อเชื่อมโยงกับ Server ของบริษัทผู้ให้บริการเกมออนไลน์เสียก่อน

 

แหล่งที่มา : กรมสรรพากร

 

 

2018-11-16 14:49:00
E-commerce (การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์)

       E-commerce หรือพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ EC คือการซื้อ-ขายสินค้า การบริการหรือการส่งเงิน และข้อมูลผ่านเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์ในอินเทอร์เน็ตเป็นหลัก ธุรกรรมทางธุรกิจเหล่านี้เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นธุรกิจต่อธุรกิจ, ธุรกิจต่อผู้บริโภค, ผู้บริโภคต่อผู้บริโภค หรือผู้บริโภคต่อธุรกิจก็ได้ คำว่า E-commerce และ E-business มักใช้สลับกัน คำว่า e-tail บางครั้งก็ใช้ เพื่ออ้างอิงถึงกระบวนการทำธุรกรรม สำหรับการชอปปิงออนไลน์

ตัวอย่าง E-commerce ที่มีอยู่ในปัจจุบัน

  • Online Shopping

       หรือการซื้อของออนไลน์เป็นการซื้อและขายสินค้าบนอินเทอร์เน็ตที่นิยมกันมากที่สุดของอีคอมเมิร์ซ โดยผู้ขายจะสร้างร้านค้าออนไลน์ ซึ่งเทียบเท่ากับร้านค้าปลีก และผู้ซื้อจะเลือกดูสินค้าได้จากการคลิกเมาส์หรือแตะลงบนรูปสินค้าในอินเทอร์เน็ต แม้กระทั่ง Amazon.com ในการสร้างร้านค้าชอปปิงออนไลน์ แต่ก็เป็นแหล่งชอปปิงออนไลน์ที่มีชื่อเสียงที่สุด

  • Electronic Payments

      หรือการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ เมื่อคุณซื้อสินค้าออนไลน์ ก็จะต้องมีกลไกในการชำระเงินเพื่อให้การชอปปิงออนไลน์มีความสะดวกที่สุด ด้วยการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์จะช่วยลดความผิดพลาดในการเขียน และการส่งเช็คทางไปรษณีย์ได้ นอกจากนี้ยังมีประเด็นด้านความปลอดภัยมากมายที่เกิดขึ้นจากการชำระเงินเป็นสกุลเงิน

  • Online Auctions

      หรือการประมูลออนไลน์ เมื่อคุณนึกถึงหลาย ๆ คนอาจจะถึงถึง ebay เพราะอินเทอร์เน็ตทำให้การประมูลสามารถเข้าถึงผู้ซื้อและผู้ขายได้เป็นจำนวนมากกว่าการประมูลแบบแต่ก่อน การประมูลออนไลน์เป็นกลไกที่มีประสิทธิภาพสำหรับการค้นพบราคาที่ง่ายดาย โดยผู้ซื้อจำนวนมากพบกลไกการชอปปิงการประมูลที่น่าสนใจมากกว่าการช็อปปิ้งหน้าร้านปกติ

  • Internet Banking

      หรือธนาคารอิเล็กทรอนิกส์ ในปัจจุบันธนาคารต่าง ๆ สามารถดำเนินการด้านการธนาคารทั้งหมดได้โดยไม่ต้องไปที่แต่ละสาขาธนาคารแล้ว เพราะตอนนี้มีการเชื่อมต่อเว็บไซต์กับบัญชีธนาคาร ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญที่สุดของอีคอมเมิร์ซ

  • Online Ticketing

       หรือการจองตั๋วออนไลน์ สามารถจองได้ทั้งตั๋วเครื่องบิน ตั๋วภาพยนตร์ บัตรโดยสาร ตั๋วเล่นสวนสนุก ตั๋วบัตรเข้าร่วมการแข่งขันกีฬา และบัตรอื่น ๆ สามารถจองได้ทางออนไลน์

 

2018-11-16 14:49:09
6 ประเภทหลัก ๆ ของ e-commerce

       โดยทั่วไปเมื่อเรานึกถึงอีคอมเมิร์ซ (e-commerce) เรามักจะคิดว่าเป็นการทำธุรกรรมเชิงพาณิชย์แบบออนไลน์ระหว่างผู้จัดจำหน่ายกับลูกค้าเท่านั้น อย่างไรก็ตามแม้ว่าแนวคิดนี้จะมีความถูกต้องอยู่ แต่เราก็สามารถเจาะจงและแบ่งการค้าอีคอมเมิร์ซออกเป็น 6 ประเภทใหญ่ ๆ ซึ่งมีลักษณะแตกต่างกันออกไป ได้ดังนี้

1. ธุรกิจกับธุรกิจ (Business-to-Business : B2B) คือ e-commerce ที่ครอบคลุมการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดของสินค้าหรือบริการที่ดำเนินการระหว่างบริษัท ผู้ผลิตและผู้ค้าส่งแบบดั้งเดิม

2. ธุรกิจกับผู้บริโภค (Business-to-Consumer : B2C) เป็นประเภทธุรกิจ e-commerce ที่มีความโดดเด่นด้วยการสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจแบบอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างธุรกิจกับผู้บริโภค ซึ่งจะสอดคล้องกับส่วนค้าปลีกของอีคอมเมิร์ซที่จะทำให้การค้าปลีกแบบดั้งเดิมทำงานได้ตามปกติ เพราะในปัจจุบันการค้าประเภทนี้ได้รับการพัฒนาขึ้นอย่างมาก เนื่องจากการเข้าถึงเว็บไซต์ได้ง่ายและมีร้านค้าหรือห้างสรรพสินค้าเสมือนจริงอยู่หลายแห่งบนอินเทอร์เน็ต ซึ่งขายสินค้าอุปโภคบริโภคทุกประเภท เช่นคอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์หนังสือ รองเท้า รถยนต์ อาหาร ผลิตภัณฑ์ สิ่งพิมพ์ดิจิตอล และอื่น ๆ

3. ผู้บริโภคกับผู้บริโภค (Consumer-to-Consumer : C2C) ประเภทนี้จะครอบคลุมธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดของสินค้าหรือบริการที่ดำเนินการระหว่างผู้บริโภค โดยทั่วไปธุรกรรมเหล่านี้จะดำเนินการผ่านทางบุคคลที่สาม ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีการดำเนินธุรกรรมอย่างแท้จริง เช่น ebay.com เป็นต้น

4. ลูกค้ากับธุรกิจ (Consumer-to-Business : C2B) ประเภทของ e-commerce นี้ คือการติตต่อจากลูกค้าเข้ามาหาธุรกิจ เป็นที่นิยมมากในวางแผน โดยบุคคลจำนวนมากจะสามารถทำให้บริการหรือผลิตภัณฑ์ของตนสามารถขายได้ให้กับบริษัทที่กำลังหาบริการหรือผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ตัวอย่างเช่น เว็บไซต์ที่นักออกแบบเสนอโลโก้ให้บริษัท และบริษัทเลือกเพียงหนึ่งในนั้นเท่านั้น เป็นต้น  ซึ่งในปัจจุบันมีอีกแพลตฟอร์มหนึ่งที่เป็นที่นิยมมากในการค้าประเภทนี้คือตลาดที่ขายภาพถ่าย ภาพสื่อและองค์ประกอบในการออกแบบที่ไม่มีค่าลิขสิทธิ์ เช่น iStockphoto หรือ Pixabay เป็นต้น

5. ธุรกิจกับหน่วยงานรัฐ (Business-to-Administration: B2A) ในส่วนนี้จะครอบคลุมธุรกรรมทั้งหมดที่ดำเนินการแบบออนไลน์ระหว่างบริษัท และหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านต่าง ๆ เช่นการคลัง การประกันสังคม การจ้างงาน เอกสารทางกฎหมาย การลงทะเบียน และอื่น ๆ ดังนั้นการบริการประเภทนี้ได้เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยมีการลงทุนใน e-government หรือรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์

6. กลุ่มบุคคลกับหน่วยงานรัฐ (Consumer-to-Government : C2A) เป็นรูปแบบที่ครอบคลุมธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดที่ทำขึ้นระหว่างบุคคลและหน่วยงานรัฐ เช่น การเผยแพร่ข้อมูล การศึกษาทางไกล การชำระเงิน การยื่นแบบแสดงรายการภาษี เป็นต้น

 

2018-11-16 14:49:14
เรื่องควรรู้ก่อนสร้างแบรนด์เครื่องเดิมของตัวเอง

       ในปัจจุบันมีสินค้าและแบรนด์ต่าง ๆ มากมายเพิ่มขึ้นจากแต่ก่อนอยู่มาก เพราะหลาย ๆ คนมีความต้องการสร้างธุรกิจส่วนตัวเล็ก ๆ และหารายได้เสริม เช่น แบรนด์เสื้อผ้า แบรนด์ขนม หรือแม้แต่แบรนด์เครื่องดื่มก็ตาม  ในวันนี้เราจะมาพูดการเป็นผู้ผลิตแบรนด์เครื่องดื่มของตนเอง ที่จะต้องมีการผลิตตามขั้นตอนและหลักเกณฑ์ที่ถูกต้อง หรือ GMP  ที่สำนักงานกรรมการอาหารและยา (อย.) กำหนด และจะต้องมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร เพราะการขายเครื่องดื่มก็เป็นการสร้างรายได้รูปแบบหนึ่ง ซึ่งต้องมีการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ในกรณีที่แบรนด์นั้นมียอดขายเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี และต้องจดทะเบียนพาณิชย์อีกด้วย นอกจากนี้การที่จะเป็น ‘ผู้ผลิต’ เครื่องดื่ม จะต้องทำตามขั้นตอนต่อไปนี้ด้วย

       ผู้ผลิตเครื่องเดิมจะต้องขออนุญาตตั้งสถานที่ เพื่อทำการผลิตเครื่องดื่มก่อน โดยการขออนุญาตจะถูกดูแลและตรวจสอบจากหน่วยงานราชการในท้องถิ่นที่ตั้งสถานที่การผลิต ซึ่งคุณสามารถตรวจสอบได้ว่าสถานที่ตั้งของคุณนั้นอยู่ในท้องที่ใด เช่น เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล หรือจังหวัด เป็นต้น นอกจากนี้ถ้าคุณมีสถานที่ผลิตที่สร้างเป็นโรงเรือนหรืออาคาร คุณจะต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินด้วย หรือถ้าจัดตั้งเป็นโรงงาน คุณจะต้องขออนุญาตการจัดตั้งจากสำนักทะเบียนโรงงาน กรมโรงงานอุตสาหกรรม และสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด

       ผู้ผลิตจะต้องยื่นเรื่องจดทะเบียนสรรพสามิต เพราะว่าเครื่องดื่มก็เป็นสินค้าอยู่ในรายการที่กรมสรรพสามิตจัดเก็บภาษีด้วยเช่นกัน โดยผู้ผลิตจะต้องไปจดทะเบียนภาษีสรรพสามิต ณ สำนักงานสรรพสามิตในพื้นที่ที่โรงงานหรือที่ผลิตตั้งอยู่ ภายใน 30 วันก่อนจะทำการผลิตเครื่องดื่ม

       ยื่นขออนุญาตผลิต เมื่อผู้ผลิตทำการผลิตเสร็จแล้วจะต้องทำการส่งตัวอย่างเครื่องดื่มตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อขออนุมัติการผลิต

       ในส่วนสุดท้ายต้องยื่นแจ้งวันทำการผลิตและราคาขาย ต่ออธิบดีกรมสรรพสามิต โดยสามารถยื่นได้ที่สำนักงานสรรพสามิตในพื้นที่ของสถานที่ตั้งทำการผลิต และไปแจ้งราคาขาย ณ โรงงานอุตสาหกรรม ไม่น้อยกว่า 7 ก่อนวันเริ่มจำหน่าย นอกจากนี้ยังต้องทำการจดแจ้งฉลาก จัดทำบัญชี จัดทำงบเดือน ด้วยเพื่อนำไปประกอบการเสียภาษี

อ้างอิง : กระทรวงการคลัง

 

2018-11-16 14:49:20
การส่งเสริมการลงทุน BOI คืออะไร ?

       สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (สกท.) หรือ BOI (Thailand Board of Investment)ซึ่งดำเนินงานภายใต้สำนักงานของนายกรัฐมนตรี และเป็นหน่วยงานหลักของรัฐในการสนับสนุนการลงทุน โดยให้สิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีอากร เช่นการยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล การยกเว้นหรือลดหย่อนอากรขาเข้า เป็นต้น คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนสามารถให้ความช่วยเหลือคุณได้หลายวิธี ได้แก่

การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและการอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน

  • เสนอสิ่งที่น่าสนใจและเพิ่มการแข่งขันด้านภาษี
  • ไม่มีข้อจำกัดการจัดเก็บภาษีของทุนต่างชาติในกิจกรรมการผลิตหรือบางบริการ
  • ให้ความช่วยเหลือใจนการจัดหาวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน เพิ่มการอำนวยความสะดวกในการเข้าประเทศและการดำเนินธุรกิจที่ต่างชาติเป็นเจ้าของ
  • เพิกถอนข้อจำกัดในการเป็นเจ้าของที่ดิน โดยหน่วยงานต่างประเทศ
  • ไม่มีข้อจำกัดในการโอนเงินต่างประเทศ

บริการสนับสนุนธุรกิจ

  • ให้ข้อมูลและคำแนะนำในการดำเนินงานในต่างประเทศอย่างครบถ้วน
  • จัดเตรียมการเข้าชมสถานที่
  • ระบุ Supplier, ผู้รับเหมา, คู่ค้าร่วมลงทุนที่มีศักยภาพ
  • เอื้ออำนวยในการติดต่อกับองค์กรภาครัฐและเอกชน
  • การกำหนดตำแหน่งระหว่างกลุ่มธุรกิจต่างประเทศกับหน่วยงานภาครัฐและอื่น ๆ

 

 

2018-11-16 14:49:26
ความแตกต่างระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ

       การเติบโตทางเศรษฐกิจ หมายถึงความสามารถในการผลิตสินค้า และบริการเมื่อเทียบกับระยะเวลาหนึ่ง ส่วนการพัฒนาเศรษฐกิจในทางตรงกันข้าม หมายถึงกระบวนการที่ชาติพัฒนาเศรษฐกิจความเป็นอยู่ทางการเมือง และสวัสดิการทางสังคมของประชาชน ดังนั้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาทางเศรษฐกิจเป็นแนวคิดสำคัญ ซึ่งทั้งสองเป็นตัวบ่งชี้ถึงสุขภาพของเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามหลายคนไม่ทราบว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจและการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นสิ่งที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง มีความหมายที่แตกต่างกันโดยสรุปดังนี้

       การเติบโตทางเศรษฐกิจ หมายถึงความสามารถในการผลิตสินค้าและบริการเมื่อเทียบกับระยะเวลาหนึ่ง กล่าวง่าย ๆ คือการเปรียบเทียบจำนวนสินค้า และบริการที่เศรษฐกิจทำการผลิตหรือคาดว่าจะผลิตได้ ซึ่งตัวเลขนี้จะถูกนำมาเปรียบเทียบกับช่วงเวลาอื่น ๆ เพื่อดูว่าเศรษฐกิจมีการเจริญเติบโตมากขึ้นหรือไม่ ถ้าเศรษฐกิจมีการเติบโตมากขึ้นกว่าเดิมมันจะเป็นเศรษฐกิจที่มีการเติบโตได้ดีและถ้าคาดว่าจะผลิตได้มากขึ้นในอนาคตเศรษฐกิจก็ถือว่ามีการเติบโตสูง ทำให้เศรษฐกิจรวมถึงทุก ๆ สิ่งที่เกี่ยวข้องสามารถเพิ่มศักยภาพให้มีประสิทธิภาพ และประสบความสำเร็จได้

       แต่ในทางกลับกันการพัฒนาทางเศรษฐกิจ หมายถึงกระบวนการที่ประเทศพัฒนาความผาสุกทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมของประชาชน เป็นความพยายามในการแทรกแซงนโยบายที่มุ่งมั่น เพื่อให้มั่นใจว่าความพยายามทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมกำลังทำงาน เพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตของประชาชน ดังนั้นการพูดถึงการพัฒนาทางเศรษฐกิจมักเกิดขึ้นเมื่อพูดถึงประเด็นสิ่งแวดล้อมภายในประเทศ

       ดังนั้นการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจ แม้ว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจจะสอดคล้องกับผลผลิตของตลาด และการเพิ่มขึ้นของ GDP แต่ในทางตรงกันข้ามการพัฒนาทางเศรษฐกิจเกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่ที่ดีของเศรษฐกิจ และสังคมของประชาชน

 

2018-11-16 14:49:32
เครื่องหมายการค้า (Trademark)

       เครื่องหมายการค้าเป็นตราสัญลักษณ์ เครื่องหมายหรือกราฟิกที่ใช้กับบริษัท สินค้าหรือบริการ เพื่อแยกความแตกต่างจากเครื่องหมายการค้าของคู่แข่ง ตัวอย่างเช่น ชื่อแบรนด์ ผลิตภัณฑ์ บริษัท หรือโลโก้ โดยเครื่องหมายการค้าทำหน้าที่เป็นป้ายชื่อต้นทางสำหรับธุรกิจ แบรนด์และผลิตภัณฑ์ของบริษัท ซึ่งสามารถประกอบด้วยคำ โลโก้ รูปภาพ คำขวัญ รูปร่าง และสี หรือการรวมกันของสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดก็ได้

       ในปัจจุบันคำและรูปภาพเป็นรูปแบบเครื่องหมายการค้าที่พบมากที่สุด แต่จะสามารถลงทะเบียนเครื่องหมายการค้ารูปแบบอื่น ๆ ได้ตราบเท่าที่บริษัทมีความสามารถในการออกแบบภาพได้ ตัวอย่างเช่นการออกแบบที่ได้รับความคุ้มครองเป็นเครื่องหมายการค้า (เช่น ขวด Coca-Cola) เช่นเดียวกับสี (เช่นสีเหลืองของสมุดหน้าเหลือง) ชื่อครอบครัว (เช่น Louis Vuitton) และแม้กระทั่งกลิ่นและเสียงก็ตาม

       เครื่องหมายการค้าเป็นทรัพย์สินทางธุรกิจที่มีค่า เนื่องจากเครื่องหมายการค้าที่ถูกต้องจะทำให้เจ้าของสามารถป้องกันไม่ให้บุคคลอื่นคัดลอก หรือใช้ประโยชน์ในแบรนด์ หรือชื่อ บริษัทในทางที่ทำให้เสื่อมเสียหรือบริษัทขาดรายได้

คำภาษาไทยที่เกี่ยวข้อง
เครื่องหมายการค้ารับทำบัญชีรับจดทะเบียนบริษัทจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าการส่งเสริมการลงทุนการบัญชีการเงิน,  รับตรวจสอบบัญชีงบการเงินการบัญชีบริหารภาษีอากรภาษีมูลค่าเพิ่ม 
คำภาษาอังกฤษที่เกี่ยวข้อง
TrademarkTrademark RegistrationBOIWork PermitAccountingFinance , auditfinancial statementmanagerial accountingTAXVATE-Filing

2017-10-04 09:33:51
อนาคตของธุรกิจค้าปลีก

       ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเช่นอินเทอร์เน็ต ช่วยให้ธุรกิจค้าปลีกเป็นสิ่งที่มีความท้าทายและน่าตื่นเต้นยิ่งขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ในขณะนี้ลักษณะการดำเนินการของธุรกิจและวิธีการค้าปลีกกำลังอยู่ระหว่างการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน อย่างไรก็ตามการค้าปลีกในบางรูปแบบจะมีความจำเป็นเสมอ ตัวอย่างเช่น แม้ว่าอินเทอร์เน็ตกำลังเริ่มทำให้ผู้ผลิตสามารถขายสินค้าได้โดยตรงให้กับผู้บริโภค แต่ความกว้างใหญ่ไพศาลของ cyberspace จะทำให้ผู้บริโภคสามารถซื้อผลิตภัณฑ์ทุกอย่างที่ตนเองใช้โดยตรงได้ยากมาก

       นอกจากนี้ผู้ค้าปลีกแบบดั้งเดิมที่มีหน้าร้านค้าจะยังคงมีความจำเป็นอยู่ แน่นอนผู้ค้าปลีกที่ให้บริการส่วนบุคคล เช่นการจัดแต่งทรงผมจะต้องมีปฏิสัมพันธ์แบบตัวต่อตัวกับผู้บริโภค แต่แม้จะมีผลิตภัณฑ์ผู้บริโภคมักต้องการได้เห็น ได้สัมผัสและได้ทดลองใช้ก่อนที่จะซื้อ หรืออาจต้องการผลิตภัณฑ์ทันทีและไม่ต้องการรอให้จัดส่ง นอกจากนี้ประสบการณ์ในการเยี่ยมชมร้านค้าปลีกเป็นส่วนสำคัญของการซื้อ ทุกอย่างที่ผู้ค้าปลีกสามารถทำได้ เพื่อให้ประสบการณ์การช้อปปิ้งที่เพลิดเพลินและสนุกสนานสามารถช่วยให้มั่นใจได้ว่าลูกค้าจะกลับมาซื้อของอีกครั้ง

คำภาษาไทยที่เกี่ยวข้อง
เครื่องหมายการค้ารับทำบัญชีรับจดทะเบียนบริษัทจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าการส่งเสริมการลงทุนการบัญชีการเงิน,  รับตรวจสอบบัญชีงบการเงินการบัญชีบริหารภาษีอากรภาษีมูลค่าเพิ่ม 
คำภาษาอังกฤษที่เกี่ยวข้อง
TrademarkTrademark RegistrationBOIWork PermitAccountingFinance , auditfinancial statementmanagerial accountingTAXVATE-Filing

2017-10-04 09:34:03
ตลาดค้าปลีก

การตลาดขายปลีกที่มีประสิทธิภาพเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ผลิตในปัจจุบัน เพราะผู้ค้าปลีกสามารถช่วยธุรกิจขนาดเล็กได้ด้วยการให้บริการด้านการตลาดที่หลากหลายตั้งแต่การโปรโมตผลิตภัณฑ์ไปยังลูกค้าโดยตรง เพื่อให้ลูกค้าสามารถดูและทดสอบผลิตภัณฑ์ได้

ตลาดค้าปลีกสมัยใหม่

การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีวัฒนธรรมและเศรษฐกิจได้เปลี่ยนความสมดุลของอำนาจให้กับผู้ค้าปลีก ตัวอย่างเช่น ผู้ค้าปลีกสามารถติดตามข้อมูลการช็อปปิ้งของลูกค้า ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญสำหรับการวิจัยผู้บริโภคที่ผู้ผลิตไม่สามารถเข้าถึงได้โดยตรง นอกจากนี้ร้านค้าปลีกได้เปิดตัวแบรนด์ในห้างแล้ว ทำให้คู่แข่งเหล่านี้เป็นคู่แข่งที่ดีกับผู้ผลิตรายใหญ่ กล่าวอีกนัยหนึ่งเนื่องจากผู้ค้าปลีกมีความสามารถและมีอำนาจมากขึ้นการทำงานร่วมกับผู้ค้าปลีกมีความสำคัญมากขึ้น

พลังของตลาดค้าปลีก

ธุรกิจจะคิดถึงร้านค้าปลีกในฐานะผู้ประสานงาน เพราะร้านค้าปลีกมีแบรนด์ที่เป็นสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการ ตัวอย่างเช่นหากคุณผลิตเฟอร์นิเจอร์การทำข้อตกลงกับร้านเฟอร์นิเจอร์ค้าปลีกที่มีชื่อเสียง อาจได้รับการขายจำนวนมากและมียอดขายที่เพิ่มขึ้น นั่นเป็นเพราะผู้ค้าปลีกวางผลิตภัณฑ์ของคุณในร้านค้า เป็นต้น พลังของตลาดค้าปลีกจึงมีความสำคัญมากนอกจากจะเป็นแหล่งกระจายสินค้าแล้วยังเป็นแหล่งที่ทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นด้วย

หน้าที่ของผู้ค้าปลีก

อันดับแรกแบรนด์ค้าปลีกสามารถทำให้ใช้รูปภาพในการโฆษณา ซึ่งเชื่อมโยงบริษัทของคุณกับภาพนั้นจะช่วยให้คุณสามารถกำหนดเป้าหมายผู้บริโภคที่เหมาะสมได้ ประการที่สองแบรนด์ค้าปลีกช่วยให้ผู้บริโภคประมวลผลข้อมูล ตัวอย่างเช่นแบรนด์ค้าปลีกอาจอนุญาตให้มีเพียงสองหรือสามผู้ผลิตที่วางสินค้าในร้านได้ สุดท้ายแบรนด์ค้าปลีกมีความปลอดภัยกับผู้ซื้อ เช่นอนุญาตให้ลูกค้าสามารถจัดการผลิตภัณฑ์และรับคืนสินค้าที่ไม่น่าพอใจตามความจำเป็นได้

คำภาษาไทยที่เกี่ยวข้อง
เครื่องหมายการค้ารับทำบัญชีรับจดทะเบียนบริษัทจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าการส่งเสริมการลงทุนการบัญชีการเงิน,  รับตรวจสอบบัญชีงบการเงินการบัญชีบริหารภาษีอากรภาษีมูลค่าเพิ่ม 
คำภาษาอังกฤษที่เกี่ยวข้อง
TrademarkTrademark RegistrationBOIWork PermitAccountingFinance , auditfinancial statementmanagerial accountingTAXVATE-Filing

2017-10-04 09:34:12
ธุรกิจค้าปลีก คืออะไร ?

    การค้าปลีกเกี่ยวข้องกับการขายสินค้า และบริการให้กับผู้บริโภค เพื่อการใช้ส่วนตัวหรือครอบครัว ในห้างสรรพสินค้า หรือร้านค้าที่อาจรับมาจากผู้ผลิตสินค้าเหล่านั้นอีกที เป็นเหมือนตัวกลางในการกระจายสินค้าให้กับผู้บริโภค เช่น Big C และ Eveandboy ร้านค้าส่วนลด เช่น Wal-Mart และ K-Mart และร้านค้าเฉพาะ เช่น Toys 'R' Us ร้านขายของเล่น ซึ่งเป็นตัวอย่างของร้านค้าปลีก ทั้งนี้ผู้ให้บริการเช่นทันตแพทย์ โรงแรม ร้านทำผม และร้านค้าออนไลน์ เช่น Amazon.com ก็เป็นผู้ค้าปลีกด้วยเช่นกัน

    นอกจากนี้ยังมีธุรกิจจำนวนมากเป็นทั้งผู้ค้าส่งและผู้ค้าปลีกเนื่องจากพวกเขาขายให้กับผู้บริโภคและผู้รับเหมาก่อสร้างด้วย โดยไม่คำนึงถึงหน้าที่อื่น ๆ ที่ธุรกิจเหล่านี้ดำเนินการพวกเขายังคงเป็นผู้ค้าปลีกเมื่อพวกเขาโต้ตอบกับผู้ใช้ขั้นสุดท้ายของผลิตภัณฑ์หรือบริการ

    ในฐานะผู้ค้าปลีก ร้านค้าปลีกมีข้อดีหลายอย่างกับผู้จัดส่งสินค้า (Supplier) และลูกค้า (Customer) สำหรับผู้บริโภคผลประโยชน์ที่สำคัญที่สุดเกี่ยวข้องกับความสามารถในการซื้อผลิตภัณฑ์ปริมาณที่น้อยในราคาที่เหมาะสมราคาไม่แพง และสำหรับผู้จัดส่งสินค้าผลประโยชน์ที่สำคัญที่สุดคือการนำเสนอโอกาสในการเข้าถึงตลาดเป้าหมาย สร้างความต้องการผลิตภัณฑ์ผ่านทางโปรโมชั่นค้าปลีก และให้ข้อเสนอแนะของผู้บริโภคแก่นักการตลาดของผลิตภัณฑ์ได้

คำภาษาไทยที่เกี่ยวข้อง
เครื่องหมายการค้ารับทำบัญชีรับจดทะเบียนบริษัทจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าการส่งเสริมการลงทุนการบัญชีการเงิน,  รับตรวจสอบบัญชีงบการเงินการบัญชีบริหารภาษีอากรภาษีมูลค่าเพิ่ม 
คำภาษาอังกฤษที่เกี่ยวข้อง
TrademarkTrademark RegistrationBOIWork PermitAccountingFinance , auditfinancial statementmanagerial accountingTAXVATE-Filing

2017-10-04 09:34:23
เศรษฐกิจแบบแบ่งปัน (Sharing Economy)

    เศรษฐกิจแบบแบ่งปัน (Sharing Economy) เป็นรูปแบบทางเศรษฐกิจแบบใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมอยู่ในปี 2017 นี้ที่บุคคลสามารถยืม หรือเช่าทรัพย์สินที่เป็นของบุคคลอื่นได้ โดยรูปแบบการใช้งานร่วมกันนี้ส่วนใหญ่จะเป็นพวกสินทรัพย์ หรือสิ่งของที่มีราคาสูง หรือสินทรัพย์ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ตลอดเวลา ตัวอย่างเช่น กระเป๋าแบรนด์เนม รถยนต์ จักรยาน เป็นต้น ซึ่งเป็นการสร้างรายได้จากการแลกเปลี่ยนการบริโภคสินค้าหรือบริการที่ไม่ได้ใช้แล้วระหว่างบุคคลและกลุ่มคนผ่านดิจิทัลแฟลตฟอร์มรูปแบบต่าง ๆ ทั้ง Facebook หรือแอพพลิเคชันเฉพาะของผู้ให้บริการ

    โดยผู้ให้บริการสามารถจัดสรรเวลาและราคาในการแบ่งปันสินค้าได้ด้วยตนเอง ส่วนผู้บริโภคก็สามารถเลือกสินค้าและบริการเหล่านั้นโดยไม่ต้องเสียเงินในราคาเต็มเพื่อเป็นเจ้าของสินค้าและบริการ ตัวอย่างธุรกิจที่กำลังได้รับความนิยมอยู่ในปัจจุบันนี้ได้แก่ Uber, Grab และ Airbnb เป็นต้น การถือกำเนิดขึ้นของอินเทอร์เน็ตทำให้เจ้าของสินทรัพย์และผู้ที่ต้องการสินทรัพย์เหล่านั้นหาได้ง่ายขึ้น การให้กู้ยืมประเภทนี้บางครั้งเรียกว่าตลาดเช่าแบบ peer-to-peer (P2P)  นอกจากนี้เศรษฐกิจแบบแบ่งปันยังช่วยให้บุคคลและกลุ่มสามารถสร้างรายได้จากสินทรัพย์ที่ไม่ได้ใช้งานได้ ด้วยวิธีนี้เนื้อหาจะถูกแชร์ซึ่งเป็นบริการ อย่างหนึ่ง ตัวอย่างเช่นเจ้าของรถอาจอนุญาตให้บุคคลอื่นเช่ารถได้ตามราคาที่ตกลงกัน หรือเจ้าของคอนโดให้เช่าคอนโด เป็นต้น ข้อดีของเศรษฐกิจแบบแบ่งปัน ทำให้สามารถลดค่าใช้จ่ายแทนการซื้อสินทรัพย์ และทำให้ผู้บริโภคหันมาสนใจถึงความคุ้มค่าของสินค้าและบริการของตนเอง เป็นต้น ส่วนข้อเสียของเศรษฐกิจแบบแบ่งปันก็คือ อาจทำให้ความสัมพันธ์ของผู้บริโภคกับกลุ่มธุรกิจลดลง ยอดขายธุรกิจอาจลดลงด้วย เนื่องจากอาจทำให้เกิดวัฒนธรรมการบริโภคแบบชั่วคราวได้  อย่างไรก็ตามทั้งตัวผู้ให้บริการและผู้บริโภคควรตรวจสอบข้อมูลของอีกฝ่ายให้มั่นใจว่าจะไม่โดนโกงหรือถูกหลอกลวงจากกลุ่มมิจฉาชีพ

คำภาษาไทยที่เกี่ยวข้อง
เครื่องหมายการค้ารับทำบัญชีรับจดทะเบียนบริษัทจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าการส่งเสริมการลงทุนการบัญชีการเงิน,  รับตรวจสอบบัญชีงบการเงินการบัญชีบริหารภาษีอากรภาษีมูลค่าเพิ่ม 
คำภาษาอังกฤษที่เกี่ยวข้อง
TrademarkTrademark RegistrationBOIWork PermitAccountingFinance , auditfinancial statementmanagerial accountingTAXVATE-Filing

 

2017-10-04 09:34:31
6 ตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการเริ่มต้นธุรกิจออนไลน์

    การเริ่มต้นธุรกิจออนไลน์ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แม้ในปัจจุบันจะเห็นธุรกิจออนไลน์มากมายประสบความสำเร็จอย่างมากก็ตาม เพราะธุรกิจส่วนใหญ่ก็ต้องมีกลยุทธ์เพื่อทำให้สามารถเติบโตได้บนออนไลน์ได้ซึ่งมีการแข่งขันสูงมากในปัจจุบัน เพราะในออนไลน์ลูกค้าจะสามารถค้นหาผลิตภัณฑ์และบริการได้มากกว่า ดังนั้นการเริ่มธุรกิจของคุณควรมีกลยุทธ์และใช้ตัวเลือกที่เหมาะสม

นี่คือ 6 ทางเลือกที่ดีที่สุดที่สามารถนำไปใช้ในการเริ่มต้นธุรกิจได้

1.ซอฟต์แวร์ รวมถึงแอพลลิเคชัน : ในปัจจุบันเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญในการพัฒนาธุรกิจ

2.สินค้าที่สามารถจับต้องได้ (Physical product) : เป็นผลิตภัณฑ์ที่ลูกค้าต้องสามารถจับต้องและสัมผัสถึงคุณประโยชน์ของตัวผลิตภัณฑ์นั้นได้

3.การโฆษณา : ในปัจจุบันโฆษณาสำคัญมาก ๆ เพราะส่งผลทำให้ธุรกิจของเราเติบโตได้ ไม่ว่าจะเป็นการโฆษณาออนไลน์ หรือโฆษณาบนโทรทัศน์ โฆษณาตามสถานที่ต่าง ๆ ก็ตาม

4. Affiliate marketing : คือการทำการตลาดบนอินเทอร์เน็ต โดยใช้ตัวแทนในการโฆษณา มีตัวแทนจำหน่าย และมีคนรีวิวสินค้า บนสื่อสังคมออนไลน์ที่คนเข้าถึงง่าย อย่างเช่น Facebook, Instagram เป็นต้น

5. Coaching : มีการฝึกฝน หรือโค้ชให้พนักงานในในธุรกิจมีความรู้และความสามารถในการช่วยขยายธุรกิจให้เติบโตมากยิ่งขึ้น จึงต้องมีโค้ชบริหารมาชี้แนะ เพราะในยุคปัจจุบันการทำงานต้องใช้ความรู้ในการทำงานที่ซับซ้อนการสร้างความสัมพันธ์และสร้างความสามารถใหม่ ๆ จึงเป็นเรื่องดีต่อการพัฒนาธุรกิจ

6. Online courses : เพื่อเพิ่มเวลาให้ได้พัฒนาการรับรู้และความรู้มากยิ่งขึ้น

คำภาษาไทยที่เกี่ยวข้อง
เครื่องหมายการค้ารับทำบัญชีรับจดทะเบียนบริษัทจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าการส่งเสริมการลงทุนการบัญชีการเงิน,  รับตรวจสอบบัญชีงบการเงินการบัญชีบริหารภาษีอากรภาษีมูลค่าเพิ่ม 
คำภาษาอังกฤษที่เกี่ยวข้อง
TrademarkTrademark RegistrationBOIWork PermitAccountingFinance , auditfinancial statementmanagerial accountingTAXVATE-Filing

2017-10-04 09:34:39
4 ประโยชน์ของ e-commerce สำหรับผู้ค้าปลีก

แสดงตัวตนบนสื่อออนไลน์

            มากกว่า 80% ของประชากรออนไลน์ใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อซื้อสินค้าและบริการ ลูกค้าของคุณจะคาดหวังว่าให้คุณพร้อมซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถติดตามการเคลื่อนไหวและสามารถแข่งขันกับผู้อื่นได้ ถ้าคุณมีมีช่องทางออนไลน์หรือไม่สามารถทำให้ผู้ชมหรือลูกค้าของคุณติดต่อคุณผ่านทางออนไลน์ได้ จะทำให้ลูกค้าของคุณมุ่งหน้าไปหาคู่แข่งเพื่อซื้อสินค้าแทนซื้อกับคุณ

ดึงดูดลูกค้าใหม่

            ในฐานะเจ้าของธุรกิจ คุณจะต้องขยายธุรกิจและดึงดูดผู้ชมใหม่ ๆ อยู่เสมอ เพราะการค้าปลีกจำเป็นต้องอาศัยการสร้างแบรนด์และความสัมพันธ์กับลูกค้า ซึ่งการค้าปลีกบนช่องทางออนไลน์จะมีประโยชน์เพิ่มมากขึ้นในการดึงดูดผู้เข้าชมจากเครื่องมือค้นหา

ประหยัดค่าใช้จ่าย

            เพราะด้วยระบบการจัดการบนเว็บของธุรกิจ e-commerce จะทำให้คุณสามารถจัดการกับพื้นที่โฆษณาได้โดยอัตโนมัติ และลดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องได้ นอกจากนี้ร้านค้าอีคอมเมิร์ซไม่ได้มาพร้อมกับค่าใช้จ่ายที่มากจนเกินไป  เพราะกำไรที่เกิดจากการเข้าถึงลูกค้าจะชดเชยต้นทุนการเริ่มต้นธุรกิจ

เข้าใจลูกค้าได้ดีขึ้น

             ร้านค้า e-commerce จะทำให้คุณสามารถติดตามพฤติกรรมการซื้อของลูกค้า หรือผลิตภัณฑ์ที่ลูกค้าสนใจมากที่สุด รวมถึงสามารถคาดเดาได้ว่าเมื่อไหร่ที่ลูกค้าน่าจะซื้อสินค้า และอะไรเป็นแรงจูงใจให้พวกเขาต้องการสินค้าเหล่านั้น ซึ่งข้อมูลทั้งหมดนี้สามารถนำมาใช้ เพื่อโฆษณาและแนะนำสินค้าให้กับลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

คำภาษาไทยที่เกี่ยวข้อง
เครื่องหมายการค้ารับทำบัญชีรับจดทะเบียนบริษัทจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าการส่งเสริมการลงทุนการบัญชีการเงิน,  รับตรวจสอบบัญชีงบการเงินการบัญชีบริหารภาษีอากรภาษีมูลค่าเพิ่ม 
คำภาษาอังกฤษที่เกี่ยวข้อง
TrademarkTrademark RegistrationBOIWork PermitAccountingFinance , auditfinancial statementmanagerial accountingTAXVATE-Filing

2017-10-04 09:34:48
Brands ที่มีมูลค่าสูงสุดในแต่ละประเทศ

    แบรนด์ที่มีมูลค่าที่สุดในโลกเป็นของบริษัทที่มีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนบนโลกเป็นจำนวนมากทุก ๆ วัน ในความเป็นจริงแล้วคุณอาจกำลังใช้เว็บเพจของแบรนด์แหล่านี้อยู่ด้วยก็ได้ ซึ่งแบรนด์ดังกล่าวก็คือ Google โดยสามารถครองส่วนแบ่งตลาดอินเทอร์เน็ตถึง 64% ในขณะที่สร้างรายได้จากโฆษณาดิจิทัล 41% ทั่วโลก ตามรายการปัจจุบันของ  Brand Finance’s 2017 มูลค่าแบรนด์ Google ได้เพิ่มขึ้นเป็น 1.09 แสนล้านเหรียญ ซึ่งเพียงพอที่จะแทนที่แบรนด์ของ Apple ที่มีมูลค่ากว่า 1.07 แสนล้านเหรียญ จากรายงานล่าสุดของ HowMuch.net เว็บไซต์สรุปมูลค่ารายได้ในแต่ละประเทศ ซึ่งจะแสดงแบรนด์ที่มีมูลค่าสูงที่สุดของแต่ละประเทศ โดยใช้สกุลเงินดอลลาร์เพื่อเปรียบเทียบมูลค่าของบริษัทต่าง ๆ พร้อมการแสดงผลค่าความแข็งแกร่งของแบรนด์ที่มีอิทธิพลต่อผู้บริโภคโดยแบ่งออกมาตามสี มีดังนี้  สีน้ำเงินมากกว่า 90%, สีฟ้า 80-90%, สีชมพู  70-80%, สีชมพูเข้มน้อยกว่า 70%


    จากข้อมูลทำให้เห็นว่า Google เป็นแบรนด์ที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลก เพราะมีมูลค่าถึง 1.09 แสนล้านเหรียญ และเป็นไปตามการคาดเพราะแบรนด์อื่น ๆ ที่มีชื่อรองจาก Google ก็อยู่ในสหรัฐฯ เหมือนกัน เช่น Apple 1.07 แสนล้านเหรียญ หรือ Amazon 1.06 แสนล้านเหรียญ อย่างไรก็ตามมีแบรนด์ที่ไม่ใช่ของสหรัฐฯ อยู่ใน 10 อันดับแรก ได้แก่ บริษัท Samsung ประเทศเกาหลีใต้ 6.6 หมื่นล้านเหรียญ และ ICBC ธนาคารจีน 4.7 หมื่นล้านเหรียญ ขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์ 2 รายยอดนิยม ยังอยู่ในอันดับที่ค่อนข้างสูงอย่าง Toyota ของประเทศญี่ปุ่น  BMW ของประเทศเยอรมนี ซึ่งทั้งสองมีมูลค่าอย่างมากโดยอยู่ที่ 4.6 หมื่นล้านเหรียญ และ 3.7 หมื่นล้านเหรียญ โดยแบรนด์ที่มีมูลค่ามากที่สุดในประเทศไทย คือ PTT ด้วยมูลค่า 4.4 พันล้านเหรียญ ซึ่งก็มีมูลค่าน้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ 
 

สามารถดูอันดับแบรนด์ที่มีค่าที่สุดของปี 2017 เพิ่มเติมได้ที่ : http://brandirectory.com/league_tables/table/global-500-2017

สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : https://howmuch.net/articles/most-valuable-brands-2017

คำภาษาไทยที่เกี่ยวข้อง
เครื่องหมายการค้ารับทำบัญชีรับจดทะเบียนบริษัทจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าการส่งเสริมการลงทุนการบัญชีการเงิน,  รับตรวจสอบบัญชีงบการเงินการบัญชีบริหารภาษีอากรภาษีมูลค่าเพิ่ม 
คำภาษาอังกฤษที่เกี่ยวข้อง
TrademarkTrademark RegistrationBOIWork PermitAccountingFinance , auditfinancial statementmanagerial accountingTAXVATE-Filing

2017-10-04 09:34:58
5 แอพพลิเคชันที่ช่วยให้คุณจัดระเบียบและเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการทำธุรกิจขนาดเล็ก

    การดำเนินธุรกิจทุกประเภท ต้องมีความวุ่นวาย ทั้งงานประจำวันจำนวนมาก และรายการที่คุณต้องติดตาม จึงเป็นเรื่องดีที่ในยุคของสมาร์ทโฟน และอุปกรณ์เชื่อมต่ออื่น ๆ มีทั้งเครื่องมือ หรือแอพพลิเคชันมากมาย ดังนั้นเราจึงรวบรวม 4 แอพพลิเคชันดี ๆ ที่จะช่วยให้คุณประหยัดเวลาและสามารถจัดระเบียบกับงาน เพื่อทำให้ธุรกิจของคุณผ่านไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

1. Evernote

logoa1

    จะช่วยให้คุณติดตาม และเก็บข้อมูลการสื่อสารที่สำคัญไว้ในที่เดียวคุณ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่จำเป็นต้องซิงค์เอกสาร และบันทึกเอกสารระหว่างคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์เข้าด้วยกัน

2. Polaris Office

logoa2

    หากคุณกำลังมองหาทางเลือกสำหรับการจัดการเอกสารใน Microsoft Office ของคุณ เมื่อคุณไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ แอพพลิเคชันนี้จะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถสร้าง แก้ไข และซิงค์ไฟล์ Microsoft บนโทรศัพท์ได้ โดยรุ่น Polaris Office 5 ของแอพฯนี้ ได้รับรางวัล PCMag Editors 'Choice Award อันทรงเกียรติอีกด้วย

3. Clear

logoa3

   

    Clear หรือแอพแชร์สมุดบันทึก เป็นแอพพลิเคชันสำหรับผู้ใช้ iOS ที่จะทำให้เจ้าของธุรกิจสามารถตั้งค่า เรียงลำดับ รายการ งานประจำ และตั้งค่าการแจ้งเตือนได้ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับเจ้าของธุรกิจที่มีตารางงานที่ยุ่งในแต่ละวัน

4. Square Point of Sale POS

logoa4

    ปัจจุบันมีผู้ใช้สมาร์ทโฟนอย่างแพร่หลาย ทำให้มีการดำเนินธุรกิจแบบพกพามากขึ้น และรวมถึงการชำระเงินด้วยบัตรเครดิตหรือเดบิตอีกด้วย ซึ่งแอพพลิเคชันนี้เกี่ยวกับการชำระเงินที่ออกแบบมาทำให้การชำระเงินง่ายขึ้น

5. Rescue Time

logoa5

    เป็นแอพพลิเคชันที่ช่วยให้คุณมีเวลาการทำงานได้มากขึ้น และสามารถติดตามเวลาที่ผู้ใช้งานใช้จ่ายภายในเว็บไซต์ และแอพพลิเคชันต่าง ๆ รวมถึงสร้างรายงานที่มีความละเอียด เพื่อทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น

คำภาษาไทยที่เกี่ยวข้อง
เครื่องหมายการค้ารับทำบัญชีรับจดทะเบียนบริษัทจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าการส่งเสริมการลงทุนการบัญชีการเงิน,  รับตรวจสอบบัญชีงบการเงินการบัญชีบริหารภาษีอากรภาษีมูลค่าเพิ่ม 
คำภาษาอังกฤษที่เกี่ยวข้อง
TrademarkTrademark RegistrationBOIWork PermitAccountingFinance , auditfinancial statementmanagerial accountingTAXVATE-Filing

2017-08-21 09:47:02
ยื่นและส่งฟ้องคดีความผ่านทาง E-Filing ทำได้เพียงไม่กี่ขั้นตอน

  ปัจจุบันสามารถยื่นฟ้องคดีผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ตลอดเวลา ที่ระบบรับส่งอิเล็กทรอนิกส์เปิดใช้งาน โดยต้องชำระค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีขั้นต่ำตามที่สำนักงานศาลยุติธรรมกำหนด ซึ่งมีขั้นตอนและวิธีการดำเนินการ ดังต่อไปนี้

folder-2389217_640

1. จัดเตรียมเอกสารในการยื่นฟ้อง โดยต้องแปลงเอกสาร หรือข้อความให้อยู่ในรูปแบบของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด โดยบันทึกเป็นไฟล์ PDF และมีขนาดไฟล์รวมกันไม่เกิน 30 MB

 

laptop-2282328_640

2. ลงชื่อเข้าใช้สู่หน้าเว็บให้เรียบร้อย หลังจากลงชื่อเข้าใช้แล้วให้ผู้ใช้ระบบเลือกประเภทคดี และเลือกศาลที่ประสงค์จะยื่นคำฟ้อง

 

gui-2457113_640

3. กรอกข้อมูลเบื้องต้นให้ครบถ้วน หรือกรอกข้อความบนระบบรับส่งอิเล็กทรอนิกส์ในรูปแบบของแพลตฟอร์มออนไลน์ (Online Form) แล้วจึงพิมพ์ชื่อและสกุลของผู้ใช้

 

pdf-2127829_640

4. แนบไฟล์เอกสารประกอบยื่นคำฟ้อง ในรูปแบบของ PDF แล้วอัปโหลดบนระบบรับส่งอิเล็กทรอนิกส์ ในกรณีที่ต้องลงลายมือชื่อของผู้ใช้ระบบ ผู้ใช้ระบบจำเป็นที่ต้องลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าวให้ครบถ้วน (ในส่วนของเอกสารที่บุคคลภายนอกต้องลงลายมือชื่อ เช่น หนังสือมอบอำนาจหรือใบแต่งตั้งทนายความ ต้องมีการลงลายมือชื่อให้ครบถ้วน)

 

logo-1980150_640

5. ชำระเงิน โดยจะต้องชำระค่าธรรมเนียมศาล ค่าส่งหมายเรียก และค่าสำเนาฟ้องแก่จำเลย รวมถึงจัดพิมพ์สำเนาคำฟ้อง

 

letter-2160916_640

6. เมื่อผู้ใช้ระบบปฏิบัติได้ถูกต้องครบตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ ในระบบอิเล็กทรอนิกส์แล้ว ระบบจะส่งข้อความยืนยัน และรับเงินเข้าสู่ระบบ โดยข้อความยืนยันจะมีรายละเอียดเกี่ยวกับเอกสารที่ยื่น และจำนวนเงินที่ชำระผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงวันและเวลาที่ผู้ใช้ยื่นคำฟ้องเสร็จสมบูรณ์

คำภาษาไทยที่เกี่ยวข้อง
เครื่องหมายการค้ารับทำบัญชีรับจดทะเบียนบริษัทจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าการส่งเสริมการลงทุนการบัญชีการเงิน,  รับตรวจสอบบัญชีงบการเงินการบัญชีบริหารภาษีอากรภาษีมูลค่าเพิ่ม 
คำภาษาอังกฤษที่เกี่ยวข้อง
TrademarkTrademark RegistrationBOIWork PermitAccountingFinance , auditfinancial statementmanagerial accountingTAXVATE-Filing

2017-08-21 09:47:00
ควรรู้ก่อนทำธุรกิจ : รูปแบบของธุรกิจมีอะไรบ้าง ?

1. ธุรกิจเจ้าของคนเดียว

    คือกรรมสิทธิ์ แต่เพียงผู้เดียว หรือหมายความว่าธุรกิจที่เป็นเจ้าของโดยบุคคลเดียวเท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องง่ายในการจัดตั้งธุรกิจรูปแบบนี้ และเสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุดในทุกรูปแบบของการเป็นเจ้าของ 
เจ้าของต้องเผชิญกับความรับผิดไม่ จำกัด ; หมายถึงเจ้าหนี้ของธุรกิจอาจไปหลังจากทรัพย์สินส่วนบุคคลของเจ้าของถ้าธุรกิจไม่สามารถจ่ายเงินได้ รูปแบบกรรมสิทธิ์ แต่เพียงผู้เดียวมักจะถูกนำมาใช้โดยหน่วยธุรกิจขนาดเล็ก


2. ห้างหุ้นส่วนจำกัด

    ห้างหุ้นส่วนเป็นธุรกิจที่เป็นของบุคคลสองคน หรือมากกว่าที่มีส่วนร่วมในทรัพยากรของกิจการ คู่ค้าแบ่งกำไรออกจากกันเอง ในห้างหุ้นส่วนทั่วไปคู่ค้าทั้งหมดมีความรับผิดไม่จำกัด ในห้างหุ้นส่วนจำกัดเจ้าหนี้ไม่สามารถปฏิบัติตามทรัพย์สินส่วนบุคคลของหุ้นส่วนที่จำกัดได้


3. บริษัท 

    บริษัทเป็นองค์กรธุรกิจที่มีลักษณะทางกฎหมายแยกจากเจ้าของ การเป็นเจ้าของในบริษัท หุ้นจะแสดงโดยหุ้นของหุ้นจ้าของ (ผู้ถือหุ้น) ซึ่งต้องมีความรับผิดชอบที่จำกัด แต่มีส่วนร่วมในการดำเนินงานของบริษัทคณะกรรมการซึ่งได้รับการเลือกตั้งจากกลุ่มผู้ถือหุ้นจะสามารถควบคุมกิจกรรมต่าง ๆ ของบริษัท

คำภาษาไทยที่เกี่ยวข้อง
เครื่องหมายการค้ารับทำบัญชีรับจดทะเบียนบริษัทจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าการส่งเสริมการลงทุนการบัญชีการเงิน,  รับตรวจสอบบัญชีงบการเงินการบัญชีบริหารภาษีอากรภาษีมูลค่าเพิ่ม 
คำภาษาอังกฤษที่เกี่ยวข้อง
TrademarkTrademark RegistrationBOIWork PermitAccountingFinance , auditfinancial statementmanagerial accountingTAXVATE-Filing

2017-08-21 09:46:55
ลงทะเบียนยื่นฟ้องคดีผ่าน E-Filing

    หลังจากเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ศาลยุติธรรมได้ออกข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา ว่าด้วย การยื่น ส่ง และรับคำคู่ความและเอกสารทางระบบรับส่งอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2560 โดยอาศัยอำนาจตามาตรา 34/1 และมาตรา 38 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งนับว่าเป็นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่สามารถเพิ่มความสะดวกสบาย และประหยัดเวลาในการยื่นฟ้องคดีความของประชาชน โดยทนายสามารถยื่นฟ้องคดีความผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (E-Filing) ได้แล้ววันนี้

Untitled

 


การยื่นฟ้องคดีความผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ได้นั้น ทนายความจะต้องทำการลงทะเบียน เพื่อเข้าใช้งานระบบเสียก่อน 
•    ลงทะเบียน : เข้าสู่เว็บไซต์ efiling.coj.go.th ทำการลงทะเบียนออนไลน์ 
•    หลักฐานแนบ : เอกสารต้องเป็นไฟล์ .pdf, .jpg หรือ .jpeg เท่านั้น ขนาดไฟล์ไม่เกิน 1 MB ซึ่งมีดังนี้  บัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรประจำตัวสมาชิกทนายความ หรือใบอนุญาตให้เป็นทนายความ หรือบัตรประจำตัวข้าราชการ (กรณีเป็นพนักงานอัยการ) เพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานแห่งการลงทะเบียน โดยต้องกรอกข้อมูลให้ถูกต้องครบถ้วน
•    รับชื่อผู้ใช้ระบบ และรหัสผ่าน : เมื่อผู้ยื่นคำขอใช้ระบบรับส่งอิเล็กทรอนิกส์ได้รับอนุญาตให้เป็นผู้ใช้ระบบ ตามเงื่อนไข และวิธีการที่กำหนดไว้ในประกาศสำนักงานศาลยุติธรรมแล้ว จะได้รับชื่อผู้ใช้ระบบ และรหัสผ่าน  ทางอีเมล (E-mail) และข้อความโทรศัพท์ (SMS) เพื่อใช้เข้าสู่ระบบรับส่งอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งชื่อผู้ใช้ระบบและรหัสผ่านเป็นหลักฐานแสดงการลงลายมือชื่อของผู้ใช้ระบบในการติดต่อกับ ศาลหรือคู่ความอื่นผ่านระบบรับส่งอิเล็กทรอนิกส์ ผู้ใช้ระบบต้องเก็บรักษาชื่อผู้ใช้ระบบและรหัสผ่าน ไว้เป็นความลับ

คำภาษาไทยที่เกี่ยวข้อง
เครื่องหมายการค้ารับทำบัญชีรับจดทะเบียนบริษัทจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าการส่งเสริมการลงทุนการบัญชีการเงิน,  รับตรวจสอบบัญชีงบการเงินการบัญชีบริหารภาษีอากรภาษีมูลค่าเพิ่ม 
คำภาษาอังกฤษที่เกี่ยวข้อง
TrademarkTrademark RegistrationBOIWork PermitAccountingFinance , auditfinancial statementmanagerial accountingTAXVATE-Filing

2017-08-21 09:46:52
ประเภทของธุรกิจในปัจจุบัน

     ธุรกิจ คือองค์กรหรือบริษัทที่กล้าได้กล้าเสียในการลงทุนประกอบธุรกิจเชิงพาณิชย์ อุตสาหกรรมหรือวิชาชีพ โดยใช้ทรัพยากรทางเศรษฐกิจ หรือปัจจัยการผลิต เพื่อจัดหาสินค้า หรือบริการให้กับลูกค้า เพื่อแลกกับเงิน หรือสินค้า และบริการอื่น ๆ โดยธุรกิจสามารถเป็นองค์กรที่แสวงหาผลกำไรหรือองค์กรไม่แสวงหากำไรที่ดำเนินการ เพื่อบรรลุภารกิจการกุศลก็ได้ ในปัจจุบันจึงมีองค์กรธุรกิจที่มาในรูปแบบต่าง ๆแตกต่างกันไป ซึ่งประเภทของธุรกิจหลัก ๆ จะมี 3 ประเภท ดังนี้


     1. ธุรกิจบริการ (Service Business)
เป็นธุรกิจที่เน้นไปทางให้บริการลูกค้าเป็นหลัก เช่น ธุรกิจการค้า ธุรกิจการบิน ธุรกิจการท่องเที่ยว  ร้านเสริมสวย บริษัทบัญชี เป็นต้น ประเภทของการบริการจะให้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีตัวตน (ผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีรูปแบบทางกายภาพ) บริษัทประเภทบริการจะมีทักษะความเชี่ยวชาญด้านการให้คำแนะนำ และผลิตภัณฑ์ที่คล้ายคลึงกันอื่น ๆ  


     2. ธุรกิจซื้อ-ขายสินค้า (Merchandising Busines)
ประเภทของธุรกิจนี้ คือการซื้อสินค้าในราคาขายส่ง และขายปลีก จึงเรียกว่าธุรกิจ 'ซื้อและขาย' จะทำกำไรโดยการขายผลิตภัณฑ์ในราคาที่สูงกว่าต้นทุนการซื้อ ธุรกิจขายสินค้าไม่ต้องเปลี่ยนรูปแบบ ตัวอย่างเช่น ร้านขายของชำ ร้านสะดวกซื้อ ผู้จัดจำหน่าย และผู้จำหน่ายรายอื่น ๆ


     3. ธุรกิจอุตสาหกรรม (Manufacturing Business)
ธุรกิจอุตสาหกรรมหรือธุรกิจการผลิต เป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการผลิตสินค้า โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นวัสดุในการทำผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ดังนั้นจึงมีการเปลี่ยนแปลงของผลิตภัณฑ์ที่ซื้อมาอยู่เสมอ ธุรกิจประเภทนี้จะรวมวัตถุดิบ แรงงาน และค่าใช้จ่ายของโรงงานในกระบวนการผลิต ซึ่งสินค้าที่ผลิตแล้วจะถูกขายให้กับลูกค้าต่อไป เช่น ธุรกิจการผลิตรถยนต์ ธุรกิจการผลิตอาหาร เป็นต้น

อ้างอิง : accountingverse 

 

2018-11-16 14:50:01
กรมสรรพสามิต ให้ผู้ประกอบการที่ผลิตเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลปรับตัว 6 ปี

     กรมสรรพสามิตให้เวลาผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเครื่องดื่มที่ใช้น้ำตาลเป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์ของตนเป็นเวลา 6 ปี เพื่อช่วยให้ผู้ผลิตเครื่องดื่มค่อย ๆ ลดปริมาณน้ำตาลลงในผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับเกณฑ์ของกรมสรรพสามิต 


     นายณัฐกร อุเทนสุต ผู้อำนวยการสำนักแผนภาษี กล่าวว่าช่วงเวลาผ่อนผันจะแบ่งออกเป็นระยะเวลา 2-3  ปี โดยกรมสรรพกรจะลดภาษี 20-30% สำหรับเครื่องดื่มที่ไม่มีน้ำตาล หรือใช้สารให้ความหวานเทียม ในช่วง 3 ปีแรก หลังจากที่ภาษีมีผลบังคับใช้ในวันที่ 16 กันยายน ส่วนในปีที่ 5 กรมสรรพสามิตจะเพิ่มอัตราภาษีสองเท่า สำหรับเครื่องดื่มที่ไม่ปฏิบัติตามข้อจำกัดของปริมาณน้ำตาลที่กรมสรรพสามิตได้กล่าวไว้ และสำหรับปีที่ 6 เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลที่ 18 กรัมต่อ 100 มิลลิลิตรจะถูกปรับภาษีเพิ่มขึ้นร้อยเปอร์เซ็นต์ โดยในช่วงระยะเวลาผ่อนผันในระยะเวลาหกปีกรมสรรพสามิตจะค่อย ๆ ลดปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่มให้สอดคล้องกับมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก (WHO) ซึ่งกำหนดไว้ไม่เกิน 6 กรัมต่อ 100 มิลลิลิตร ในปัจจุบันปริมาณน้ำตาลเฉลี่ยในเครื่องดื่มที่ขายอยู่ในประเทศไทยสูงกว่ามาตรฐานที่ WHO กำหนดไว้ถึง 2 เท่า 


     กรมสรรพสามิตได้จัดประเภทน้ำตาลในเครื่องดื่มให้อยู่ใน 5 ระดับ โดยขึ้นอยู่กับปริมาตร 100 มล. ระดับที่หนึ่งมีน้ำตาลต่ำกว่า 6 กรัม ระดับที่สอง 6-10 กรัม ระดับที่สามมากกว่า 10-14 กรัม ระดับที่สี่มากกว่า 14-18 กรัม และระดับที่ห้ามากกว่า 18 กรัม ซึ่งการใช้มาตรการภาษีให้ผู้ประกอบการปรับปริมาณในผลิตภัณฑ์ให้น้อยลง เพื่อลดผลกระทบ และปรับปรุงสุขภาพของประชาชนไม่ให้มีอันตรายจากการบริโภคน้ำตาลที่มากเกินไป

 

อ้างอิง  : bangkokpost

 

2018-11-16 14:50:09
รัฐบาลเลื่อนใช้ พ.ร.ก กฎหมายแรงงานใหม่

        สำนักข่าว Reuters รายงานว่า รัฐบาลไทยเลื่อนวันประกาศใช้กฎหมายที่ได้รับการปรับปรุงใหม่เป็นกฎหมายว่าด้วยการทำงานของคนต่างด้าว และกฎหมายว่าด้วยการนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศ เพื่อควบคุมแรงงานต่างชาติ แต่หลังจากมีคำสั่งนี้เผยแพร่ออกไปจึงก่อให้เกิดความตื่นตระหนก และกระตุ้นให้ชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงานกว่า 60,000 คนอพยพออกจากประเทศ

        จากความวุ่นวายที่เกิดขึ้นทำให้รัฐบาลไทย เลือกใช้มาตรา 44 เพื่อชะลอ พ.ร.ก. กฎหมายว่าด้วยการทำงานของคนต่างด้าว และกฎหมายว่าด้วยการนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศ ที่มีการปรับปรุงบทลงโทษอย่างหนักแก่นายจ้างและลูกจ้างที่ไม่ได้รับใบอนุญาตทำงาน โดยจะเลื่อนการบังคับใช้ พ.ร.ก ออกไป 6 เดือนเพื่อให้แรงงานต่างด้าวกลับไปจดทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี วิษณุ เครืองาม กล่าวกับผู้สื่อข่าว ว่า “รัฐบาลต้องออกกฎหมายฉบับนี้ เนื่องจากเรากำลังเฝ้าระวังชาวต่างชาติที่อาจเข้ามาเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ในประเทศไทย และถ้าเราไม่ออกกฎหมายนี้ ประเทศอื่น ๆ จะไม่ซื้อสินค้าของเรา ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องทำเช่นนี้” โดยพระราชกำหนดฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาความกังวลเรื่องการค้ามนุษย์ของประชาคมระหว่างประเทศ ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคง ด้านแรงงาน เศรษฐกิจ และสังคมของประเทศ ฉะนั้นรัฐบาลมีการกำหนดบังคับใช้ พ.ร.ก. นี้อย่างเต็มรูปแบบในวันที่ 1 ม.ค. 2560

สามารถอ่านพระราชกำหนดฉบับเต็มได้ที่ : http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2560/A/065/1.PDF

 

2018-11-16 14:50:27
อัพเดทกฎหมายใหม่

1. การประกาศใช้ “คู่มือแนวทางการกำหนดมาตรการควบคุมภายในที่เหมาะสมสำหรับนิติบุคคลในการป้องกันการให้สินบนเจ้าหน้าที่ของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐต่างประเทศ และเจ้าหน้าที่ขององค์การระหว่างประเทศ”

ตามที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2558 มีการเพิ่มมาตรา 123/5 ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ซึ่งเป็นการกำหนดความผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐต่างประเทศ หรือเจ้าหน้าที่ขององค์การระหว่างประเทศ รวมทั้งความรับผิดของนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการให้สินบนดังกล่าว โดยนิติบุคคลอาจไม่ต้องรับผิดหากมีมาตรการควบคุมภายในที่เหมาะสมในการป้องกันการให้สินบนนั้น เพื่อเป็นแนวทางให้นิติบุคคลในการกำหนดมาตรการป้องกันการให้สินบนอย่างเหมาะสมเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2560 คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ให้ความเห็นชอบให้มีการประกาศใช้ “คู่มือแนวทางการกำหนดมาตรการควบคุมภายในที่เหมาะสมสำหรับนิติบุคคลในการป้องกันการให้สินบนเจ้าหน้าที่ของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐต่างประเทศ และเจ้าหน้าที่ขององค์การระหว่างประเทศ” โดยมีสาระสำคัญสรุปดังนี้

ผู้ใด   
  •  มีความเกี่ยวข้องกับนิติบุคคล หมายความถึงเป็นลูกจ้าง ตัวแทน บริษัทในเครือ หรือบุคคลใดซึ่งกระทำการเพื่อหรือในนามของนิติบุคคล ไม่ว่าจะมีอำนาจหน้าที่ในการนั้นหรือไม่ก็ตาม 
  • กระทำผิดตามมาตรา 123/5 ไปเพื่อประโยชน์ของนิติบุคคล
นิติบุคคล
  • มีความผิดตามมาตรานี้ ถ้าไม่มีมาตรการควบคุมภายในที่เหมาะสม
  • โทษ: ปรับตั้งแต่หนึ่งเท่าแต่ไม่เกินสองเท่าของค่าเสียหายที่เกิดขึ้นหรือประโยชน์ที่ได้รับ
มาตรการ
  • คู่มือแนวทางการกำหนดมาตรการควบคุมภายในที่เหมาะสมสำหรับนิติบุคคลในการป้องกันการให้สินบนเจ้าหน้าที่ของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐต่างประเทศ และเจ้าหน้าที่ขององค์การระหว่างประเทศ กำหนดมาตรการที่สำคัญ 8 ประการ
     

(1)  การป้องกันการให้สินบนต้องเป็นนโยบายสำคัญจากระดับบริหารสูงสุด            
(2)  มีการประเมินความเสี่ยงในการให้สินบนเจ้าหน้าที่ของรัฐ                
(3)  มีมาตรการเกี่ยวกับกรณีมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นการให้สินบนต้องมีรายละเอียดที่ชัดเจน    
(4)  มีมาตรการป้องกันการให้สินบนไปปรับใช้กับผู้ที่มีความเกี่ยวข้องทางธุรกิจกับนิติบุคคล    
(5)  มีระบบบัญชีที่ดี                                
(6)  มีแนวทางการบริหารทรัพยากรบุคคลที่สอดคล้องกับมาตรการป้องกันการให้สินบน        
(7)  มีมาตรการสนับสนุนให้มีการรายงานการกระทำความผิดหรือกรณีมีเหตุน่าสงสัย        
(8)  มีการทบทวนตรวจสอบและประเมินผลมาตรการป้องกันการให้สินบนเป็นระยะ    

ผลกระทบ     
ผลดี  :  ทำให้เกิดความชัดเจนสำหรับนิติบุคคลในการกำหนดมาตรการป้องกันการให้สินบนอย่างเหมาะสม
ผลเสีย  :  มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการเพิ่มขึ้น

2. การประกาศใช้ “พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ที่เกี่ยวกับความรับผิดในทางอาญาของผู้แทนนิติบุคคล พ.ศ. 2560”  

ประกาศราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560 มีผลใช้บังคับนับถัดจากวันที่ประกาศ แก้ไขบทบัญญัติของกฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดในทางอาญาของผู้แทนนิติบุคคล 76 ฉบับ โดยมีสาระสำคัญสรุปดังนี้ 

เดิม ใหม่

ความรับผิดของผู้แทนนิติบุคคลเชื่อมโยงกับความรับผิดทางอาญาของนิติบุคคล โดยแบ่งออกได้เป็น 3 ลักษณะ

1.ผู้แทนนิติบุคคลมีความรับผิดเด็ดขาด (ผู้แทนนิติบุคคลต้องรับผิดเสมอเมื่อนิติบุคคลนั้นกระทำความผิด พิสูจน์เป็นอย่างอื่นไม่ได้) ex. มาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนฯ “ในกรณีที่บริษัทจำกัดใดกระทำความผิดตามมาตรา ๗ ถึงมาตรา ๒๔ กรรมการของบริษัทนั้น หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของบริษัทนั้น ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท”

ผู้แทนนิติบุคคลมีความรับผิดของตนไม่อาศัยความเชื่อมโยงกับความผิดทางอาญาของนิติบุคคล ex. บัญญัติใหม่ มาตรา  25  พระราชบัญญัติความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนฯ “ในกรณีที่บริษัทจํากัดใดกระทําความผิดตามมาตรา  7 ถึงมาตรา  24  ถ้าการกระทําความผิดของบริษัทจํากัดนั้นเกิดจากการสั่งการหรือการกระทํา ของกรรมการ  หรือผู้จัดการ  หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดําเนินงานของบริษัทจํากัดนั้น หรือในกรณีที่บุคคลดังกล่าวมีหน้าที่ต้องสั่งการหรือกระทําการและละเว้นไม่สั่งการหรือไม่กระทําการ จนเป็นเหตุให้บริษัทจํากัดนั้นกระทําความผิด  ผู้นั้นต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท”

2.ผู้แทนนิติบุคคลมีความรับผิดร่วมกับนิติบุคคลโดยข้อสันนิษฐาน (ผู้แทนนิติบุคคลมีภาระหน้าที่ในการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตน) ex. มาตรา 59 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค “ในกรณีที่ผู้กระทําความผิด ซึ่งต้องรับโทษตามพระราชบัญญัตินี้ เป็นนิติบุคคล กรรมการหรือผู้จัดการหรือผู้รับผิดชอบในการดำเนินการของนิติบุคคลนั้น ต้องรับโทษตามที่กฎหมายกําหนดสําหรับความผิดนั้นๆ ด้วย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้มีส่วนในการกระทําความผิดของนิติบุคคลนั้น

ผลกระทบ : ผลดี เนื่องจากผู้แทนนิติบุคคลที่เป็นผู้สั่งการหรือกระทำการ หรือเป็นผู้มีหน้าที่แต่ไม่สั่งการหรือกระทำการตามหน้าที่เท่านั้นจึงจะเป็นผู้ต้องรับผิด ไม่ใช่กรรมการหรือผู้แทนนิติบุคคลทุกคนจะถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีที่นิติบุคคลกระทำความผิด และหากมีการฟ้องร้องกรรมการให้รับผิดทางอาญา โจทก์จะมีหน้าที่ต้องนำสืบว่าผู้แทนนิติบุคคลนั้นเป็นผู้สั่งการ หรือมีหน้าที่แต่ไม่สั่งการหรือไม่กระทำการจึงจะมีความผิดตามกฏหมายนั้น ๆ
3.ผู้แทนนิติบุคคลรับผิดร่วมกับนิติบุคคลโดยโจทก์ต้องมีการพิสูจน์ว่าผู้แทนนิติบุคคลทำ ex.มาตรา 69 แห่งพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน “ในกรณีที่ผู้กระทําความผิดเป็นนิติบุคคล ถ้าการกระทําความผิดของนิติบุคคลนั้น เกิดจากการสั่งการ หรือการกระทําของบุคคลใด หรือเกิดจากการไม่สั่งการ หรือไม่กระทําการอันเป็นหน้าที่ ที่ต้องกระทําของกรรมการผู้จัดการหรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดําเนินงานของนิติบุคคลนั้น ผู้นั้นต้องรับโทษตามที่บัญญัติไว้สําหรับความผิดนั้น ๆ ด้วย”  

3.คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๒๑/๒๕๖๐ เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายเพื่ออำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ

ประกาศราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๔ เมษายน ๒๕๖๐ บังคับตั้งแต่ที่วันประกาศเป็นต้นไป ซึ่งแก้ไขกฎหมายที่สำคัญ 5 ฉบับ ได้แก่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจํากัด พระราชบัญญัติประกันสังคม และพระราชบัญญัติล้มละลาย โดยสรุปสาระสำคัญดังนี้

ประเด็นที่แก้ไข กฎหมายเดิม คำสั่ง คสช. 21/2560 ผลกระทบ
1.การจด/แก้ไขทะเบียนบริษัทจำกัด  ต้องจดต่อสนง.ทะเบียนหุ้นส่วนที่บริษัทตั้งอยู่     แก้ไขให้สามารถจดทะเบียนต่อสนง.ทะเบียนหุ้นส่วนที่ใดก็ได้ ผลดี สะดวก 
2.การลด/ยกเว้นค่าธรรมเนียมการจดทะเบียน/ตรวจเอกสารบริษัทจำกัด ไม่มี เนื่องจากปัจจุบันมีการติดต่อราชการโดยไม่ต้องยื่นเอกสาร หรือมีการเชื่อมโยงนิติบุคคลระหว่างหน่วยงานไม่จำเป็นต้องออกเอกสาร จึงให้อำนาจ รมต. ลด/ยกเว้นค่าธรรมเนียมในส่วนนี้ ผลดี ลดค่าใช้จ่าย
3.เพิ่มเติมกิจการในการประชุมตั้งบริษัทจำกัด “(1) ทำความตกลงตั้งข้อบังคับต่าง ๆ ของบริษัท”

(1) ทําความตกลงตั้งข้อบังคับต่าง ๆ  ของบริษัท  ทั้งนี้  อาจกําหนดวิธีการแก้ไขปัญหาหรือ ข้อขัดแย้งที่ไม่สามารถหาข้อยุติระหว่างกรรมการหรือผู้ถือหุ้นไว้ด้วยก็ได้ทำความตกลงตั้งข้อบังคับต่าง ๆ ของบริษัท
ข้อความนอกนั้นคงเดิม

ไม่มีผลกระทบสำหรับบริษัทที่จัดตั้งแล้ว สำหรับบริษัทในเครือที่จะมีการจัดตั้งใหม่จะกำหนดวิธีแก้ปัญหาข้อขัดแย้งก็ได้ หรือจะไม่กำหนดก็ได้
4.การออกใบหุ้นของบริษัทจำกัด ใบหุ้นต้องลงนามโดยกรรมการอย่างน้อยหนึ่งคนและประทับตราบริษัท กรรมการอย่างน้อยหนึ่งคนลงลายมือชื่อ ไม่ต้องประทับตรา เพื่อให้สอดคล้องกับการจดทะเบียนที่เป็นระบบออนไลน์มากขึ้น ไม่มีผลกระทบ ตามข้อบังคับของบริษัทข้อ 7 ไม่ได้กำหนดให้ประทับตราอยู่แล้ว
5.เพิ่มเติมระยะเวลาการจ่ายเงินปันผลบริษัทจำกัด ไม่ได้กำหนดระยะเวลา กำหนดให้จ่ายเงินปันผลภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ที่ประชุมใหญ่หรือกรรมการลงมติ  แล้วแต่กรณี เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ถือหุ้น

ไม่มีผลกระทบ สำหรับบริษัทมหาชนต้องจ่ายเงินปันผล(ถ้ามี) ภายใน  1 เดือนนับแต่มีมติอยู่ตาม พรบ.บริษัทมหาชน อยู่แล้ว

ผลเสีย สำหรับบริษัทจำกัดในเครือ ต้องดำเนินการจ่ายเงินปันผลภายในระยะเวลา มิฉะนั้นจะมีโทษปรับไม่เกินสองหมื่น (ส่วนดอกเบี้ยเงินปันผลค้างจ่าย คิดได้ตาม ม.224 เว้นแต่มีข้อบังคับกำหนดมิให้คิดดอกเบี้ยไม่ว่ากรณีใดๆ หรือเป็นกรณีตาม ม.1205)
6.เพิ่มเติมเหตุที่ศาลจะสั่งให้มีการเลิกบริษัทจำกัด เดิมมี 4 ข้อ เพิ่มข้อ 5 ในกรณีมีเหตุอื่นใดทําให้บริษัทนั้นเหลือวิสัยที่จะดํารงคงอยู่ต่อไปได้ เพื่อแก้ปัญหา Dead Lock

ไม่มีผลกระทบ สำหรับบริษัทมหาชน ซึ่งมีกฎหมายกำหนดไว้เฉพาะ

7.การร้องขอให้เรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น โดยผู้ถือหุ้นสำหรับบริษัทมหาชนจํากัด
  • ผู้ถือหุ้นที่เรียกประชุมวิสามัญได้ต้องมีจำนวนหุ้นไม่น้อยกว่า 1/5 (20%) ของจำนวนหุ้นที่จําหน่ายได้ทั้งหมด หรือไม่น้อยกว่า 25 คน + รวมหุ้นได้ไม่น้อยกว่า 1/10 (10%) ของจำนวนหุ้นที่จําหน่ายได้ทั้งหมด 
  • โดยBOD ต้องจัดให้มีการประชุมภายใน  1 เดือน
  • บริษัทเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการประชุม
  • โทษ ปรับไม่เกิน 20,000 บาท
  • เพื่อคุ้มครองนักลงทุนรายย่อยให้มีสิทธิเรียกประชุมได้ง่ายขึ้น จึงได้แก้ไขให้ผู้ถือหุ้นไม่จำกัดจำนวนคน + รวมจำนวนหุ้นไม่น้อยกว่า 10% ของจำนวนหุ้นที่จําหน่ายได้ทั้งหมด พร้อมระบุเรื่องและเหตุผลในการที่ขอให้เรียกประชุมให้ชัดเจน มีสามารถเรียกประชุมวิสามัญ
  • ·โดย BOD ต้องจัดให้มีการประชุมภายใน  45 วัน
  • บริษัทเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการประชุม เว้นแต่มีผู้ร่วมประชุมไม่ครบเป็นองค์ประชุม ผู้ถือหุ้นที่เรียกประชุมร่วมกันรับผิดชอบค่าใช้จ่าย
  • โทษ ปรับไม่เกิน 20,000 บาท
ผลเสีย การเรียกประชุมผู้ถือหุ้นได้ง่ายขึ้นอาจส่งผลต่อการดำเนินงานของบริษัท และเสียค่าใช้จ่ายในการจัดประชุม

8.การตั้งผู้ตรวจสอบกิจการของบริษัทโดยผู้ถือหุ้นบริษัทมหาชนจํากัด

  • ผู้ถือหุ้น1/5 (20%) ของจำนวนหุ้นที่จําหน่ายได้ทั้งหมด หรือไม่น้อยกว่า1/3 ของจำนวนผู้ถือหุ้นทั้งหมด มีสิทธิยื่นคำขอต่อนายทะเบียน เพื่อแต่งตั้งผู้ตรวจสอบ
  • เพื่อคุ้มครองนักลงทุนรายย่อยให้มีสิทธิตรวจสอบกิจการของบริษัท โดยแก้ไขให้ผู้ถือหุ้นไม่จำกัดจำนวนคน + รวมจำนวนหุ้นไม่น้อยกว่า 5% ของจำนวนหุ้นที่จําหน่ายได้ทั้งหมดมีสิทธิยื่นคำขอต่อนายทะเบียน เพื่อแต่งตั้งผู้ตรวจสอบ
ผลเสีย ผู้ถือหุ้นมีสิทธิตรวจสอบกิจการของบริษัทได้ง่ายขึ้นอาจส่งผลต่อการดำเนินงานของบริษัท
9.การจัดทำ/แก้ไขข้อบังคับการทำงาน
  • ต้องส่งสำเนาข้อบังคับที่จัดทำ/แก้ไข ให้อธิบดีภายใน 7 วัน
  • แก้ไขในสอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน นายจ้างสามารถสำเนาในรูปแบบไฟล์ ผ่านระบบ Eservice และข้อบังคับนั้นให้มีผลทันที
ผลดี สะดวกในการดำเนินธุรกิจ
10.การขยายระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบประกันสังคมของนายจ้าง
  • ไม่มี
  • ให้อำนาจรมต.ในการขยายเวลาการส่งเงินสมทบออกไปถ้ามีเหตุสุดวิสัย/เหตุจำเป็น  เพื่อจูงใจนายจ้างเข้าสู่ระบบมากขึ้น โดยปัจจุบันได้มีการประกาศขยายระยะการส่งเงินสมทบออกไปอีก7 วัน หากส่งเงินสมทบผ่านระบบ E-Payment
ผลดี สะดวกในการดำเนินธุรกิจ
11.การกำหนดระยะเวลาบังคับชำระหนี้ของเจ้าหนี้มีประกันในคดีล้มละลาย
  • ห้ามเจ้าหนี้มีประกันบังคับชำระหนี้เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล
  •  ห้ามเจ้าหนี้มีประกันบังคับชำระหนี้เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล หรือเมื่อพ้นระยะเวลา  1 ปีนับแต่ศาลได้รับคำร้องขอขยายได้อีกไม่เกินสองครั้ง ครั้งละหกเดือน
  • เพื่อให้มีกรอบเวลาชัดเจนสำหรับเจ้าหนี้มีประกัน แม้ศาลไม่อนุญาตให้นำทรัพย์สินออกขายทอดตลาด แต่เมื่อพ้นระยะเวลาโดยประมาณ 2 ปี เจ้าหนี้ก็สามารถนำทรัพย์สินออกขายได้เพื่อชำระหนี้ได้
ผลดี กรณีบริษัทเป็นเจ้าหนี้มีประกัน และลูกหนี้เข้าสู่กระบวนการล้มละลายหรือฟื้นฟูกิจการ เจ้าหนี้มีกรอบเวลาที่จะนำทรัพย์สินออกขายทอดตลาดได้แน่นอน
12.กรณีทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันในคดีล้มละลายไม่สามารถเก็บไว้ได้นาน
  • ไม่มี
  • เพื่อมิให้เกิดการสูญเสียโดยเปล่าประโยชน์ กรณีทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันไม่สามารถเก็บไว้ได้นาน เจ้าหนี้สามารถออกขายทอดตลาดแล้วเก็บเป็นเงินไว้แทน
ผลดี กรณีลูกหนี้ที่วางหลักประกันเป็นสินค้าเกษตร ของสด ที่ไม่สามารเก็บไว้ได้นาน
13.การออกเสียงยอมรับแผนฟื้นฟูกิจการของเจ้าหนี้
  • เจ้าหนี้ทุกกลุ่มมีสิทธิออกเสียงยอมรับแผนฟื้นฟูกิจการของเจ้าหนี้
  • แก้ไขให้เจ้าหนี้ที่ไม่ได้รับผลกระทบหรือไม่ได้การคุ้มครองเยียวยาแล้วไม่มีสิทธิ์ออกเสียง เพื่อช่วยให้เจ้าหนี้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงมีสิทธิ์ออกเสียงได้อย่างเต็มที่

ผลดี กรณีบริษัทเป็นเจ้าหนี้ที่ได้ผลกระทบ

14.การโฆษณาคำสั่ง/คำพิพากษาของศาลโดยเจ้าหนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์
  • ไม่มี
  • การโฆษณาคำสั่ง/คำพิพากษาของศาลโดยเจ้าหนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ให้ถือว่าบุคคลทุกคนได้รับทราบ
ผลเสีย บริษัทต้องคอยติดตามสื่ออิเล็กทรอนิกส์ว่ามีรายชื่อลูกหนี้ของตนหรือไม่เพื่อยื่นขอรับชำระหนี้ภายในกำหนดเวลา
15.การติดต่อหน่วยงานราชการ ห้ามมิให้หน่วยงานราชการขอเอกสารที่ราชการออกให้จากประชาชนผู้ใช้บริการ
  • ไม่มี
  • ยกเลิกการขอสำเนาเอกสารที่ราชการออกให้จากผู้มาติดต่อราชการ
ผลดี ไม่เป็นภาระแก่ประชาชน

 

2018-11-16 14:50:44
ข่าวธุรกิจ

ธนาคารโลก คาดการณ์ เศรษฐิกิจไทย ยังโตน้อยที่สุดในอาเซียน

 

2018-11-16 14:50:54